9 ก.ค. เวลา 10:36 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยยุค K-Shaped: ส่งออกพุ่งทะยาน แต่ทำไมภาคการผลิตไทยแทบไม่ขยับ?

นาทีนี้โลกทั้งใบกำลังขี่คลื่นลูกใหญ่ที่ชื่อว่า “AI Capex Cycle” — รอบการลงทุนมหาศาลในปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี แรงจนดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เติบโตเหนือเทรนด์เดิมแบบไม่น่าเชื่อ
หันมามองเอเชีย เพื่อนบ้านหลายประเทศก็วิ่งฉิวรับอานิสงส์นี้กันเต็มๆ ตัวเลข GDP ไตรมาสล่าสุดเขียวยกแผง:
* 🇹🇼 ไต้หวัน +12%
* 🇻🇳 เวียดนาม +8%
* 🇲🇾 มาเลเซีย +6%
* 🇰🇷 เกาหลีใต้ เติบโตดีขึ้น
แล้วประเทศไทยล่ะ? ตัวเลขส่งออกครึ่งปีแรกของเราก็ดูสวยไม่แพ้ใคร เพราะโตกว่า 20% โดยเฉพาะกลุ่ม Electronics
แต่คำถามคาใจคือ… ในเมื่อส่งออกพุ่งขนาดนี้ ทำไมเศรษฐกิจไทยโดยรวมถึงโตแค่ 2% กว่าๆ?
🔍 ข้อสังเกตสำคัญ: ส่งออกพุ่ง แต่ “ดัชนีผลผลิต” กลับไม่ขยับ
ปกติแล้วเวลาส่งออกดี โรงงานในประเทศต้องเปิดไฟเดินเครื่องปั๊มสินค้ากันหามรุ่งหามค่ำ แต่รอบนี้แปลกมาก เพราะเส้นทึบตรงกลาง (Overall MPI — ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมรวม) แทบจะเป็นเส้นตรงนิ่งสนิทอยู่แถวระดับ 100 มาตลอด 2 ปีเต็ม ไม่ได้กระเตื้องขึ้นตามตัวเลขส่งออกเลย
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? พอแกะไส้ในออกมา เราจะเจอ "3 ชั้นความจริง" ที่ทำให้ “ส่งออกโต ≠ ไทยได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย”
📍ดาวเด่นตัวเล็กเกินไป
กลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์ชัดเจนจากกระแส AI คือ Computer & HDD ซึ่งรับกระแส AI ไปเต็มๆ แต่กลุ่มนี้มีน้ำหนักในการคิดมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตไทย (MPI Weight) อยู่แค่ 3.3% เท่านั้น มูลค่าเพิ่มและการจ้างงานที่ตกถึงคนไทยจริงๆ จึงน้อย ต่อให้โตทะลุฟ้าก็แบกเศรษฐกิจทั้งประเทศไม่ไหว กลุ่ม electronics ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ประมาณ 10% ของมูลค่าเพิ่มการผลิต
1
📍บางส่วนอาจแค่ “ทางผ่าน”?
ตัวเลขส่งออกนับแค่ “ของที่ออกจากด่านศุลกากรไทย” แต่ไม่ได้บอกว่าของชิ้นนั้นเกิดขึ้นในโรงงานไทยจริงแค่ไหน ในยุคสงครามการค้า US-China มีข้อน่าสงสัยว่าสินค้าบางส่วนอาจวิ่งอ้อมมา “ผ่านทาง” ที่ไทยเพื่อเลี่ยงภาษีมะกัน (Transshipment) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับของแค่เด้งผ่านด่าน แต่โรงงานไทยแทบไม่ได้เดินเครื่อง
📍บางส่วนคือ “ของเร่ง”
ระหว่างที่ฝุ่นสงครามภาษียังตลบและกำแพงภาษียังตั้งไม่เสร็จ ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจให้ “รีบส่งตอนนี้” ก่อนที่ประตูจะปิด ฝั่งสหรัฐฯ เร่งสั่งของมาตุน ฝั่งผู้ผลิตก็เร่งดันของออก ส่วนหนึ่งของตัวเลขสวยๆ ในวันนี้จึงเป็นการ “ยืมดีมานด์จากอนาคตมาใช้” พอฝุ่นจางลง โกดังแน่น กำแพงภาษีตั้งเสร็จ การส่งออกก็เสี่ยงจะเจอ “หน้าผา” ทรุดลงในระยะถัดไป
รวม 3 ประเด็นนี้เข้าด้วยกัน ก็พอจะเห็นภาพว่า ตัวเลขส่งออกที่บวกกว่า 20% นั้น มีทั้งส่วนที่มูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำ ส่วนที่อาจแค่มาผ่านทาง และส่วนที่เป็นปัจจัยชั่วคราวที่ไม่ยั่งยืน
📉 แล้วเครื่องยนต์ตัวจริงของไทยล่ะ? — ยังจมน้ำ
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักเยอะและจ้างแรงงานคนไทยจำนวนมหาศาลกลับอยู่ในภาวะทรุดตัว:
* 🔴 ยานยนต์ (Motor Vehicles): นับเป็นอุตสาหกรรมใหญ่นับเป็นกว่า 10% ของมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิต ดิ่งลงเหลือราวๆ 85 (2024=100) เป็นเส้นที่น่ากลัวที่สุดในกราฟ และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างล้วนๆ แม้จะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นบ้าง
1
* 🔵 Electronics แม้จะเคยร่วงไปแตะ 88 แล้วตอนนี้ไต่กลับมาราวๆ 96 แต่ก็ยังยืน “ต่ำกว่าเส้น 100” (ซึ่งเป็นระดับฐานเดิม) อยู่ดี
ส่วนพระเอกสายประคองอย่าง กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B), เครื่องใช้ไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์และพลาสติก แม้จะยังยืนเหนือเส้น 100 ได้ แต่ก็ไม่ได้แรงพอจะฉุดภาพรวมอุตสาหกรรมให้พุ่งทะยาน
พอเอา “ตัวเล็กที่โตแรง” มาชนกับ “ตัวใหญ่ที่ยังฟื้นไม่เต็มที่” ผลลัพธ์เลยออกมาเป็นเส้นตรงแบนราบนั่นเอง แถมไทยยังเจอปัญหา “ขาดดุลการค้า” (ขนาดหักมูลค่าน้ำมันออกแล้วก็ยังขาดดุล) ตอกย้ำว่าเรากำลังนำเข้าของแพงเข้ามาประกอบ แต่เหลือมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในประเทศน้อยลงเรื่อยๆ
💡 แล้วทางออกอยู่ตรงไหน?
นี่คือสัญญาณเตือนว่า “บุญเก่า” จากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เราพึ่งพามา 30-40 ปี กำลังหมดอายุขัย ต่อให้กระแส AI โลกจะแรงแค่ไหน ถ้าเรายังเกาะได้แค่กลุ่มที่มีน้ำหนักในประเทศเพียง 3.3% ในขณะที่เครื่องยนต์ตัวใหญ่ทยอยเสียแรง เศรษฐกิจไทยก็คงโตได้เท่านี้ ยุทธศาสตร์ 2 เรื่องที่ต้องเร่งทำคือ:
1
1️⃣ ยกเครื่องและเปลี่ยนผ่านของเดิม (Traditional Transformation)
* กลุ่มที่ต้องยอมรับความจริงว่าขยายตัวยาก (เช่น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในที่รถ EV ไม่ใช้แล้ว): โจทย์คือการดูแลการเปลี่ยนผ่านและเร่ง Reskill แรงงาน
* กลุ่มที่ยังไต่บันไดมูลค่าในเซกเตอร์เดิมได้: เช่น ยานยนต์ต้องขยับไปสู่ Auto-Electronics หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ปิโตรเคมีแบบ Commodity ต้องปรับไปสู่ Specialty เกรดสูงเพื่อเลี่ยงการแข่งราคา
* กลุ่มที่ยังแข่งได้ถ้าเติมเทคโนโลยี: เช่น อุตสาหกรรมอาหาร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องใส่ Automation เข้าไปเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ
2️⃣ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve)
ดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้ลงหลักปักฐานในไทยจริงๆ ยกระดับภาคเกษตรไปสู่ Food Tech หรือแม่แต่ภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ “ตัวเลข FDI สวยๆ” เราต้องผูกเงื่อนไขให้มูลค่าเพิ่มตกในประเทศให้ได้ ทั้งการบังคับใช้ซัพพลายเออร์ในไทย การถ่ายทอดทักษะเทคโนโลยี และการตั้งศูนย์ R&D ในบ้านเรา ให้เราได้ประโยชน์ มีงานดีๆเกิดขึ้นในเมืองไทย
📌 บรรทัดสุดท้ายที่อยากฝากไว้:
โจทย์ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่การทำให้มูลค่าของสินค้า “วิ่งผ่านประเทศ” เยอะๆ แต่คือการทำให้มูลค่าเหล่านั้น “ตกอยู่ภายในประเทศ” ให้มากที่สุด
และสร้างบุญใหม่ให้ทันกับบุญเก่าที่เริ่มหายไป
ถ้าขาขวาของตัว K (ฝั่ง Tech และอาหาร) วิ่งไปไกล แต่ขาซ้าย (ยานยนต์และอุตสาหกรรมดั้งเดิม) ยังทรุดลงเรื่อยๆ ช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจไทยจะยิ่งฉีกกว้างขึ้นอย่างน่ากลัวแน่นอนครับ
โฆษณา