9 ก.ค. เวลา 11:19 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] HABIBTI / ICEMAN / MAID OF HONOUR - Drake

หนีดีล ? หนีคุณภาพ ?
-คงไม่ต้องเกริ่นอะไรมากสำหรับ Drake แร็ปเปอร์แคนาเดียนที่เพิ่งผ่านความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับจากศึก Rap Beef กับแร็ปเปอร์ย่าน Compton อย่าง Kendrick Lamar เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ความย่อยยับนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ Drake ถูกตั้งข้อกังขาต่างๆนาๆ ต่อให้จะแพ้ Beef ย่อยยับ ชาวฮิปฮอปยังคงสนใจความเป็นไปของเขาอยู่ดีว่า Drake จะเอาคืนยังไง จะกลับมาคืนฟอร์มได้มั้ย คำตอบนี้ชาวฮิปฮอปน่าจะพอทำนายออกตั้งแต่การตัดสินใจปล่อยอัลบั้มรวดเดียว 3 ชุดอย่างไม่สนสี่สนแปดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา
-ถ้าคุณคิดว่า Drake ยังคงเป็น Drake คนเดิม คุณคิดถูกครับ ถ้าไม่ใช่แฟนเพลงประเภทติ่ง แต่ก็ตามฟังอยู่ตลอดทุกอัลบั้ม เป็นอันทราบกันดีถึงชะตากรรมตามที่กล่าวไว้ในพารากราฟข้างต้นว่า “ปริมาณเยอะกว่าคุณภาพ” เดี๋ยวคนฟังก็ลืม ไม่ได้เข้าข่าย timeless เลยด้วยซ้ำ คนฟังฮิปฮอปเค้ารู้กัน
-รีวิวอัลบั้มล่าสุด For All The Dogs ที่ผมเคยเขียนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมเคยตั้งคำถามถึงผู้อ่านเลยด้วยซ้ำว่า คุณยังคงกลับไป repeat งานเก่าของ Drake ชุดไหนบ้าง ? และคำตอบเหล่านั้นแทบจะไม่มี Her Loss, Honestly, Nevermind, Certified Lover Boy, Dark Lane Demo Tapes, Scorpion และผมเองก็ดันไม่ได้รีวิว Some Sexy Songs 4 U ด้วยเหตุผลของความเบื่อหน่ายเกินกว่าจะเสียเวลาเขียนรีวิวเลยด้วยซ้ำ ถ้ามีใครชอบผลงานเหล่านี้ ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ มันเป็นเทสต์ของคุณ เราจะไม่ก้าวก่ายกัน
-สำหรับผม การกลับมาด้วย 3 อัลบั้มรวดครั้งนี้มันคงไม่มีอะไรไปมากกว่า “กูอยากหนีจาก UMG กูเพิ่งฟ้องพวกแม่งไปเรื่องเพลง Not Like Us ของ Kendrick อีกอย่างกูอยากโบยบินแล้ว” นอกจาก UMG จะไม่เข้าข้างแล้ว
เราจึงได้เห็นมหกรรมของคนยังไม่มูฟออนด่าเช็ดศัตรูเบอร์หนึ่งและเหล่าคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม โดยที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการ flex ความร่ำรวย ความเป็นเจ้าพ่อ Top Chart ระบายความเหงาของคนเป็นพ่อลูกหนึ่ง(?) อยากปาร์ตี้ไปวันๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความสงสัยในการตัดสินใจครั้งนี้คงหนีไม่พ้นความอยากระบายเพลงออกจากคลังเพื่อหนีดีล UMG ไปให้พ้นโดยเร็ว
-พี่มาทีเดียว 3 อัลบั้มแบบนี้ คนฟังและคนรีวิวเหนื่อยเลย ยิ่งเจอปัญหาอัลบั้มแบบเดิมๆอย่างที่เคยรีวิว มันก็แอบยากอยู่ที่จูงใจให้ฟังวนไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่รีวิวมาล่าช้าและคงไม่เจาะรายละเอียดอะไรมาก เพราะไม่ค่อยมีอะไรใหม่เท่าไหร่ โพสต์นี้รีวิวทีเดียว 3 อัลบั้มไปเลย แยกประเด็นใหญ่ๆเป็นอัลบั้มสรุปรวบยอดเลย สั้นยาวแล้วแต่ประเด็นที่อยากหยิบยกมีมากน้อยเพียงใด เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังความละเอียดยิบเหมือนรีวิวอื่นของเพจนี้ก็พอครับ
ICEMAN
-อัลบั้มที่เป็นเซ็นเตอร์หลักในชุดไตรภาคและมีการ mention อยู่เรื่อยๆในช่วงหลังศึก Rap Beef ตลอด 2 ปีที่หายไป นี่คืออัลบั้มที่ผมชอบน้อยที่สุดในบรรดาชุดไตรภาค นี่ขนาดเป็นอัลบั้ม Rap Mode ที่ตั้งตนให้บู๊สุดๆแล้วนะ แต่มันยังคงเป็นอัลบั้มที่ไม่มีอะไรไปมากกว่า กูน้อยใจ กู Suffer กูอยากโบยบิน กูจะขยี้ Kendrick และแฟนเพลงของมันให้แหลกคึ ด่าแหลกคนใหญ่ไปยันนักบาสเลยทีเดียว
-ผมว่านี่คือการประกาศศักดาที่วกไปวนมาสุดๆเลยครับ แค่เห็นจำนวนแทร็คในอัลบั้ม ความยาวกว่า 1 ชั่วโมง 8 นาที มันคือสเต็ปท่าไม้ตายแบบเดิมที่ไม่ยอดลดทอนหรือเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงมวยใดๆเลย มันคือการบ่นผูกใจเจ็บมากกว่าการใส่ไฟแร็ปพลิกฟื้นวิกฤตวัยกลางคน ไม่สมญานาม “ไอ้หนุ่มผู้พรั่งพรูด้วยเม็ดเพขรผู้แสนเยือกเย็นและเฉยชา” ขนาดยังไม่ถึงช่วงกลางอัลบั้ม พลัง passion เริ่มถดถอยเหมือนเข้าสู่ช่วง burnout ที่อยากแร็ปให้มันจบๆไป คนรีวิวก็ต้องทนฟังให้จบเผื่อจะเจอไฮไลท์เด็ด ซึ่งก็ตามคาดครับ ไม่เจออะไรพีคๆเลย
-อย่างมากสุดคือ Drake คิดยังไงกับความพ่ายแพ้หลังศึก Beef คิดยังไงกับสหายที่เคยร่วมงาน ชาวเน็ตและวงการกีฬาที่แวดล้อมฮิปฮอปที่นินทาตัวเองอย่างสนุกปาก มันเลยกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็น sneak diss เพื่อเอามาเม้ามอยในโลกอินเตอร์เน็ตเพียงแค่ไม่กี่วัน เดี๋ยวคนก็พูดถึงกระแสอื่น เชื่อสุดๆว่ากระแสของหนัง Obsession ยังเป็นที่พูดถึงยาวนานยิ่งกว่าการมีอยู่ของ 3 อัลบั้มใหม่ของ Drake เสียอีก
-ในเรื่องของลูกเล่น switch beat, rhyme and flow ก็ดูเหมือนจะเดิมๆ กระซิบกระซาบแบบที่เราชินชามาจากอัลบั้มก่อนๆ เพลง First Person Shooter, MELTDOWN อะไรเทือกนี้ add ผงชู autotune ที่ไม่จักสำคัญอะไรมากนักนอกจากทำทรงเข้ม “ดุดันไม่เกรงใจใคร” ไปงั้น
-Janice STFU เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการทำทรงเข้มที่ไม่ได้เชือดเฉือนอะไรมากมาย ติดหูใช้ได้อยู่ แซะ Kendrick ด้วยข้อหา “ชอบสร้างภาพ” ต่อหน้ากล้องทำเป็นคนติดดิน ทำการกุศล แต่งเพลงเอาใจคนจนข้างถนนที่คนขาวฟังขึ้น แต่สุดท้ายก็แอบไปใช้ชีวิตในแมนชั่นหรูอยู่ดี ในโลกความจริง ใครที่โด่งดังมากๆ จะให้ใช้ชีวิตติดดินกลมกลืนกับผู้คนแบบแต่ก่อนก็อาจจะใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆอยู่แล้ว
-ซีรี่ย์เพลง make them ทั้งหลายก็ดูเหมือนการตอกย้ำความแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะแตกหน่อมากถึง 4 เพลง อย่างไรก็ดีมันมีเพลงเปิดอย่าง Make Them Cry เป็นการเปิดผนึกจดหมายเหตุอัพเดทชีวิตที่สัมผัสได้ถึงความแก่ลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ฟิตเหมือนก่อน ประหนึ่งคนที่กำลังก้าวสู่เลข 4 ที่เหมือนจะสะสางอะไรบางอย่าง ส่งคำเตือนแบบว่า 2024 ทำไรกูไม่ได้ กูกำลังขึ้นและจะทำให้มึงร้องขอชีวิต (ฮือๆๆๆ)
แต่จัดว่าเป็นเพลงเปิดที่โอเคอยู่ มีการตัดสลับแซมเปิ้ลเพลงโซลคลอไปมา อุ่นเครื่องได้อย่างเฟรนด์ลี่ในระดับนึง
-Make Them Pay ตัดพ้อสุดๆไปเลยจ้า เรียงตับตั้งแต่เบอร์หนึ่ง Kendrick (แซะความเป็น GOAT ที่สื่อให้สมญานามแม่งวัดมาจากอะไร ในเมื่อ Not Like Us ยังบูสต์ยอดสตรีมตามที่ Drake เคยกล่าวหาและตั้งคำถามไปถึงค่าย)
และตัวละครสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ J .Cole ที่อย่าคิดว่าจะลอยตัวหนี Drake ไปได้ หลังจากที่เคยถอนตัวศึก Beef กลางทางและออกมาขอโทษ Kendrick ที่เคย diss ในเพลง 7 Minute Drill จนต้องลบเพลงในเวลาต่อมา ซึ่ง Drake ก็ด่าในแบบที่ชอบธรรมสำหรับ Drake อ่ะนะ (กูเคยนับถือมึงที่เคยผ่านประวัติศาสตร์ความโด่งดังมาด้วยกัน แต่ ณ ตอนนี้กูคงให้อภัยมึงไม่ได้ กูยอมโดนถล่มมากกว่ายอมจำนนแล้วให้คำขอโทษตามมาหลอกหลอนมึงอีกเนี่ยนะ)
-ยังมีเพลง Whisper My Name ที่หลอกด่าตั้งแต่ JAY-Z ล้อวลีมีม This Or That ยอมรับเงิน 5 แสนดอลล่าร์ดีกว่าไปดินเนอร์รับฟังคำแนะนำจากลุง ด่า Playboi Carti ว่า ไอ้เด็กน้อยที่ดันเทงานเพลง No Face ของกูแล้วดันไปเชื้อเชิญ Kendrick มาร่วมแจมในอัลบั้ม MUSIC ของตัวเอง
รวมๆแล้วเป็นการส่งสาสน์พวกที่เข้าข้าง Kendrick นั่นแหละครับว่า จงระวังการนินทาลับหลังนั้นให้ดี เดี๋ยวกู Pop Out เป่าแม่งเลย ซึ่งก็ flip คำมาจากชื่อคอนเสิร์ตประกาศชัยชนะศึก beef ของ Kendrick อย่าง Pop Out: Ken & Friends concert นั่นแหละครับ เป็นเพลงที่มีโฟลว์ค่อนข้างน้ำไหลที่สุดละ
-โหมดเพลงสนุกอื่นๆไม่ว่าจะเป็น Dust ที่ทำทรงเข้มด้วย flow กระซิบกระซาบเป่าปาก ประหนึ่งกำลังเป่าเศษฝุ่นผง การเคลมว่าตัวเองเป็นสมบัติของชาติเหนือกว่า DeMar DeRozan ในเพลง National Treasures การบลัฟ Mustard โปรดิวซ์เซอร์เพลง Not Like Us ในเพลง 2 Hard 4 Radio ไว้ว่า ตั้งแต่กูร่วมฟีทกับ YG มึงก็ไม่มีเพลงไหนฮิตอีกเลย
-ซิงเกิ้ลเมื่อนานนมอย่าง What Did I Miss? ที่เกริ่นนำว่า เราจะเจอคาแรคเตอร์มและทรง flow ประมาณไหน ไม่เว้นแม้แต่ ad-lib “Let’s Go Let’s Go” ที่เอามาเรียกขวัญในหลายๆเพลงของ ICEMAN แต่มันก็กลับกลายเป็นเพลงปะแล่มขึ้นมาทันทีเมื่อนำมารวมในอัลบั้มนี้
-การที่ยังคงสานสัมพันธ์กับ Future ในเพลง Ran To Atlanta ก็เปรียบเสมือนการป่าวประกาศความสัมพันธ์ทางการทูต Trap Music ถิ่นแอตแลนต้ายังคงดีอยู่ หลังจากที่ Kendrick เคย diss ในเพลง Not Like Us อย่างเสียหมาว่า “มึงก็แค่อีแอบที่เกาะ Atlanta หากินไปงั้น”
-จะว่าไป Future เป็นแร็ปเปอร์คนแรกๆที่ร่วมงานได้ทั้งฝั่ง Drake, Kendrick ในเพลง Like That รวมถึง J .Cole ในเพลง Run A Train ด้วย ซึ่งการกลับมา collab ในรอบนี้หลังพายุ beef สงบลงก็ไม่ได้ช่วยปลุกกระแส hype ให้มันน่าจดจำได้อยู่ดี ยิ่งเป็นเพลง B’s On The Table ที่กลับมาร่วมทีมกับ 21 Savage ยิ่งไม่มีอะไรกลับไปติดอยู่ในหัวเลย
-แทร็คสุดท้าย Make Them Know ที่วกอยู่กับ beef ที่ผ่านมา รวมถึงท้าวความ Drake คนเก่าเวอร์ชั่น 2009 หรือเวอร์ชั่นไหนๆในอดีต มันจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แฟนเพลงโหยหา Drake คนเก่าหรอกครับ แต่ปัญหาคือ พี่ทำซาวนด์แบบเดิม สเต็ปแบบเดิม ย่ำวกไปวนมาในอัลบั้มเดียวกันเหมือนเดิม
-การตะลุย ICEMAN จึงเป็นการสาดกระสุนปืนกลรัวๆใส่ขั้วตรงข้ามที่มั่วซั่วไปเรื่อยมาก ไม่ได้แหลมคมเทียบเท่า 3 เพลงของ Kendrick ตั้งแต่ Euphoria, Meet The Grahams และ Not Like Us เลยด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นการเดินเกมส์ที่จ่ายค่าเสียโอกาสเยอะพอๆกับที่พี่แกแพ้แทงพนันรัวๆเนี่ยแหละครับ
HABIBTI
-อัลบั้มที่มี length time สั้นที่สุด ดีกว่า ICEMAN ตรงที่มันรวบรัดกว่า แต่ vibe โดยรวมกลับกรวงโบ๋ เป็นทรงกลางๆที่เจือจางจนไม่มีอะไรให้พูดถึง จิ้ม Top Track ได้ยากพอสมควร กลายเป็นงานเพลงฆ่าเวลาในที่สุด HABIBTI เป็นภาษาอาหรับแปลว่า “ที่รักของฉัน” จากการจำกัดความใน editor’s note ของ Apple Music ที่มีใจความว่า “HABIBTI เป็นชื่อเล่นที่ผมชอบเรียกเมือง Toronto บ้านเกิดของผม”
-ไอ้ผมก็ฟัง Toronto R&B จากค่าย OVO จนเอียนล่ะ ยิ่งเจอเมนูอาร์แอนด์บีจานใหม่ปริมาณไม่มากแบบนี้ โอเคย่อยสะดวกขึ้นก็จริง แต่มันก็สายไปมากๆที่จะเสิร์ฟซ้ำในสิ่งที่ตัวเองก็เคยเสิร์ฟความเนิบนาบมาแล้วตั้งแต่อัลบั้ม Views, Scorpion หรือ Honestly, Nevermind การได้เห็นแทร็คเปิดอัลบั้มที่อยากเสิร์ฟอคลูลสติคเป็นการเซอร์ไพร์สในสิ่งที่แกก็ไม่เคยทำมาก่อนอย่าง Rusty (Intro) ก็มาแบบลวกๆรีบๆชอบกล เมื่อเทียบกับเพลง 39 Intro ของ J .Cole กลับกลายเป็นเพลง acoustic rap ที่ดูโฟกัสในการขับขานมากกว่าเสียอีก
-การยังคงใช้แขกรับเชิญหน้าเดิมๆทั้งเจ๊แดง Sexy Redd และ PARTYNEXTDOOR ก็ดูเหมือนจะได้เพลงที่เข้าท่าที่สุดตั้งแต่ที่พวกเขาเคยฟีทกันมา ทั้งเพลง Hurrr Nor Thurrr และ Fortworth ตามลำดับ โดย เจ๊แดงใน Hurrr Nor Thurrr ก็มาด้วยน้ำเสียงโทนแหบปกติ ไม่แปร๋นเพื่อคลอไปตามเมโลดี้สุดเนิ่บ ในขณะที่ Fortworth มาในโทนเหงาหงอย บีทไม่หึ่งและอื้ออึงจนเกินไป
-มีเพลงที่เหมือนย้อนไปสู่อาร์แอนด์บียุค 80-90’s ที่ Boyz II Men กำลังรุ่งเรืองในแบบที่ใกล้เคียงก็คือ Classic ที่ตัวเองเอื้อนครึ่งเพลงแล้วปล่อยให้แซมเปิ้ลเพลง Don’t Beat Around The Bush ของวงอาร์แอนด์บี Jus' Cauze ได้ทำหน้าที่เอื้อนเอ่ยวกวนไปมา และเพลงโหมด melodic rap เจื้อยแจ้วที่ไม่ต่างจากเพลงคั่นเบรคโหมดแร็ปใน ICEMAN ก็ยังคงเล็ดลอดมา เฉกเช่น I’m Spent, WNBA และโดยเฉพาะ High Fives ที่โฟลว์คล้ายๆเพลง Don’t Worry ใน ICEMAN เลย แต่ High Fives ดูรวบรัดและไหลลื่นกว่า
-HABIBTI จึงมีดีแค่ “เออพี่เค้าก็ทำอัลบั้มขนาดครึ่งชั่วโมงกว่าก็ได้นี่หว่า” แต่มันก็แค่ทางผ่านที่ฟังแล้วผ่านเลยไปในแบบที่ไม่มีอะไรให้จำได้หรืออยากกลับไปซ้ำมากนัก และที่สำคัญ มันคือ ICEMAN ที่เน้นเอื้อนให้เนิบนาบเลยด้วยซ้ำ
MAID OF HONOUR
-มาถึงอัลบั้มที่ดูจากหน้าปกแล้ว ไม่ชวนให้อยากฟังเลยแม้แต่น้อย แต่กลับกลายเป็นอัลบั้มที่มีพลัง “ซัมติง” ดูน่าค้นหามากที่สุด เป็นอัลบั้มโหมด House Dance ที่สมควรเซฟทับแทนที่อัลบั้ม Honestly, Nevermind เลยด้วยซ้ำ ใครสายฮิปฮอปเน้นๆอาจจะไม่ถูกใจอัลบั้มนี้มากเท่าไหร่เหมือนที่ท่านไม่ถูกใจ More Life ที่ดูพึ่งพิง Dancehall หรือ House Music มากเกินไป แต่ถ้าใครสายฮิปฮอปก็ได้ แนวอื่นก็ได้แบบผม อัลบั้ม “เพื่อนเจ้าสาว” ชุดนี้อาจจะคุยกับคุณด้วยความสนุกก็เป็นได้
-แค่เกริ่นด้วยเพลงเปิดอัลบั้ม Hoe Phase ก็พร้อมชนะขาดในการจูงใจให้ร่วมลงแขกกันตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว It's like, it's like that, that Like, like that, that บีทโปรดักชั่นทรงดี มาแรง โดดเด้งสะใจ ใครเบื่อ Drake แพล่ม
-อัลบั้มนี้คือตัวเลือกที่ดีไม่น้อยสำหรับคนที่ไม่อยากฟังคนแพ้ rap beef ย่อยยับเมื่อปี 2024 แล้วไปเอ็นจอยปาร์ตี้ที่เจ้าภาพอยากปลดปล่อยเป็นการส่วนตัวก็ดูไม่เสียหาย (มีเครื่องดื่มและยาพร้อม) เว้นแต่คุณเป็นสาวที่ดันสวยเซ็กซี่ต้องตาเจ้าภาพ คุณอาจจะโดนเกี้ยวพาราสีในแบบที่ไม่สนว่าคุณจะมีเจ้าของแล้วหรือไม่ ไอ้หนุ่มเพลย์บอยรักสนุกเริ่มทำงานแล้ว ณ จุดนี้
-สิ่งที่ดีที่สุดของอัลบั้มชุดนี้ ไม่ใช่แค่บีทหรือโปรดักชั่นที่โดดเด่นขึ้น แต่เป็นความคาดเดาไม่ได้ที่ผ่านม่านหมอกแห่งความวาไรตี้ที่ไม่ใช่แค่การร่ายรำ Non-Rap mode ที่แล้วมา แต่เป็นการรู้จักโฟกัส ส่ง-รับไม้ต่อแทร็คต่อแทร็คได้ต่อเนื่องไหลลื่นกว่า นี่คือสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้เพลิดเพลินกว่าที่คิด การแซมเปิ้ลก็ดูเข้าที
-ไฮไลท์เด็ดเลยยกให้เพลง Cheetah Print ที่เอาเพลง Popular ของ born bad! มาตบจ้ำบ๊ะได้อย่างทะลึ่งตึงตังมากๆ ยิ่งได้เจ๊แดง Sexy Redd มาร่วมแจม ภาพในหัวผมคือ มาม่าซังที่คอยตะโกนให้เด็กๆในสังกัดเล่นหัวไหล่ตูดเอาใจลูกค้าหน่อย
-BBW (Big Beautiful Woman) อันเป็นเพลง club banger เดือดที่สุดในอัลบั้มนี้ด้วย garage house band สุดกระหึ่ม ตอกย้ำความ alert ในท่อน Outro ด้วยแซมเปิ้ลเพลง Work ของ Masters at Work ที่ทำหน้าที่ hype DJ ไปโดยธรรมชาติ
-Road Trips ที่เจือด้วยบีทอิเล็กโทรฉวัดเฉวียนเข้มข้นขึงขังยิ่งกว่าเพลงโหมดแร็ปใดๆอีก สำหรับเพลงโหมด dancehall อย่าง Which One แจมกับ Central Cee และ Amazing Shape แจมกับ Popcaan ก็สามารถตอกย้ำความหลงไหลในสไตล์ Jamaican ที่ยังไม่มลายหายไป True Bestie ติดสปีดบีทเร็วภายใต้ความอึมครึมประหนึ่งกำลังนัวกันในผับอโคจร
-พอมาถึงเพลง Q&A ก็เป็นจุดหักเหในอัลบั้มนี้ที่ทำให้ไอ้หนุ่มเพลย์บอยเริ่มรู้สึก insecure ตั้งแง่ไม่ไว้ใจสาวของเขาที่ดูเหมือนจะตีตัวออกห่างเสียแล้ว เลยนำมาซึ่งเพลง Stuck ที่มาในจังหวะ funky pop หยอกเย้าความหมกมุ่นและมูฟออนเป็นวงกลม
-ยิ่งเป็นเพลง Goose and The Juice ยิ่งแล้วใหญ่เลย การวกวนด้วย verse เดียว ท่อน bridge แค่จึ๋งเดียวชวนระลึกถึง Passionfruit ที่ชวนล่องลอยวกวนอยู่แค่ไม่กี่ประโยค เพียงแต่ Goose and The Juice มี verse ที่ยาวกว่า และเนื้อหาที่ดู manipulate กว่า ตอกย้ำตอนจบที่จ๋อย เอาแต่ใจแล้วไม่ได้ดั่งใจหวัง
-การปิดจบด้วย Princess อันนี้เหมือนแทร็คแถมมากกว่าเพลงปิดอัลบั้ม อิหยังวะและ WTF อย่างแรงกับการที่ Drake หันมาทำ Emo ด้วยว่ะเห้ย เป็นการทดลองที่ไม่จำเป็นและอย่าหาทำในอัลบั้ม House Dance แบบนี้เลยด้วยซ้ำ
-ยังไงผมก็ชอบ MAID OF HONOUR มากที่สุดในบรรดา 3 อัลบั้มที่ปล่อยออกมาอย่างบ้าระห่ำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความขี้เกียจที่อัลบั้มนี้แอบอิงด้วยอิทธิพลแซมเปิ้ลซ้อนทับเยอะกว่าเนื้อเพลงอันน้อยนิดและแสนล่องลอย ประหนึ่งพี่แกใช้ตัวช่วยมากกว่าจะขับขานออกมาจากสไตล์ของตัวแกจริงๆ มันก็มีดีในแง่ตัดเลี่ยนความแพล่มของพี่แกในสองอัลบั้มนั้นแหละ การจะฟังแกไม่พูดอะไรเลยในบางเพลงก็ดีแหละ
-ปฏิเสธไม่ได้ว่า track record ที่ผ่านมาจากการเริ่มติดเม็ดกระดุมผิดตั้งแต่อัลบั้ม Scorpion กราฟความเชื่อมั่นต่อผลงานเริ่มดิ่งลง Drake ก็ไม่เคยกลับมาสู่ความท็อปฟอร์ม นิ่งและเยือกเย็นดั่งที่เคลมไว้ในยุคปัจจุบันนี้ได้อีกเลย ต่อให้มันจะมีอยู่หนึ่งอัลบั้มที่ดีแย่งซีนแค่ไหน ก็ดูเหมือนว่าสายไปแล้ว ไม่เป็นความขลังใหม่ต่อไปอีกแล้ว
-ตราบใดที่ Drake ยังไม่ถูกตัดเน็ต มีนายแบก streamer อยู่อย่างนั้น เขายังคงถูกสปอยล์ เชยชมความสำเร็จเก่าๆ หล่อเลี้ยงไอ้พวก FOMO อย่างข้าพเจ้าที่อยากรู้ว่า รอบนี้ Drake ปล่อยเพลงหลอกด่าใครอีก เป็นการปั่นประสาทระยะสั้นที่ doom scrolling ปัดขึ้นแล้วก็จบไป ไม่มี club banger ให้ได้กลับมาเต้นกันยาวๆ แทนที่จะรีวิวตรงเนื้องานจริงจังกลับกลายเป็นต้องบ่นทุกทีที่เราเดาทางความวกวนนั้นจนได้ สุดท้ายเราก็แค่รีวิวให้มันจบๆไปโดยที่ไม่มีอะไรติดค้างให้กลับไปค้นหามันอีก
ของดีของคนอื่นก็มีให้ฟังเยอะอยู่แล้วด้วย
ICEMAN’s Top Tracks : Make Them Cry, Whisper My Name, National Treasures
Give 4.5/10
HABIBTI’s Top Tracks : Hurrr Nor Thurrr, High Fives, Gen 5, Fortworth
Give 5/10
MAID OF HONOUR’s Top Tracks : Hoe Phase, Road Trips, Cheetah Print, Amazing Shape, BBW, True Bestie, Stuck, Goose and The Juice
Give 6.5/10
Thx 4 Patiently Readin’
See Y’all
โฆษณา