วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ

Iconiq Capital บริษัทลึกลับ ที่ดูแลความมั่งคั่ง CEO บริษัทเทคฯ รวมกันกว่า 3,900,000,000,000 บาท

เราจะรู้สึกกดดันแค่ไหน ถ้ามหาเศรษฐีระดับโลกอย่างคุณ Mark Zuckerberg มาจ้างให้เราดูแลเงินให้ ?
แต่ Iconiq Capital บริษัทที่ไม่ค่อยมีใครได้ยินชื่อ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ ไม่ไกลจาก Silicon Valley กำลังทำสิ่งนี้อยู่อย่างเงียบ ๆ
และลูกค้าของบริษัทนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่คุณ Mark Zuckerberg เท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงผู้บริหารระดับสูงหลายคนของบริษัท Meta, CEO คนปัจจุบันของ Microsoft อย่างคุณ Satya Nadella, คุณ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter
หรือแม้แต่นักแสดงชื่อดังอย่างคุณ Will Smith, คุณ Ryan Reynolds นักแสดง Deadpool หรือคุณ Tom Hanks ก็เป็นลูกค้าของบริษัทบริหารความมั่งคั่งนี้เช่นกัน
โดยปัจจุบันนี้บริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันแล้วกว่า 3,930,000 ล้านบาท
แล้วบริษัทนี้มีดีอะไร ถึงทำให้เหล่า CEO บริษัทเทคฯ ที่หลายคนก็รวยติดอันดับโลก ต้องมาใช้บริการ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
จุดเริ่มต้นของบริษัทนี้ มาจากการที่คุณ Divesh Makan ชายชาวแอฟริกาใต้ ได้ตัดสินใจลาออกจากธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Morgan Stanley ในปี 2011
การที่เขายอมทิ้งหน้าที่การงานมั่นคงออกมาตั้งบริษัทนั้น ก็มาจากการที่เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ในการบริหารเงินให้กับเหล่าเศรษฐีจากบริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่
ผ่านบริษัท Family Office ชื่อ Iconiq Capital ที่เขาตั้งขึ้นร่วมกันกับเพื่อนร่วมงานอีกจำนวนหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้เขามีอิสระในการดูแลลูกค้าเหล่านี้ได้มากกว่า การทำงานในแผนกบริหารความมั่งคั่งของธนาคาร
โดยการดูแลความมั่งคั่งผ่านบริษัท Family Office นั้น ให้อิสระกับลูกค้า มากกว่าบริการ Wealth Management ของธนาคาร อยู่ค่อนข้างมาก
เทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ Wealth Management ก็คล้ายกับร้าน Chef's Table ที่ธนาคารจะทำการคัดสรรแผนการลงทุนที่เหมาะสม
รวมถึงผู้จัดการกองทุน หรือที่ปรึกษาทางการเงินจากทางธนาคาร มาดูแลความมั่งคั่งให้กับเราอย่างดีที่สุด
ไม่ต่างกับร้าน Chef's Table ที่เชฟออกแบบคอร์สไว้ให้ ซึ่งเราอาจเลือกปรับบางอย่างได้ แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ภายใต้เมนูที่เชฟเตรียมไว้
แต่ Family Office นั้น จะเหมือนกับการจ้างเชฟส่วนตัว ที่เราเลือกได้หมดเลยว่าอยากกินเมนูอะไร ต้องจ้างเชฟที่ทำอาหารสไตล์ไหนมาทำอาหารให้กิน
เช่นเดียวกัน Family Office นั้น เราก็เลือกเองได้หมด ว่าจะใช้บริการการเงินจากธนาคารไหน ผู้จัดการกองทุนจะเป็นใคร จะใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี หรือที่ปรึกษาทางการเงินคนไหน
เพราะเราอยู่ในหมวกเจ้าของบริษัท ที่กำลังเลือกสรรบริการที่ดีที่สุดให้ตัวเอง
ไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องยึดติดกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ของธนาคารเพียงแห่งเดียว
แต่ก็อย่างที่กล่าวไปตอนต้นบทความว่า ลูกค้าของ Iconiq Capital นั้น คือเหล่าผู้บริหารบริษัทเทคฯ รวมถึงคนดังหลากหลายคน
ทั้งที่ปกติแล้ว Family Office มักจะดูแลความมั่งคั่งของตระกูลใดตระกูลหนึ่งไปเลย
นี่คือความตั้งใจของคุณ Divesh อยู่แล้ว ที่จะทำให้ Iconiq Capital เป็น Multi Family Office ซึ่งสามารถดูแลความมั่งคั่งให้กับเศรษฐีพร้อมกันหลาย ๆ คน
การทำแบบนี้นอกจากจะเพิ่มช่องทางในการหารายได้มากกว่า Family Office ทั่วไปแล้ว
ทางเหล่ามหาเศรษฐีที่เป็นลูกค้าของ Iconiq Capital ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน
จากรายงานของ Campden Wealth ในปี 2023 ได้ประมาณการไว้ว่า ต้นทุนในการตั้ง Family Office แบบเดี่ยว ๆ นั้นจะอยู่ที่ประมาณปีละ 0.8% ถึง 1.2% ของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด
ในขณะที่ Iconiq Capital ใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกัน ดูแลลูกค้าหลายคน ทำให้สามารถเฉลี่ยต้นทุนไปให้กับลูกค้าได้
Iconiq Capital จึงสามารถคิดค่าบริการลูกค้าเพียงแค่ปีละ 0.75% ถึง 1% เท่านั้น
ซึ่งความต่างไม่ถึง 1% แบบนี้ เมื่อคูณกับความมั่งคั่งระดับ Billionaire ก็สามารถช่วยประหยัดเงินไปได้หลายสิบล้านบาทต่อปีแล้ว
นอกจากนี้ สิ่งที่ Iconiq Capital แตกต่างจาก Family Office ทั่วไปก็คือ พวกเขามีกองทุน Venture Capital ที่ไว้คอยมองหาโอกาสลงทุนกับเหล่าสตาร์ตอัปเป็นของตัวเอง
ในขณะที่ Family Office ทั่วไป กองทุนจะลงทุน ตามนโยบายของเจ้าของ Family Office เท่านั้น
ซึ่งพอร์ตการลงทุนของ Iconiq Capital นั้น ต่างก็เต็มไปด้วยหุ้นของบริษัทสตาร์ตอัปชื่อดัง อย่างเช่น
- Anthropic เจ้าของ Claude AI
- OpenAI เจ้าของ ChatGPT
- Canva เจ้าของแพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกออนไลน์
รวมไปถึงเหล่าสตาร์ตอัปที่เข้าตลาดไปแล้ว เช่น Snowflake, Datadog และ Figma เป็นต้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Iconiq Capital ได้รับความไว้วางใจตั้งแต่ลูกค้าคนแรก ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคุณ Mark Zuckerberg
ที่คุณ Divesh เคยได้ดูแลตั้งแต่ทำงานที่ Goldman Sachs ในปี 2004 มาจนถึง Morgan Stanley และ Iconiq Capital
ไม่ใช่แค่การที่ Iconiq Capital มีต้นทุนที่ถูกกว่า หรือเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และภาษีที่เก่ง
แต่คือการสามารถรักษาความลับ และให้อำนาจเหล่าเศรษฐีแต่ละคน ในการกำหนดแนวทางบริหารเงินด้วยตัวเองเสมอ
แบบที่คุณ Divesh ให้นิยามสั้น ๆ ว่าเป็นเหมือน “แคดดีกอล์ฟ” ที่คอยช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ แต่ไม่ทำตัวโดดเด่นให้เป็นที่จับตา
รวมไปถึงการดูแลมหาเศรษฐีเหล่านี้ในเรื่องอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องเงินได้ด้วย เช่น การจองเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวสำหรับเดินทางในเวลาฉุกเฉิน หรือเป็นตัวแทนในการเจรจาซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ แทน
นั่นจึงทำให้จากคุณ Mark Zuckerberg แค่คนเดียว ลูกค้าก็เพิ่มเป็นเหล่าเพื่อน ๆ ผู้บริหารของ Facebook
และลูกค้าเหล่านั้นก็กลายเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ให้ Iconiq Capital กลายเป็นที่รู้จักของเหล่ามหาเศรษฐีใน Silicon Valley ผ่านการบอกเล่าแบบปากต่อปาก
ซึ่งไม่เพียงทำให้ Iconiq Capital ได้ลูกค้าเพิ่มเท่านั้น แต่ยังสามารถมองหาเทรนด์การลงทุนใหม่ ๆ ได้ก่อนใคร ผ่านเหล่าลูกค้าผู้อยู่ในวงการเทคโนโลยี
จนทุกวันนี้พวกเขากำลังดูแลความมั่งคั่ง รวมกันแล้วหลักล้านล้านบาท ให้กับมหาเศรษฐีจากบริษัทเทคฯ และคนดังมากมาย
จากในออฟฟิศหลากหลายแห่งทั่วโลก โดยไม่ทำตัวเองเป็นจุดสนใจ แบบที่ให้คำมั่นไว้กับลูกค้าตั้งแต่วันแรก..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#IconiqCapital
References
-intelligence/Iconiq-go-to-wealth-adviser-for-techs-elite-is-putting-billions-into-ai/articleshow/130339049.cms?from=mdr
โฆษณา