9 ก.ค. เวลา 12:33 • ท่องเที่ยว

Greece (10).. Athens:Parthenon

เสาหินที่ยังตั้งคำถามกับมนุษยชาติ
“ความงดงามที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยแตกหัก
แต่คือสิ่งที่แตกหักแล้ว…ยังมีผู้คนช่วยกันรักษาไว้”
แดดฤดูร้อนของกรุงเอเธนส์ร้อนแรงกว่าที่ฉันคาดไว้
ลมจากทะเลอีเจียนพัดขึ้นมาถึงยอดเขา Acropolis เป็นระยะ แต่ก็ไม่อาจต้านแสงอาทิตย์ที่ส่องลงบนพื้นหินอ่อนสีขาวจนแสบตาได้ .. ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกกำลังเดินอยู่รอบตัว
.. บางคนหยุดถ่ายภาพ บางคนฟังไกด์อธิบายประวัติศาสตร์
บางคนเพียงยืนเงียบ ๆ มองไปยังวิหารที่อยู่ตรงหน้า ราวกับกำลังสนทนากับอดีตกาล
ส่วนฉัน… กำลังมองสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม
.. ไม่ใช่เสาหินอ่อน ไม่ใช้หน้าจั่วอันสง่างาม แต่เป็นโครงเหล็ก นั่งร้าน และเครนก่อสร้างที่ยืนเคียงข้างวิหารอายุเกือบสองพันห้าร้อยปี
ภาพนั้นดูแปลกตา .. เทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 กำลังทำงานอยู่บนผลงานชิ้นเอกของศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล
แต่ยิ่งมอง… ฉันกลับยิ่งรู้สึกว่า ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย
ตรงกันข้าม มันกำลังเล่าเรื่องเดียวกัน เรื่องของมนุษย์… ที่ไม่ยอมปล่อยให้ความงดงามสูญหายไปตามกาลเวลา
ความฝันของนครเอเธนส์
ลองหลับตาลงสักครู่… แล้วลบเครนก่อสร้างออกไป ลบนั่งร้านออกไป ลบซากหินที่แตกกระจัดกระจายออกไป
เวลาค่อย ๆ ย้อนกลับสู่ราว 447 ปีก่อนคริสตกาล .. บนยอดเขาแห่งนี้ไม่มีนักท่องเที่ยว มีเพียงช่างแกะสลัก ช่างก่อสร้าง วิศวกร และศิลปินนับพันคน
หินอ่อนสีขาวจากภูเขาเพนเทลิกถูกลำเลียงขึ้นมาตามทางลาดอย่างช้า ๆ … เสียงค้อนและสิ่วดังก้องไปทั่ว Acropolis .. ทุกเสา ทุกคาน ทุกสัดส่วน ถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน
.. ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีเลเซอร์ ไม่มีเครื่องจักรกลหนัก มีเพียงความรู้ ความอดทน และศรัทธา
Parthenon ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงอำนาจ .. แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประกาศว่า… มนุษย์สามารถสร้างความงามด้วยสติปัญญาได้
ความสมบูรณ์แบบ…ที่ไม่มีเส้นตรง
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของ Parthenon ไม่ใช่ความใหญ่โต แต่คือความละเอียดอ่อน .. เสาทุกต้นไม่ได้ตั้งตรงเสียทีเดียว พื้นวิหารไม่ได้ราบเรียบอย่างที่ตาเห็น ทุกอย่างถูกออกแบบให้โค้งเพียงเล็กน้อย เพื่อชดเชยการรับรู้ของสายตามนุษย์
สถาปนิกชาวกรีกเข้าใจว่า บางครั้ง… ความสมบูรณ์แบบที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากเส้นตรง แต่เกิดจากการรู้ว่า “สายตามนุษย์มองโลกอย่างไร”
กว่าสองพันสี่ร้อยปีผ่านไป .. วิศวกรยุคใหม่ยังคงศึกษาวิธีคิดของพวกเขา และยังอดทึ่งไม่ได้ว่า คนในยุคนั้นทำได้อย่างไร
วิหารที่เปลี่ยนศาสนา…แต่ไม่เคยเปลี่ยนคุณค่า
เมื่อจักรวรรดิเปลี่ยน วิหารก็เปลี่ยนหน้าที่
.. Parthenon เคยเป็นโบสถ์คริสต์ ต่อมากลายเป็นมัสยิด ..สัญลักษณ์บนยอดหลังคาเปลี่ยนไปตามผู้ปกครอง แต่เสาหินอ่อนยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ฉันยืนมองวิหารแห่งนี้แล้วคิดว่า ..ศาสนาอาจเปลี่ยน อำนาจอาจเปลี่ยน จักรวรรดิอาจล่มสลาย
แต่ความงดงาม…ไม่เคยเลือกข้าง
วันที่เสียงระเบิดดังขึ้น
ปี ค.ศ. 1687 สงครามระหว่างเวนิสกับจักรวรรดิออตโตมันเดินทางมาถึงยอดเขา Acropolis
ฝ่ายออตโตมันใช้ Parthenon เป็นที่เก็บดินปืน
บางที… พวกเขาอาจคิดว่า คงไม่มีใครยิงปืนใหญ่ใส่วิหารที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แต่สงครามไม่เคยถามหาความงดงาม .. กระสุนปืนใหญ่ตกลงกลางวิหาร ดินปืนระเบิด หลังคาพังลงเสาหินแตกกระจาย
ประติมากรรมจำนวนมากสูญหายไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ใช้เวลาหลายพันปีในการสร้าง ..แต่ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ในการทำลาย
Why do people never learn?
ฉันเกิดไม่ทันวันที่ Parthenon ถูกระเบิด
แต่ฉันเกิดทัน… วันที่โลกยังคงทำสิ่งเดิม
เราเห็นโบสถ์ มัสยิด โรงเรียน โรงพยาบาล และโบราณสถาน ถูกใช้เป็นที่กำบังในสงครามอยู่เสมอ
.. บางแห่งถูกโจมตี บางแห่งพังทลาย บางแห่งกลายเป็นเพียงภาพในข่าว
เวลาผ่านไปกว่าสามร้อยปี .. มนุษย์ส่งยานอวกาศออกไปไกลกว่าดวงจันทร์ สร้างปัญญาประดิษฐ์ รักษาโรคที่ครั้งหนึ่งเคยคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน
.. แต่เมื่อมองย้อนกลับมายัง Parthenon ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ..
Why do people never learn?
ทำไมเราจึงยังปล่อยให้สงครามทำลายสิ่งที่มนุษย์ทั้งโลกภาคภูมิใจร่วมกัน
ทำไมเราจึงเรียนรู้วิธีสร้างอาวุธได้เร็วกว่าวิธีรักษาสันติภาพ
คำถามนี้… ไม่มีคำตอบง่าย ๆ และอาจไม่มีวันมีคำตอบที่สมบูรณ์
เครนที่งดงามที่สุด
ฉันหันกลับไปมองเครนก่อสร้างอีกครั้ง
.. คราวนี้ มันไม่ได้ดูแปลกตาอีกแล้ว ตรงกันข้าม ฉันกลับรู้สึกว่าเครนตัวนั้น… สวยงาม เพราะมันคือสัญลักษณ์ของความหวัง มันบอกเราว่า แม้มนุษย์บางคนจะเคยทำลาย
.. แต่มนุษย์อีกจำนวนมาก ก็ยังอุทิศทั้งชีวิตเพื่อซ่อมแซม .. นักโบราณคดี วิศวกร ช่างหิน นักประวัติศาสตร์ต่างทำงานอย่างเงียบ ๆ ไม่ใช่เพื่อสร้างสิ่งใหม่ แต่เพื่อรักษาสิ่งเก่า ให้เดินทางต่อไปอีกหลายศตวรรษ
มองลงไปจากยอดเขา
ฉันเดินไปยังขอบกำแพงของ Acropolis ... เบื้องล่างคือกรุงเอเธนส์ ตึกสีขาวนับไม่ถ้วนทอดยาวไปจนสุดสายตา รถยนต์แล่นผ่าน ผู้คนใช้ชีวิต เมืองทั้งเมืองกำลังเคลื่อนไหว
.. แต่เมื่อหันกลับมามอง Parthenon เวลาราวกับหยุดนิ่ง
.. อดีตกับปัจจุบัน ไม่ได้แยกจากกัน ..หากกำลังอยู่ร่วมกัน บนยอดเขาเดียวกัน
ความหมายของอารยธรรม
ก่อนเดินลงจาก Acropolis .. ฉันหันกลับไปมอง Parthenon เป็นครั้งสุดท้าย
.. เสาหินเหล่านี้ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านจักรวรรดิที่รุ่งเรืองและล่มสลาย ผ่านศาสนาที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา ผ่านแผ่นดินไหว ไฟไหม้ การระเบิด การปล้นสะดม และกาลเวลาที่ไม่เคยปรานีผู้ใด
.. แต่สิ่งที่ฉันเห็นในวันนี้ ไม่ใช่ซากปรักหักพัง .. หากคือผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ที่ยังเดินทางมายืนอยู่ตรงนี้เพื่อแสดงความเคารพต่อผลงานของผู้คนเมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อน
บางที… อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ อาจไม่ใช่อารยธรรมที่สร้างวิหารอันงดงาม แต่อาจเป็นอารยธรรมที่คนรุ่นหลังยังเห็นคุณค่า และพร้อมจะร่วมกันรักษามันไว้ แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม
เพราะสุดท้ายแล้ว…
ความงดงามที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยแตกหัก
แต่คือสิ่งที่แตกหักแล้ว…ยังมีผู้คนช่วยกันรักษาไว้
และบางที…
คำถามที่ยังคงก้องอยู่ท่ามกลางเสาหินอ่อนของ Parthenon ไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับอดีต
แต่เป็นคำถามที่ส่งมาถึงพวกเราทุกคนในวันนี้
“Why do people never learn?”
ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง คำตอบของคำถามนี้ จะไม่ถูกเขียนด้วยควันปืน หากถูกเขียนด้วยการเลือกปกป้องสิ่งที่มนุษยชาติสร้างร่วมกัน เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่า ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะในสงคราม แต่อยู่ที่การรักษาสิ่งที่มีคุณค่าไว้ แม้ในยามที่โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งก็ตาม.
โฆษณา