Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
9 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ
หุ้น SanDisk มหากาพย์วิศวกรรมการเงิน ที่ปลดล็อกมูลค่าบริษัท 11 ล้านล้าน โดยไม่เพิ่มทุนสักบาทเดียว
เวลาที่เราซื้อแฟลชไดรฟ์หรือคอมพิวเตอร์ แบรนด์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีคือ WD และ SanDisk
แล้วรู้หรือไม่ว่า สองแบรนด์นี้ เคยเป็นบริษัทเดียวกันมาก่อน
แต่นี่ไม่ใช่แค่การควบรวมกิจการธรรมดา เพราะมันคือมหากาพย์การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญ ของวอลล์สตรีต
ลองจินตนาการว่า WD ทุ่มเงินซื้อ SanDisk หวังต่อลมหายใจในยุคฮาร์ดดิสก์อิ่มตัว แต่ดันไปเจอมรสุม ฟองสบู่ชิปแตก จนขาดทุนย่อยยับกว่า 5 หมื่นล้านบาท
ถ้าเป็นบริษัทอื่น คงเตรียมตัวล้มละลาย
แต่เรื่องนี้กลับมีตัวละครลับ เข้ามาใช้เวทมนตร์ทางการเงิน ผ่าตัดหั่นแยกสองบริษัทนี้ออกแบบแนบเนียน และปลอดภาษี
ผลลัพธ์คือ SanDisk มีมูลค่าพุ่งทะยาน 49 เท่า
ส่วนบริษัทแม่อย่าง WD มูลค่าโตขึ้น 9 เท่า ภายในเวลาแค่ 16 เดือน
เวทมนตร์ทางการเงินที่ว่านี้ ทำงานแบบไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
พื้นฐานเดิม WD มีธุรกิจหลักคือ การทำฮาร์ดดิสก์จานหมุน หรือ HDD
ส่วน SanDisk มีธุรกิจหลักคือ การทำชิปหน่วยความจำ NAND
แต่ SanDisk ก็ยังมีสินค้าเรือธงอีกอย่างคือ SSD หรือ Solid State Drive หน่วยความจำที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว และเป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประมวลผล AI
ซึ่งถ้าย้อนไปในปี 2014 ถือเป็นปีที่ SanDisk กำลังรุ่งเรือง เพราะชิปหน่วยความจำกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ของตลาดสมาร์ตโฟน
แต่ดีใจได้แค่แป๊บเดียว ธุรกิจของ SanDisk ก็มาถึงจุดพลิกผันในปี 2015 เพราะ SanDisk ผลิตชิปตกสเป็ก แถมยังส่งมอบให้ลูกค้ารายใหญ่อย่าง Apple ไม่ทัน
จนโดน Apple ลงดาบตัดสิทธิ์ และหันไปซบซัปพลายเออร์รายอื่นอย่าง SK Hynix และ Samsung
จากสถานการณ์นี้ ทำให้ในปี 2015 รายได้และกำไรของ SanDisk ตกลงอย่างหนัก มูลค่าบริษัทร่วงลง จาก 840,000 ล้านบาท เหลือเพียงราว ๆ 350,000 ล้านบาท ภายในปีเดียว
เมื่อ SanDisk เจอสถานการณ์แบบนี้ ทำให้บริษัทต้องแก้ไขความผิดพลาด และลงทุนในด้าน R&D เพื่ออัปเกรดเทคโนโลยีครั้งใหญ่
แต่ด้วยเงินทุนในกระเป๋าที่เริ่มจำกัด ทำให้ SanDisk ต้องหันไปพึ่งพาพาร์ตเนอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Toshiba ให้เข้ามาช่วยเหลือด้านการเงิน
แต่ Toshiba ในตอนนั้น ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ
เพราะบริษัทกำลังเกิดวิกฤติทางการเงิน และปัญหาสภาพคล่องจากการลงทุนที่ผิดพลาด ในธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่สหรัฐอเมริกา
เมื่อเทคโนโลยีตามไม่ทัน คู่แข่งอย่าง Samsung สามารถผลิตได้ในราคาถูกกว่า และแย่งลูกค้ารายใหญ่ไป
แถมพาร์ตเนอร์อย่าง Toshiba ก็ยังเกิดปัญหาภายใน และขาดสภาพคล่องอย่างหนัก..
แต่ในจังหวะที่มืดแปดด้าน ก็มีอัศวินขี่ม้าขาวอย่าง Western Digital หรือ WD เสนอขอซื้อกิจการ SanDisk ทั้งหมด
ซึ่งเหตุผลที่ WD ต้องการเข้าซื้อ ก็เพราะธุรกิจหลักของ WD อย่างฮาร์ดดิสก์จานหมุนกำลังอิ่มตัว จึงต้องมองหาสายธุรกิจใหม่
เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ในปี 2015 WD ก็ได้ยื่นข้อเสนอเข้าซื้อกิจการ SanDisk ทั้งหมด 100% ด้วยมูลค่ากว่า 660,000 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 2 เท่า ของมูลค่าตลาด SanDisk ในตอนนั้น
ซึ่งในระหว่างที่ SanDisk เข้ามาอยู่ในเครือ WD บริษัทแม่ก็ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ ด้วยการปลดล็อกจุดแข็งที่ SanDisk มีอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือ การลงทุน R&D เพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี
และบุกตลาดใหม่ ด้วยการนำ SSD ซึ่งเป็นสินค้าเรือธงที่สามารถทำกำไรได้สูงของ SanDisk เข้าไปเปิดตลาดขายให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป
จากการอุ้มชู SanDisk ทำให้ในปี 2022 เป็นปีที่ WD มีผลประกอบการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้ 624,000 ล้านบาท และกำไร 51,400 ล้านบาท
แต่ดีใจได้แค่ไม่นาน ก็เจอมรสุมใหญ่ในปีถัดมา เมื่ออุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำเผชิญภาวะฟองสบู่แตก จากปัญหาชิปล้นโลก ระบายสต๊อกไม่ทัน จนเกิดสงครามราคาทำให้ราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND ตกต่ำ
ผลก็คือในปี 2023 รายได้ของ WD ลดลงมากถึง 70% จากปี 2022
และกำไรในปี 2022 ที่เคยอยู่ที่ 51,400 ล้านบาท
กลับกลายเป็นขาดทุนอยู่ที่ 56,000 ล้านบาทในปี 2023
นอกจากเรื่องฟองสบู่ชิปหน่วยความจำแล้ว WD ที่เป็นเจ้าของ SanDisk ก็ต้องเจอกับมรสุมลูกที่สอง
และเป็นสาเหตุที่ทำให้ WD และ SanDisk ต้องแยกทางกันเดินอย่างถาวร..
เรื่องนี้ เริ่มต้นจากตัวละครลับที่ชื่อกองทุน Elliott Investment Management ที่เป็นกองทุนประเภท Activist หรือกองทุนสายบู๊ที่ชอบเข้าไปชุบบริษัทซากมูลค่าต่ำ แล้วปั้นให้กลับมาดีและมีมูลค่ามากขึ้น
โดยกองทุน Elliott ได้แอบซุ่มเงียบเพื่อกวาดซื้อหุ้น WD ในตลาดมาแล้วในระยะหนึ่ง จนได้กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ WD ในปี 2022 โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 6%
ถึงแม้ว่ากองทุน Elliott จะถือหุ้นแค่ 6% แต่ในวอลล์สตรีต การถือหุ้นระดับนี้ก็มีอำนาจในการควบคุม ทั้งบริษัทได้
เพราะ Elliott ได้เดินเกมร่อนจดหมายเปิดผนึก เพื่อชำแหละความผิดพลาดของบอร์ดบริหารของ WD และระดมแนวร่วมจากกองทุนสถาบันรายอื่น ๆ ให้พร้อมใจกันหันมาโหวตหนุนหลัง
โดยความผิดพลาดที่ว่าคือ การเอาธุรกิจหน่วยความจำของ SanDisk ที่กำลังโตตามเทรนด์ AI มารวมอยู่กับธุรกิจฮาร์ดดิสก์จานหมุนแบบดั้งเดิมของ WD ทำให้มูลค่าบริษัทถูกบดบัง และต่ำกว่าความเป็นจริง
เมื่อเห็นแบบนี้ กรรมการของ Elliott จึงเกิดไอเดีย ที่จะควบรวมกิจการฝั่งหน่วยความจำของ SanDisk รวมกับ Kioxia บริษัทผลิตชิปหน่วยความจำจากญี่ปุ่น ที่เพิ่งแยกทางกันกับ Toshiba
โดย Elliott คิดจะควบรวมสองบริษัท ที่ทำธุรกิจเหมือนกันเข้าด้วยกัน เพื่อหยุดการตัดราคาแข่งกันเอง และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการแชร์เทคโนโลยีการผลิตร่วมกัน
ซึ่งดีลนี้ ก็ทำท่าว่าจะไปได้สวย แต่สุดท้ายก็ควบรวมกิจการกันไม่สำเร็จ เพราะมีตัวละครลับอีกตัวหนึ่งเข้ามาขัดขวาง
โดยตัวละครลับนั้น คือบริษัท SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ NAND และ SSD ยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Kioxia และมีอำนาจสั่งให้ Kioxia ล้มดีลควบรวมกิจการกับ SanDisk
ซึ่งเหตุผลที่ SK Hynix ต้องขัดขวางดีลนี้ เป็นเพราะพวกเขาไม่ต้องการให้เกิดบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากเกินไปจนครองตลาดชิปหน่วยความจำ NAND และ SSD
หากการควบรวมนี้เกิดขึ้น ภาพรวมการแข่งขันจะเปลี่ยนไปทันที จากเดิมที่ SK Hynix มีส่วนแบ่งตลาดสูสีตีคู่มากับ WD และ Kioxia แต่ถ้าปล่อยให้คู่แข่งใน Tier เดียวกันสองรายนี้รวมร่างกันสำเร็จ SK Hynix ก็จะถูกทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น
เมื่อดีลควบรวมกิจการไม่เป็นผล กรรมการของ Elliott ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ WD จึงได้ตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ด้วยการแยกทั้งบริษัท WD ที่ทำธุรกิจหลักคือฮาร์ดดิสก์
และ SanDisk ที่ทำธุรกิจชิปหน่วยความจำ NAND และ SSD ออกจากกันอย่างเด็ดขาด
แล้วนำ SanDisk Spin-Off เข้าตลาดหลักทรัพย์อีกรอบ
แต่วิธีการ Spin-Off ของ SanDisk ในรอบนี้ ไม่ได้เหมือนกับการ IPO บริษัทเข้าตลาดในแบบที่เราคุ้นเคย ซึ่งจะต้องเพิ่มทุน และออกหุ้นใหม่มาขายคนนอก
แต่ผู้บริหารของกองทุน Elliott เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินขั้นสูง ที่เรียกว่า Tax-Free Spin-Off หรือการหั่นแยกบริษัทแบบปลอดภาษี
วิธีนี้จะไม่มีการเพิ่มทุนและไม่มีการออกหุ้น SanDisk ขึ้นมาใหม่ เพื่อไปขายในตลาดรองเลยแม้แต่หุ้นเดียว
โดยวิธีการนี้ Elliott ได้จัดสรรโครงสร้างหุ้นของ SanDisk ออกเป็น 2 ส่วน นั่นก็คือ
- ส่วนที่ 1 สัดส่วน 80.1% มาแจกฟรีให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ WD ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรายย่อยหรือสถาบัน
โดยให้เป็นสัดส่วน 3:1
นั่นหมายความว่า ถ้าถือหุ้นของบริษัทแม่ (WD) อยู่ในมือ 3 หุ้น ก็จะได้รับหุ้น SanDisk ไป 1 หุ้น
- ส่วนที่ 2 สัดส่วน 19.9% WD จะยังคงถือเก็บไว้เอง แล้วจะรินขายออกไปในตลาดรองภายหลัง
ซึ่งสัดส่วนการกระจายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้น 80.1% นั้น ทาง Elliott ไม่ได้คิดมาลอย ๆ
เพราะต้องเข้าใจก่อนว่า ตามกฎหมายภาษีของสหรัฐอเมริกาแล้ว หากบริษัทแม่หรือก็คือ WD ที่ถือว่าเป็นเจ้าของใน SanDisk เต็มตัว ต้องการจะหั่นแยกบริษัทลูกออกมาแล้วแจกจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ
สรรพากรจะมองเคสแบบนี้เหมือนเป็นการขายทรัพย์สินออกไป แล้วมีกำไรรับเข้าบริษัท
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สรรพากร จะถือว่า WD มีรายได้จากการขายสินทรัพย์และประเมินภาษีตามมูลค่าปัจจุบัน
ส่วนฝั่งผู้ถือหุ้นที่ได้รับหุ้นไป ก็จะต้องเสียภาษีปันผลเพราะได้รับสินทรัพย์ที่ถูกหักมาจากกำไรสะสมของบริษัท
ซึ่งจากเคสนี้ วิธีการที่จะไม่เสียภาษีทั้งสองฝ่ายคือ บริษัทแม่จะต้องนำบริษัทลูก มาแจกจ่ายให้ผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 80% ของสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด
ด้วยสัดส่วนนี้ สรรพากรจะถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจจริง ๆ ไม่ใช่การผ่องถ่ายกำไรเพื่อเลี่ยงภาษี
ดังนั้น ถ้าแจก 80.1% ดีลนี้ก็จะถือว่าเป็น Tax-Free Spin-Off ทันที สรรพากรก็จะมองเพียงแค่ว่า เป็นการจัดโครงสร้างองค์กรภายในเท่านั้น
และวิธีการนี้เอง ที่ทำให้ WD ไม่ต้องเสียภาษีก้อนโตจากการโอนสินทรัพย์ และผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นฟรี ก็ไม่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่ายเลย
ส่วนหุ้น SanDisk อีก 19.9% ก็ยังคงฝากไว้อยู่กับ WD บริษัทแม่ ส่วนจะเอาไปทำอะไรต่อนั้น เดี๋ยวจะอธิบายในตอนท้าย
นอกจากการแบ่งสัดส่วนหุ้นตามวิธี Tax-Free Spin-Off แล้ว
ทางกองทุน Elliott ก็ยังเลือกใช้วิธีการจัดการโครงสร้างทางการเงินหรือ Balance Sheet โดยให้บริษัทแม่อย่าง WD โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับธุรกิจของ SanDisk นั่นก็คือชิปหน่วยความจำ NAND และ SSD
แถมยังไม่โอนหนี้สินระยะยาวที่เคยผูกติดกับ SanDisk ไว้อยู่ก่อนแล้ว
ซึ่งการจัดการโครงสร้างการเงินแบบนี้ ก็เท่ากับว่า SanDisk จะถูก Spin-Off ไปแบบลีน ๆ มีทรัพย์สินสำหรับทำธุรกิจต่อ โดยไร้หนี้ระยะยาว และทิ้งหนี้ไว้ให้บริษัทแม่ WD เป็นผู้แบกรับไป
แต่เพื่อไม่ให้บริษัทแม่เสียเปรียบ SanDisk จะต้องกู้เงินในนามของบริษัท SanDisk เองเพื่อจ่ายเงินปันผลพิเศษคืนให้กับ WD ทันทีอีกราว 52,000 ล้านบาท
ซึ่งเงินก้อนนี้ ก็ถูกออกแบบมาให้ พอดีหรือใกล้เคียงกับหนี้สินระยะสั้น ของบริษัทแม่ WD ที่กำลังจะถึงกำหนดชำระในไตรมาสถัดไปพอดี
หลังจากแยกธุรกิจออกเป็นสองบริษัท โดยตั้งต้นตั้งแต่วันที่ SanDisk เข้าตลาด พบว่า
มูลค่าของ SanDisk
- วันแรกที่เข้าตลาด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 SanDisk มีมูลค่าตลาด 230,000 ล้านบาท
- ปัจจุบัน SanDisk มีมูลค่าตลาด 11,200,000 ล้านบาท
ส่วนมูลค่าของ WD
- ณ วันแรกที่ SanDisk เข้าตลาด ในตอนนั้น WD มีมูลค่าบริษัทที่ 793,000 ล้านบาท
- ปัจจุบัน WD มีมูลค่าบริษัท 7,340,000 ล้านบาท
เมื่อลองหารดูแล้ว เทียบเท่ากับว่า SanDisk มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 49 เท่า
และ WD ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 9 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง Spin-Off เมื่อ 16 เดือนที่แล้ว
จากดีลการแยกกิจการ และ Spin-Off ไปเป็น SanDisk (หรือ SNDK) ในตลาดหุ้น Nasdaq
ทำให้ทั้งฝั่งของผู้ถือหุ้นบริษัท WD และตัวบริษัท WD เองได้รับผลประโยชน์แบบอู้ฟู่
ฝั่งผู้ถือหุ้น WD ทั้งรายย่อยและสถาบันต่าง ๆ ก็ได้หุ้น SanDisk ไปฟรี ๆ ในอัตราส่วน 3:1 โดยมูลค่าหุ้นของทั้งสองบริษัทก็จะวิ่งไปตามตลาด
ส่วนฝั่งบริษัท WD ก็คือเงินปันผลพิเศษก้อนแรกที่ SanDisk กู้มาจ่ายตู้มเดียวที่ 52,000 ล้านบาท โดยจะถูกนำไปเคลียร์หนี้ระยะสั้นของ WD ทันทีตั้งแต่วันแรก
ส่วนหุ้น SanDisk 19.9% ที่ WD กักเก็บไว้ในมือ ซึ่งมีมูลค่าในวันแรก (นับตั้งแต่ที่ SanDisk เข้าตลาด)
อยู่ที่ 45,800 ล้านบาท
WD ก็สามารถบันทึกหุ้น SanDisk นี้ในส่วนของ Equity หรือบัญชีทรัพย์สินที่อยู่ใน Balance Sheet ตามมูลค่าของหุ้น SanDisk
คือยิ่งหุ้น SanDisk (SNDK) มีมูลค่ามากเท่าไร หรือหุ้นเด้งขึ้นแค่ไหน
WD ก็สามารถลงบันทึกมูลค่าดังกล่าวใน Balance Sheet ได้มากเท่านั้น
แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า WD จะถือหุ้น SanDisk ไว้เฉย ๆ ตลอดไปไม่ได้..
เพราะเงื่อนไขของการทำ Tax-Free Spin-Off วอลล์สตรีตและสรรพากรของสหรัฐอเมริกา ได้มีการวางเงื่อนไขที่เรียกว่า Clean-Up Distribution Rule และข้อกำหนดทางภาษีผูกมัดไว้เบื้องหลัง
โดยนอกจากบริษัทแม่อย่าง WD สามารถกักหุ้นไว้ได้ไม่เกิน 20%
เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทแม่นำหุ้นไปเก็งกำไร บริษัทแม่จะต้องมีแผนในการระบาย หรือแจกจ่ายหุ้น SanDisk ออกไปให้หมดในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งก็คือภายใน 12 เดือนหลังจากดีลนี้เสร็จสิ้น
ถึงแม้ว่ากฎหมายมีเงื่อนไขรัดกุมแบบนี้ แต่ WD ก็วินอยู่ดี เพราะหลังจากที่ SanDisk Spin-Off ออกมา SanDisk ก็สามารถปลดล็อกมูลค่า และทยอยปรับตัวขึ้นมาตลอด จนกลายเป็นหุ้นสิบเด้งได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
ยิ่งไปกว่านั้น WD ก็ได้ประโยชน์อีกต่อ คือเมื่อหุ้น SanDisk เด้งขึ้น และ WD ทยอยขายหุ้น SanDisk ออกไปในตลาดรอง
WD ก็จะได้เงินสดไปโปะหนี้สินเดิมที่ WD มีอยู่ รวมถึงหนี้ก้อนเก่าที่ SanDisk ได้โอนภาระมาให้อีกด้วย
ซึ่งเราจะเห็นได้จากในช่วงที่ SanDisk Spin-Off เข้าตลาด หนี้สินระยะยาวของ WD นั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อน SanDisk เข้าตลาด
- เดือนธันวาคม ปี 2024 WD มีหนี้สินระยะยาวรวมทั้งหมด 287,000 ล้านบาท
หลัง SanDisk เข้าตลาด และ WD ทยอยขายหุ้น SanDisk ออกไปเรื่อย ๆ เพื่อชำระหนี้
- เดือนมีนาคม ปี 2025 WD มีหนี้สินระยะยาวรวมทั้งหมด 200,000 ล้านบาท
- เดือนกันยายน ปี 2025 WD มีหนี้สินระยะยาวรวมทั้งหมด 110,000 ล้านบาท
- เดือนมีนาคม ปี 2026 WD มีหนี้สินระยะยาวรวมทั้งหมด 24,200 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า WD สามารถขายหุ้น SanDisk ที่ถูกปลดล็อกมูลค่าจนกลายเป็นหุ้นเด้งขึ้นหลายสิบเท่า เพื่อมาสะสางหนี้เก่าที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด
ปัจจุบัน WD ก็ทยอยขายหุ้น SanDisk ในสัดส่วน 19.9% จนหมด และไม่มีหุ้น SanDisk หลงเหลืออยู่เลย
ส่วนหุ้น 19.9% ที่ WD ได้ปล่อยขายไปตามเงื่อนไขของสรรพากรนั้น ก็คือหุ้นที่ถูกปล่อยออกไปซื้อขายในตลาดรอง
ซึ่งการทยอยรินขายหุ้นก้อนนี้นี่แหละ ที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่า ดีลนี้เป็นการ Spin-Off หุ้น SanDisk เข้าตลาดโดยไม่มีการเพิ่มทุนหรือออกหุ้นใหม่เลยแม้แต่หุ้นเดียว
แถมการที่ WD ไม่ได้นำหุ้น 19.9% ไปเสนอขายแบบ Public Offering ทันทีพร้อมกับการแยกบริษัท
แต่เลือกใช้วิธีถือไว้ก่อนแล้วค่อย ๆ ทยอยขายในตลาดรองภายหลัง จุดนี้ช่วยรักษาสถานะการยกเว้นภาษีตามกฎหมายไว้ได้
ซึ่งสรรพากรจะมองเห็นเจตนาชัดเจนว่า ณ วันที่แยกบริษัท WD ได้สละอำนาจควบคุมเกิน 80% จริง ๆ
ส่วนหุ้น 19.9% ที่เหลือก็เป็นเพียงสินทรัพย์ที่รอการเปลี่ยนเป็นเงินสด เพื่อเอาไปเคลียร์หนี้ โดยไม่ได้มีเจตนาถือครองเพื่อครอบงำหรือควบคุมการบริหารของ SanDisk ต่อแต่อย่างใด
ทั้งหมดนี้ ก็คือมหากาพย์ฉบับยาว ที่อธิบายเรื่องราวการเดินทางสุดพิสดารของ SanDisk จากการถูกซื้อกิจการ โดยผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์จานหมุนรายใหญ่ อย่าง WD นำมาสู่การแยกตัวกันอย่างเป็นอิสระ
เนื่องจากอีกธุรกิจหนึ่งกำลังอิ่มตัว ส่วนอีกธุรกิจหนึ่งกำลังจะเติบโตไปจนถึงจุดสูงสุด
และแน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับกองทุน Activist อย่าง Elliott Investment Management
ที่เข้ามาเริ่มต้นถือหุ้น WD อยู่ 6% ในปี 2022 ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 35,000 ล้านบาท
ถ้ากองทุน Elliott Investment Management ยังคงถือหุ้นด้วยสัดส่วนนี้ต่อไป
ก็เท่ากับว่ากองทุนนี้ จะมีผลตอบแทนที่เติบโต จากการถือหุ้น WD มากถึง 22 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปีเลยทีเดียว..
หุ้น
การลงทุน
3 บันทึก
10
6
3
10
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย