Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
11 ก.ค. เวลา 06:03 • หนังสือ
บทที่ 195
สำหรับฮ่องเต้แล้ว เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องงดงามอีกต่อไป
ลูกสาวของพระองค์เลี้ยงนักแสดง เลี้ยงชายบำเรอ เรื่องเหล่านี้เดิมทีพระองค์ยังพอทำเป็นมองข้ามได้
อย่างไรเสียก็เป็นพระธิดาแท้ ๆ เป็นองค์หญิงเอกสายตรงเพียงคนเดียว และยังเป็นบุตรคนแรกของพระองค์ ตอนเพิ่งเป็นพ่อใหม่ ๆ หัวใจของพระองค์อ่อนโยนยิ่งนัก ทรงอุ้มชูนางมาตั้งแต่เล็ก
ส่วนโอรสธิดาที่ประสูติภายหลัง นอกจากองค์ชายจิ่งแล้ว พระองค์ก็เพียงทอดพระเนตรเป็นครั้งคราว ตรัสถามไถ่หรือทดสอบเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เจาหยางแตกต่างออกไป
องค์หญิงที่ได้รับความโปรดปราน จะเลี้ยงชายบำเรอสักหน่อยแล้วอย่างไร?
ตลอดหลายราชวงศ์ที่ผ่านมา เรื่องเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิด
แม้นางจะทำให้อันกั๋วกงล้มป่วย แต่บุตรเขยก็แทงนางไปหนึ่งดาบแล้ว ถือว่าหักล้างกันไป การให้บุตรเขยคุกเข่าสำนึกผิดก็เพื่อให้รู้จักฐานะเจ้านายกับขุนนาง เหตุใดพวกขุนนางตรวจการจึงต้องเข้ามาวุ่นวายด้วย!
แล้วยังมีจวนอันกั๋วกงอีก!
จวนอันกั๋วกงให้สตรีสืบทอดตำแหน่ง ไม่ต้องเข้าราชสำนัก ไม่ได้กุมอำนาจทหาร เดิมทีเห็นว่าพวกเขาสงบเสงี่ยม พระองค์ยังรู้สึกพอใจอยู่บ้าง ใครจะคิดว่าที่แท้ก็เจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้
พระองค์ถูกภาพลักษณ์ภายนอกของพวกเขาหลอกเสียสนิท
บนโต๊ะทรงงานมีฎีกากองเต็มไปหมด ยิ่งอ่านก็ยิ่งเดือดดาล จนสะบัดมือปัดฎีกาหลายเล่มตกกระจายลงพื้น
หลี่เต๋อซุ่นไม่กล้าเอ่ยแม้แต่คำเดียว
หลังจากฮ่องเต้ประชวรครั้งก่อน พระองค์ก็ทรงพักฟื้นมาโดยตลอด บัดนี้กลับถูกเรื่องนี้ทำให้กริ้วเสียจนเกือบกำเริบอีกครั้ง
“ฝ่าบาท”
เสิ่นซวี่ก้าวเข้ามาในห้องทรงพระอักษร ขณะนั้นฎีกาบนพื้นกระจัดกระจายไปหมดแล้ว
“เจ้าทำงานกันอย่างไร!”
ฮ่องเต้ชี้หน้าตำหนิเขาด้วยความโกรธที่พาลไปทั่ว
“ตงฉ่างใหญ่โตถึงเพียงนี้ กลับดูแลเมืองหลวงไม่ได้ ปล่อยให้จวนอันกั๋วกงก่อเรื่องเสียอื้ออึง!”
“ทำให้วุ่นวายไปทั่วเมือง!”
“พระพักตร์ของข้าถูกพวกเขาทำเสียหายจนหมด!”
ตรัสจบก็ขว้างฎีกาในพระหัตถ์ใส่เสิ่นซวี่อย่างแรง
ภายในห้องทรงพระอักษร เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าพรึบลงกับพื้น
เสิ่นซวี่เพียงเอียงศีรษะเล็กน้อย ฎีกาเฉียดข้างหูไปก่อนตกลงบนพื้น
ขันทีน้อยรีบคลานเข้าไปเก็บ แล้วนำมาส่งคืนให้เขา
ฮ่องเต้ยกมือกดขมับ ดวงพระเนตรพร่ามัว ราวกับมีหมอกบางปกคลุม มองผู้คนตรงหน้าไม่ค่อยชัด
“ฝ่าบาท”
เสิ่นซวี่ก้าวเข้าไปวางฎีกากลับบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล
“หลายปีมานี้อันกั๋วกงสงบเสงี่ยมมาโดยตลอด หากไม่ถูกบีบจนสุดทาง ไหนเลยจะลงมือเช่นนี้”
จากนั้นเขาหันไปถามหลี่เต๋อซุ่น
“ท่านราชบุตรขย...ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลี่เต๋อซุ่นสะดุ้ง รีบคุกเข่าตอบ
“ก่อนยามซื่อไม่นาน ท่านราชบุตรเขยหมดสติไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ฮองเฮาตรัสว่า เขายังสำนึกผิดไม่พอ จึงให้คนสาดน้ำเย็นปลุกให้ฟื้น ตอนนี้ยังคงคุกเข่าอยู่หน้าประตูซุ่นเทียน”
เสิ่นซวี่กล่าวอย่างไม่เร่งร้อน
“ฝ่าบาท หากราชบุตรเขยเกิดเป็นอะไรขึ้นมา...”
“เขาไม่มีบุตรสืบสกุล เลือดเนื้อของตระกูลลู่ก็จะเหลือเพียงผิงเจียจวิ้นจู่ผู้เดียว”
“ตามกฎที่ฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์ทรงกำหนดไว้ ตำแหน่งกงจะตกทอดไปยังผิงเจียจวิ้นจู่เท่านั้น”
ผิงเจียจวิ้นจู่...
นางแต่งกับกู้ไป๋ไป๋แห่งจวนเจิ้นกั๋วกง!
เช่นนั้นตำแหน่งกงก็เท่ากับตกไปอยู่ในมือสกุลกู้เปล่า ๆ!
ฮ่องเต้ชะงักมือที่กำลังกดขมับ รีบมีรับสั่งทันที
“เร็ว!”
“พาตัวราชบุตรเขยเข้ามาพักในตำหนัก!”
“เรียกหมอหลวงไปด้วย! รวมทั้งหัวหน้าหมอหลวง!”
จากนั้นก็อดตำหนิเจาหยางในใจไม่ได้
เหตุใดถึงไม่ยอมมีลูกเสียที!
พระองค์เคยกำชับแล้วว่าให้รีบมีบุตร ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ขอเพียงมีสักคน ตำแหน่งอันกั๋วกงก็ไม่มีวันตกไปอยู่ในมือคนอื่น
มุมปากสีชาดของเสิ่นซวี่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตาดำสนิทกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“อันกั๋วกงเส้นเลือดในสมองแตก ฮองเฮากลับยังยืนกรานว่าคนเหล่านั้นเป็นเพียงนักแสดง ไม่ยอมกล่าวถึงความผิดขององค์หญิงแม้แต่คำเดียว”
“อาศัยช่วงที่ฝ่าบาทประชวร ไม่มีเวลาจัดการเรื่องต่าง ๆ จึงกักตัวราชบุตรเขยไว้ ไม่ยอมปล่อยกลับ”
“เมื่อบุตรทั้งสองต่างอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย อันกั๋วกงย่อมยั้งอารมณ์ไม่อยู่เป็นธรรมดา”
โทสะของฮ่องเต้ค่อย ๆ สงบลง
หลี่เต๋อซุ่นถอนหายใจโล่งอก รีบลุกขึ้นจากพื้น ก่อนส่งสัญญาณให้เหล่าขันทีและนางกำนัลที่คุกเข่าอยู่ทยอยลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ฮ่องเต้ไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขา ตรัสอย่างหงุดหงิด
“ฎีกาเหล่านี้ล้วนเป็นฎีกาถวายฟ้ององค์หญิงใหญ่”
“อาซวี่...เจ้าว่าควรจัดการอย่างไร?”
เสิ่นซวี่ค่อย ๆ เก็บฎีกาที่กระจัดกระจายทีละเล่ม พลางกล่าวอย่างเรียบเฉย
“ฝ่าบาท...ตอนที่ทรงพระราชทานสมรสให้อันกั๋วกงซื่อจื่อกับองค์หญิง ก็คงทรงไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว”
ฮ่องเต้พยักหน้าเงียบ ๆ
1
ใช่...
เวลานั้นพระองค์เพิ่งขึ้นครองราชย์ไม่นาน
แม้จะสมหวังได้ครองบัลลังก์ แต่ในใจก็ยังเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง
ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ทรงทิ้งสามจวนกั๋วกงไว้ แต่ละจวนต่างถือครองตราพยัคฆ์คุมกองทัพ
ในสามจวนนั้น จวนอันกั๋วกงอ่อนแอที่สุด ทั้งคนในตระกูลก็น้อย ซื่อจื่อเองก็ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด
เจาหยางเป็นพระธิดาองค์โต และเป็นองค์หญิงเอกสายตรง ย่อมเหมาะสมที่สุดที่จะอภิเษกกับลู่จินอี๋
เพียงนางให้กำเนิดบุตร ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ตราพยัคฆ์ของจวนอันกั๋วกงก็จะกลับคืนสู่สายเลือดสกุลเซี่ยอย่างไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่น้อย
แต่เจ้าลูกสาวคนนี้กลับไม่รู้จักคิด!
“ฝ่าบาททรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงปรีชาญาณ”
เพียงไม่กี่ประโยค เสิ่นซวี่ก็ทำให้ความโกรธทั้งหมดของฮ่องเต้หันไปตกอยู่ที่องค์หญิงเจาหยาง
ทั้งที่เป็นการแต่งงานที่ดีถึงเพียงนี้
จวนอันกั๋วกงมีคนในตระกูลน้อย สิ่งเดียวที่ฮ่องเต้ทรงต้องการจากเจาหยางก็คือ รีบมีลูก
เรื่องง่ายดายเพียงเท่านี้ นางกลับทำเสียเละเทะ
2
โดยที่ฮ่องเต้ไม่ทันสังเกต เสิ่นซวี่ได้พยักหน้าเบา ๆ ให้ขันทีน้อยที่ยืนอยู่หน้าประตู ขันทีผู้นั้นจึงแอบออกจากห้องทรงพระอักษรอย่างเงียบเชียบ
ฮ่องเต้ยิ่งคิดก็ยิ่งกริ้ว
หากมีบุตรแล้ว วันนี้พระองค์คงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
พระองค์ตบโต๊ะดังปัง ตรัสด้วยโทสะ
“ข้าบอกนางตั้งนานแล้วว่าให้รีบมีลูก แต่นางกลับไม่เคยเอาคำของข้าใส่ใจ...”
“เสด็จพ่อ!”
เสียงหวานปนเอาแต่ใจดังขึ้นพร้อมกันนั้นเอง
องค์หญิงใหญ่เจาหยางในชุดฉลองพระองค์สีแดงชาดผลักประตูเข้ามา คอเสื้อเปิดกว้าง เผยไหล่ขาวและผิวเนื้อบริเวณอกอันขาวผ่องเป็นบริเวณกว้าง
เสิ่นซวี่จัดฎีกาเสร็จพอดี เขายืดตัวขึ้น ก่อนหันมองไปทางประตูอย่างสงบนิ่ง...
เส้นผมสีดำของเขาเข้มดุจหมึก ริมฝีปากแดงสดยิ่งขับให้ผิวซีดขาวดูราวกับคนป่วย ดวงตาหงส์หวานฉ่ำคล้ายมีหมอกบางปกคลุม งามราวกับคนเมาแต่ก็ไม่ได้เมา สะกดสายตาผู้คนจนถอนตัวไม่ขึ้น
ช่างงดงามเหลือเกิน
งดงามกว่าชายทุกคนที่นางเคยสะสมไว้เสียอีก
โดยเฉพาะไฝสีชาดตรงหางตา ทั้งเย้ายวน ทั้งลึกลับ จนเจาหยางละสายตาไปไม่ได้
เพียงได้เห็นเขา นางก็รู้สึกว่าแม้แต่ "เซ่อเซ่อ" นักแสดงงิ้วชุดเขียวคนใหม่ที่เพิ่งได้มาครอบครอง ก็พลันหมดเสน่ห์ลงทันที
เสิ่นซวี่ก้มตาลงเล็กน้อย
“องค์หญิงใหญ่”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวเข้ามาแล้วเอาแต่จ้องเสิ่นซวี่ ฮ่องเต้ก็ยิ่งทำหน้าบึ้งตึงกว่าเดิม
“ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามา!”
เจาหยางชะงัก ก่อนจะได้สติ
เมื่อครู่นี้เห็นได้ชัดว่าขันทีน้อยมาบอกว่าเสด็จพ่อทรงเรียกนาง หรือว่านางฟังผิดไป?
ฮ่องเต้ตบโต๊ะเสียงดัง พลางตวาด
“เจ้ายังรู้จักกลับเมืองหลวงอีกหรือ!”
เจาหยางได้รับความโปรดปราน ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นพระธิดาองค์โต แต่ยังเพราะรู้จักอ่านสีหน้าผู้คนเป็นที่สุด
เพียงเห็นสีพระพักตร์ของฮ่องเต้ นางก็รีบออดอ้อนทันที
“เสด็จพ่อ...ลูกผิดไปแล้ว”
นางเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง เห็นว่าพระพักตร์ของฮ่องเต้ยังเคร่งเครียด ก็พลันนึกถึงขันทีน้อยที่รีบไปแจ้งข่าวถึงตำหนักน้ำพุร้อน
ขันทีคนนั้นบอกว่า จวนอันกั๋วกงไม่ยอมเลิกรา ฮ่องเต้กริ้วยิ่งนัก และยังตรัสว่า หากองค์หญิงรีบมีบุตรเสียแต่แรก เรื่องก็คงไม่บานปลายเช่นนี้
เจาหยางจึงรีบเอาใจ
“เสด็จพ่อ ลูกจะรีบมีลูกกับท่านขยให้เร็วที่สุด ขอพระองค์อย่ากริ้วเลยนะเพคะ”
ไม่พูดเรื่องนี้ยังดีกว่า
พอพูดขึ้นมา เปลวเพลิงแห่งโทสะในใจฮ่องเต้ก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าเป็นคนคลอดหรือ?”
“ต่อให้เจ้าคลอดออกมา ตระกูลลู่ก็ไม่มีวันยอมรับ!”
ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
เจาหยางเม้มปากอย่างไม่พอใจ
“ตระกูลลู่จะกล้าพูดอะไรได้? ขอแค่ลูกเป็นคนคลอดก็พอแล้ว”
ฮ่องเต้ “...”
คำพูดเช่นนี้ แสดงว่านางไม่เคยคิดจะขอโทษสามี หรือใช้ชีวิตคู่ให้ดีเลย
นางเพียงคิดจะหาชายคนใดก็ได้มาทำให้ตั้งครรภ์ แล้วบังคับให้ตระกูลลู่ยอมรับเด็กคนนั้น
หากเมื่อก่อนนางเผลอตั้งครรภ์ แล้วแอบคลอดออกมา ก็ยังพอปกปิดได้
แต่ตอนนี้เรื่องอื้อฉาวแพร่สะพัดไปทั่วเมือง
หากยังทำเช่นนี้ ก็เท่ากับประกาศต่อหน้าคนทั้งแผ่นดินว่า
เด็กคนนี้เป็นลูกไม่มีพ่อ!
ไม่ว่าอย่างไร ตระกูลลู่ก็เป็นจวนกั๋วกงที่ฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์ทรงแต่งตั้ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจาหยางทำเรื่องเหลวไหลสารพัด แต่ลู่จินอี๋ก็อดทนมาตลอด ไม่เคยคิดแข็งขืน
จะให้บังคับตระกูลลู่รับเด็กเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?
หากพระองค์ทำจริง น้ำลายของเหล่าขุนนางในราชสำนักคงถ่มใส่จนพระองค์ตาย
ถึงเวลานั้น คงมีขุนนางตรวจการชนเสาตายในท้องพระโรงกันเต็มไปหมด
ชื่อของฮ่องเต้อย่างพระองค์ คงได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จริง ๆ
แต่เป็น ชื่อเสีย
คำพูดของอาซวี่ถูกต้อง
เดิมทีพระองค์ให้ลูกสาวแต่งเข้าตระกูลลู่ ก็เพื่อผูกสัมพันธ์ มิใช่สร้างศัตรู
แต่บัดนี้...
ทุกอย่างกลับสวนทางกับพระประสงค์โดยสิ้นเชิง
ฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
“ช่างเถิด...”
เจาหยางมองพระองค์อย่างระแวง รู้สึกว่าตนเองคงพูดอะไรผิดไป
“เจ้ากับลู่จินอี๋...หย่ากันเสีย”
“เสด็จพ่อ!”
เจาหยางเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ไม่ใช่ว่านางเสียดายลู่จินอี๋
เขาเป็นคนสุภาพเกินไป พูดจานุ่มนวล ทำอะไรก็เชื่องช้า แม้แต่เรื่องบนเตียงก็ยังขี้อายจนหมดอารมณ์
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่านางอยากหย่า
หากเพียงเพราะจวนอันกั๋วกงก่อเรื่อง แล้วนางต้องยอมหย่าอย่างว่าง่าย
แล้วศักดิ์ศรีขององค์หญิงใหญ่จะเหลืออยู่ที่ไหน?
ยิ่งกว่านั้น จวนอันกั๋วกงยังเป็นหนึ่งในตระกูลสูงศักดิ์ที่สุดของต้าฉี่
หากนางแต่งงานใหม่ ต่อให้แต่งกับใคร ก็ไม่มีวันได้เกียรติยศเท่านี้อีกแล้ว
“ลูกไม่หย่า!”
ฮ่องเต้ตอบอย่างเย็นชา
“ถ้าไม่หย่า ข้าก็จะให้ลู่จินอี๋เขียนหนังสือหย่าเจ้าเอง”
“เสด็จพ่อ! ลูกต่างหากที่เป็นลูกสาวของพระองค์!”
เจาหยางโกรธจัด รีบก้าวพรวดเข้าไป วางมือทั้งสองบนโต๊ะทรงงาน ก่อนโน้มตัวเข้าใกล้ คิดจะออดอ้อนเหมือนทุกครั้ง
แต่นางไม่ทันสังเกตเลยว่า
เมื่อโน้มตัวลงเช่นนั้น คอเสื้อที่กว้างอยู่แล้วก็ยิ่งเปิดออก เผยผิวขาวเนียนบริเวณทรวงอกเป็นวงกว้าง
บนผิวขาวนั้น เต็มไปด้วยรอยแดงคล้ำจากการร่วมรัก
ต่อให้สายพระเนตรของฮ่องเต้จะพร่ามัวเพียงใด
แต่เมื่ออยู่ใกล้ขนาดนี้ ก็เห็นชัดทุกอย่าง
“บังอาจ!”
เพียะ!
ฝ่ามือของฮ่องเต้ฟาดลงบนใบหน้าของ
เจาหยางอย่างแรง
นางไม่ทันตั้งตัว แรงตบทำให้ร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้น
เจาหยางกุมแก้ม มองพระบิดาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
เสด็จพ่อ...ตีนาง?
ตั้งแต่เล็กจนโต พระองค์อย่างมากก็เพียงดุด่า
ไม่เคยลงไม้ลงมือกับนางเลย
ครั้งก่อนที่พระองค์กริ้วถึงเพียงนี้ ก็คือตอนก่อนพิธีอภิเษก นางขอให้พระราชทานเสิ่นซวี่แก่ตน
แม้ตอนนั้นพระองค์จะดุด่านางอย่างรุนแรง
แต่ก็ไม่เคยตบตีแม้แต่ครั้งเดียว
หัวใจของเจาหยางเต้นระรัว
นางเป็นองค์หญิง...
เกียรติยศและความโปรดปรานทั้งหมดของนาง ล้วนมาจากพระบิดา
หากไร้ซึ่งความรักและการคุ้มครองจากฮ่องเต้...
นางก็ไม่เหลืออะไรเลย.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a50aa3673ff6affd2530c2c
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a50aa678dc8f82e0330eae2
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม ❤️ กดไลก์ 👍 แสดงความคิดเห็น 💬 และแชร์ 📤 เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย