10 ก.ค. เวลา 10:43 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เราควร Rebalance พอร์ตกองทุนรวมอย่างไร? แบบลงรายละเอียด EP.2

“การ Rebalance ที่ดี ไม่ใช่การปรับพอร์ตให้บ่อยขึ้น แต่คือการรู้ว่าเมื่อใดควรปรับ และเมื่อไรควรอยู่เฉย”
ใน EP.1 เราพูดถึงหลักคิดสำคัญของ Rebalancing ไปแล้ว ว่าการปรับสมดุลพอร์ตไม่ใช่การจับจังหวะตลาด ไม่ใช่การคาดเดาว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง และไม่ใช่การโยกเงินไปหากองทุนที่เพิ่งทำผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงนั้น แต่คือกระบวนการที่ช่วยให้พอร์ตกลับมาอยู่ในกรอบของแผนการลงทุนเดิม ทั้งในแง่ของเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนตั้งใจรับไว้ตั้งแต่แรก
คำถามต่อมาคือ เมื่อเข้าใจแล้วว่า Rebalancing สำคัญ นักลงทุนควรนำไปใช้จริงอย่างไร เพราะในทางปฏิบัตินั้น การรู้ตัวว่า “ควรทำเมื่อใด?” “ควรทำมากแค่ไหน?” และ “ควรใช้วิธีใดก่อน?” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หากไม่มีกฎชัดเจน นักลงทุนก็มักเผลอปรับพอร์ตบ่อยเกินไปตามอารมณ์ตลาด หรือกลับกัน อาจปล่อยให้พอร์ตนิ่งเกินไปจนเบี่ยงเบนออกจากแผนเดิมโดยไม่รู้ตัว
EP.2 นี้ จึงเป็นภาคปฏิบัติของ Rebalancing โดยจะลงรายละเอียดว่านักลงทุน Mutual Fund ส่วนใหญ่ควรใช้กฎแบบไหน ควรเริ่มจากอะไรเมื่อต้องปรับพอร์ต ควรคิดอย่างไรในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง รวมถึงกรณีใดบ้างที่ “การไม่ทำอะไรเลย” อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
กฎ Rebalancing ที่เรียบง่าย เหมาะกับนักลงทุนส่วนใหญ่ และนำไปใช้ได้จริง คือ
•ทบทวนพอร์ตทุก 6 เดือน
•Rebalance ก็ต่อเมื่อสินทรัพย์หลักเบี่ยงเบนจากเป้าหมายเกิน 5 percentage point (pp)
•พิจารณาใช้เงินลงทุนใหม่ เงินปันผล หรือเงินสด เพื่อแก้การเบี่ยงเบน (Drift) ก่อนขายหน่วยลงทุนเดิม
•พิจารณาสับเปลี่ยนหรือขาย เฉพาะเมื่อ Drift ใหญ่เกินกว่าที่ Cash Flows จะแก้ได้
•ตรวจสอบค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมการขายคืน ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ และระยะเวลาของเป้าหมายการเงินก่อนทำธุรกรรมเสมอ
อีกจุดสำคัญ คือ นักลงทุนควรแยก “การทบทวนพอร์ต” ออกจาก “การลงมือปรับพอร์ต” ให้ชัดเจน การทบทวนทุก 6 เดือนมีไว้เพื่อให้นักลงทุนกลับมาดูและประเมินพอร์ตอย่างมีวินัย แต่ไม่ได้แปลว่าทุกครั้งที่ทบทวนแล้วจะต้องซื้อหรือขายทุกครั้ง
หาก Allocation ของพอร์ตยังอยู่ในกรอบที่ยอมรับได้ นักลงทุนก็อาจไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย แต่หากสินทรัพย์หลักเบี่ยงเบนจากเป้าหมายมากพอ จึงค่อยพิจารณา Rebalance อย่างมีเหตุผล
5 percentage points หมายถึงอะไร
คำว่า percentage points หรือ “pp” หมายถึง “ส่วนต่างของสัดส่วนพอร์ต” เมื่อเทียบกับ target รายสินทรัพย์ที่ตั้งไว้ เช่น หากนักลงทุนตั้ง Target ของสัดส่วนหุ้นไว้ที่ 70% แล้วปัจจุบันสัดส่วนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 72% แปลว่าเกิดการเบี่ยงเบนไป 2pp แต่หาก Equity เพิ่มขึ้นเป็น 76% แปลว่าเบี่ยงเบนเท่ากับ 6pp หรือหากหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 80% แปลว่าเบี่ยงเบน 10pp
ดังนั้น หากนักลงทุนใช้กฎ 5 percentage points การที่ Equity ขยับจาก 70% เป็น 71% หรือ 72% ก็ยังไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะความคลาดเคลื่อนระดับนี้เป็นเรื่องปกติของพอร์ตการลงทุน แต่หากสัดส่วนหุ้นเพิ่มเป็น 75% หรือมากกว่านั้น นักลงทุนควรเริ่มพิจารณาว่าพอร์ตกำลังรับความเสี่ยงมากกว่าที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ในทางกลับกัน หากหุ้นลดจาก 70% เหลือ 65% หรือต่ำกว่า ก็อาจสะท้อนว่าพอร์ตเริ่ม Conservative มากเกินไปเมื่อเทียบกับเป้าหมายระยะยาวเดิม
หลักคิดนี้จะช่วยให้นักลงทุนไม่ปรับพอร์ตถี่เกินไป และขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้พอร์ตเบี่ยงเบนจนระดับความเสี่ยงเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
วิธี Rebalance ในทางปฏิบัติ การ Rebalance ที่ดีควรเริ่มจากวิธีที่รบกวนพอร์ตน้อยที่สุด เพราะเป้าหมายของการ Rebalance ไม่ใช่การทำให้พอร์ตมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่คือการดึงพอร์ตกลับมาใกล้เคียงแผนเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนแรก คือการเปรียบเทียบสัดส่วนเป้าหมายรายสินทรัพย์ (Target Allocation) กับสัดส่วนปัจจุบัน (Current Allocation) โดยเริ่มจากสินทรัพย์หลักก่อน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ กองทุนต่างประเทศ หรือหมวดสินทรัพย์อื่นที่มีน้ำหนักสำคัญในพอร์ต เพื่อคำนวนขนาดของความเบี่ยงเบน (Drift) จากเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขั้นตอนที่สอง ประเมินว่า Drift ใหญ่พอให้ปรับพอร์ตหรือไม่ การเบี่ยงเบน 1-2 percentage points ถือเป็นเรื่องปกติ และไม่กระทบความเสี่ยงอย่างมีนัย แต่การเบี่ยงเบนระดับ 5 percentage points ขึ้นไปในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง อาจเป็นระดับที่ควรเริ่มพิจารณา Rebalance เพราะความคลาดเคลื่อนระดับนี้อาจทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงเปลี่ยนจากแผนตั้งแต่แรกได้
ขั้นตอนที่สาม นักลงทุนควรพิจารณาใช้ Cash Flows เพื่อปรับสัดส่วนพอร์ต ก่อนตัดสินขายหน่วยลงทุนเดิมเสมอ (Cash Flows ในที่นี้อาจหมายถึงเงินลงทุนใหม่ เงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่รับมาระหว่างทาง หรือเงินสดที่มีเหลืออยู่ในพอร์ต) เช่น หากพบว่าหุ้นมีสัดส่วนสูงเกินไป เงินลงทุนใหม่อาจถูกจัดสรรไปยังตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเป้าหมายชั่วคราว
ในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงจนหุ้นมีสัดส่วนต่ำกว่าเป้าหมาย เงินลงทุนใหม่อาจถูกจัดสรรกลับเข้ากองทุนหุ้นเป็นอันดับแรก เพื่อช่วยดึงพอร์ตกลับมาใกล้ Target Allocation เดิม แนวทางนี้มักดีกว่าการรีบขายทันที เพราะช่วยลดธุรกรรมที่ไม่จำเป็น ลดผลกระทบจากค่าธรรมเนียม และช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องรบกวนพอร์ตเดิมมากเกินไป
ขั้นตอนที่สี่ หากประเมินแล้วว่า Cash Flows ไม่เพียงพอ หรือ Drift มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่เงินลงทุนใหม่จะแก้ไขสัดส่วนได้ภายในเวลาที่เหมาะสม นักลงทุนจึงค่อยพิจารณาสับเปลี่ยนหรือขายสินทรัพย์ที่มีน้ำหนักเกิน ไปยังสินทรัพย์ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเป้าหมาย
ตัวอย่าง สัดส่วนหุ้นเป้าหมาย 70% แต่ปัจจุบันกลายเป็น 78%
สมมติว่านักลงทุนตั้ง Target Allocation ไว้ที่หุ้น 70% และตราสารหนี้ 30% หลังจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นแรง สัดส่วนของพอร์ตเปลี่ยนเป็นหุ้น 78% และตราสารหนี้ 22% ในกรณีนี้ สัดส่วนหุ้นอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 8 percentage points ซึ่งถือเป็น Drift ที่มีนัยสำคัญ เพราะพอร์ตไม่ได้มีความเสี่ยงเท่าเดิมอีกต่อไป
หากตลาดปรับฐานแรง พอร์ตอาจผันผวนมากขึ้น และขาดทุนมากกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้ได้ การ Rebalance เพื่อลดสัดส่วนหุ้นในกรณีนี้ จึงไม่ใช่การทำเพราะนักลงทุนมีมุมมองว่าตลาดหุ้นกำลังจะแย่ แต่คือการลดความเสี่ยงส่วนเกิน (Excess Risk) ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
นักลงทุนอาจพิจารณาใช้เงินสะสมเข้าใหม่ หรือเติมเงินสดตรงเข้าพอร์ตเพื่อซื้อตราสารหนี้ให้เพิ่มเป็น 30% หรือหากเงินสดไม่พอจริงๆ ก็อาจขายหรือสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นออก 8% เพื่อนำไปเข้าตราสารหนี้ได้เช่นกัน
การทำ Rebalance ในช่วง Bull Market เป็นช่วงที่การ Rebalance ทำได้ยากที่สุดในเชิงความรู้สึก เพราะสินทรัพย์ที่ควรลดน้ำหนักมักเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่งทำผลงานดีที่สุด เมื่อตลาดหุ้นขึ้นแรง กองทุนหุ้นในพอร์ตอาจเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์อื่น นักลงทุนจึงมักรู้สึกว่าอยากถือหุ้นมากขึ้น ไม่ใช่ลดหุ้นลง และบางครั้งอาจรู้สึกว่าการลดหุ้นตอนนี้จะทำให้พลาดโอกาส
แต่ในมุมมองของการบริหารพอร์ต ช่วงตลาดขาขึ้นคือช่วงที่นักลงทุนต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะความเสี่ยงของพอร์ตมักเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ หากสัดส่วนหุ้นเพิ่มจาก 70% เป็น 80% นักลงทุนไม่ได้แค่ถือสินทรัพย์ที่ทำกำไรดีขึ้นเท่านั้น แต่กำลังถือพอร์ตที่ผันผวนสูงขึ้น เพราะพึ่งพาหุ้นมากกว่าเดิม และอาจเจอการขาดทุนรุนแรงกว่าที่คิดได้ หากตลาดปรับฐานแรง
ดังนั้น การ Rebalance ใน Bull Market ไม่ได้แปลว่านักลงทุนต้องมองลบต่อตลาดหุ้น และไม่ได้แปลว่าต้องออกจากหุ้นทั้งหมด แต่คือการลดน้ำหนักส่วนที่เกินแผน เพื่อลด Excess Risk และทำให้พอร์ตกลับมาอยู่ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเป้าหมายเดิม หรืออาจมองเป็นการขายล็อคกำไรบางส่วน เพื่อให้ดีขึ้นในเชิงความรู้สึกได้เช่นกัน
การทำ Rebalance ในช่วง Bear Market
Bear Market สร้างความท้าทายในอีกทิศทางหนึ่ง เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง สัดส่วนหุ้นอาจลดลงจาก 70% เหลือ 60% หรือต่ำกว่านั้น พอร์ตที่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวจากผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้น ก็อาจกลายเป็นพอร์ตที่ Defensive เกินไปโดยไม่รู้ตัว
สำหรับนักลงทุนที่ยังมี Time Horizon ยาว และเป้าหมายการเงินยังไม่เปลี่ยน การ Rebalance อาจหมายถึงการเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลับเข้าไปในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวลบ นี่เป็นเรื่องยากในเชิงอารมณ์ เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักไม่อยากซื้อสินทรัพย์ที่เพิ่งปรับตัวลง พร้อมตัวเลขติดลบ
แต่การมีกฎ Rebalance ล่วงหน้าอย่างมีวินัยจะช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องตัดสินใจจากความกลัว เพราะซื้อหุ้นเพิ่มไม่ได้ทำด้วยเชื่อว่าตลาดจะกลับตัวทันที แต่กำลังทำตามระบบที่ออกแบบไว้ก่อนที่อารมณ์ตลาดจะเข้ามารบกวนการตัดสินใจ
อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่ใกล้ถึงเป้าหมายทางการเงินควรระมัดระวังมากขึ้น
หากลงทุนเงินก้อนนั้นจำเป็นต้องใช้ในเวลาอันใกล้ เช่น ใกล้เกษียณ ใกล้ชำระเพื่อการศึกษาบุตร หรือใกล้ใช้เงินสำหรับเป้าหมายสำคัญ การ Rebalance กลับไปยัง Allocation เดิมอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะสถานการณ์ชีวิต ระยะเวลาการลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยงอาจเปลี่ยนไปแล้ว
ในกรณีดังกล่าว สิ่งที่ควรทบทวนก่อนอาจไม่ใช่แค่ว่าต้อง Rebalance หรือไม่ แต่คือการต้องปรับ Target Allocation ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในปัจจุบันก่อนแทน
เมื่อใดที่ไม่ควร Rebalance นโยบาย Rebalancing ที่ดีไม่ควรบอกแค่ว่าเมื่อใดควรลงมือ แต่ควรบอกด้วยว่าเมื่อใดควรอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะในหลายกรณี การไม่ปรับพอร์ตอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด และที่สำคัญที่สุด! นักลงทุนไม่ควรทำ Rebalance เพียงเพราะตลาดมีเสียงรบกวน หรือเพียงเพราะแค่รู้สึกว่า “อยากทำอะไรสักอย่าง” กับพอร์ต
Note: กรณีที่ไม่ควร Rebalance ได้แก่
ไม่ควร Rebalance เพียงเพราะกองทุนใดกองทุนหนึ่ง underperform ในช่วงไม่กี่เดือน
เพราะนั่นคือประเด็นการทำ Fund Review ไม่ใช่ Portfolio Rebalancing หากกองทุนมีปัญหาด้านกระบวนการลงทุน ทีมผู้จัดการกองทุน ค่าธรรมเนียม หรือสไตล์การลงทุนเปลี่ยนไป นั่นเป็นเรื่องที่ควรประเมินในมุมคุณภาพสินทรัพย์ แต่ไม่ควรนำมาปะปนกับการ Rebalance Asset Allocation
ไม่ควร Rebalance เพียงเพราะตลาดผันผวนในสัปดาห์เดียว
ความผันผวนระยะสั้นไม่เท่ากับ Allocation Drift ที่มีนัยสำคัญ การเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงสั้นอาจทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ได้แปลว่าพอร์ตจะหลุดจากแผนเดิมเสมอไป
ไม่ควร Rebalance เพราะข่าว การคาดการณ์ หรือมุมมองตลาดระยะสั้น
Rebalancing ควรถูกขับเคลื่อนด้วยระบบการทำ Allocation ไม่ใช่ทำตามอารมณ์ หากการตัดสินใจเริ่มต้นจากข่าวหรือความกลัว นักลงทุนอาจกำลังทำ Market Timing โดยไม่รู้ตัว
ไม่ควร Rebalance หาก Drift ยังเล็กเกินไป
เช่น หาก Target Equity Allocation คือ 70% และ Current Equity คือ 71.5% พอร์ตยังไม่จำเป็นต้องทำอะไร ความแตกต่างเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติของการลงทุน และการทำธุรกรรมเพื่อแก้ความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ อาจไม่คุ้มกับต้นทุน เวลา และความยุ่งยากที่เกิดขึ้น
บทสรุป
การ Rebalance พอร์ต Mutual Fund ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้พอร์ต “ชนะตลาด” ในระยะสั้น แต่มีไว้เพื่อให้พอร์ตยังอยู่ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับแผนการเงินเดิม
สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ แนวทางอย่างง่ายที่ใช้งานได้จริงคือ ทบทวนพอร์ตทุก 6 เดือน และพิจารณา Rebalance เมื่อ Asset Class หลักเบี่ยงเบนจากเป้าหมายตั้งแต่ 5 percentage points ขึ้นไป โดยควรใช้เงินลงทุนใหม่ เงินปันผล หรือเงินสดเพื่อแก้ Drift ก่อน และใช้การ Switch หรือ Sell เป็นทางเลือกถัดไป
สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อทุกข่าว ทุกความผันผวน หรือทุกการเคลื่อนไหวของตลาด หากพอร์ตยังดีอยู่ในกรอบ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
เพราะพอร์ตที่วินัยดีไม่ควรถูกกำหนดด้วยอารมณ์ของตลาดระยะสั้น แต่ควรถูกกำหนดโดยเป้าหมาย Risk Capacity และ Time Horizon ของนักลงทุนเองเท่านั้น
คำเตือน : ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn
#KTAM #KTAMSmartTrade #ดูแลใจไปพร้อมกับการลงทุน
ผู้เขียน: เขมรัฐ ทรงอยู่
ผู้อำนวยการ ฝ่ายลงทุนต่างประเทศ
บลจ.กรุงไทย
โฆษณา