หนึ่งวัน ณ สวนเบญจกิติ พื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้มีดีแค่ถ่ายรูป

ท่ามกลางเสียงบีบแตรของรถยนต์บนถนนสุขุมวิท และความเร่งรีบคนทำงานและนักศึกษาที่เต็มไปด้วยกองส่งงานและข้อสอบที่เพิ่งผ่านพ้นไป ร่างกายและสมองของฉันส่งสัญญาณเตือนว่า “ไม่ไหวแล้ว ขอไปพักหน่อย” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันตัดสินใจแบกกล้องคู่ใจ แอบหลบความวุ่นวายแล้วไปเที่ยวที่ สวนป่าเบญจกิติ พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครที่ไม่ใช่แค่จุดเช็กอินยอดฮิต แต่คือโอเอซิสที่ช่วยต่อลมหายใจให้คนเมือง
ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูทางเข้า เสียงความวุ่นวายของเมืองหลวงก็คล้ายจะถูกกลบด้วยเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และยอดหญ้าเทียมธรรมชาติ ทางเดินลอยฟ้าทอดยาวนำสายตาเราไปสู่พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ภาพตรงหน้าคือต้นไม้หลากสายพันธุ์ที่กำลังเติบโตอย่างอิสระ แตกต่างจากสวนสาธารณะแบบเดิมๆ ที่มักจะถูกตัดแต่งจนเนี๊ยบกริบ ที่นี่คือ “สวนป่าเชิงนิเวศ” ที่ออกแบบมาเพื่อให้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ และบำบัด “คน” ไปพร้อมกัน
ในฐานะคนที่พึ่งย้ายมาอยู่ ฉันตระหนักได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้ตอบโจทย์ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 3 (SDG 3: Good Health and Well-being) หรือการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง การเดินทอดน่องไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติไม่เพียงแต่เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย แต่ “กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และสีเขียวของต้นไม้” ยังมีพลังลึกลับในการลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ช่วยเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้าจากสภาวะ Mental Burnout ของวัยรุ่นและคนทำงานได้
ที่นี่เราจะเห็นภาพที่น่าประทับใจของคนหลากช่วงวัย บ้างก็มาวิ่งมาราธอน บ้างก็ปั่นจักรยาน หรือบางกลุ่มก็นั่งสมาธิและโยคะรับลมเย็นๆ หรือช่วงนี้มีกิจกรรมที่ชวนคนมานั้งเฉยๆไม่ทำอะไร ลดเวลาหน้าจอ มันคือพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสุขภาวะที่ดีได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ลมหายใจที่เปลี่ยนไปของคนเมือง
เพื่อให้เห็นภาพการเยียวยาของสวนแห่งนี้ที่ชัดเจนขึ้น ฉันได้มีโอกาสนั่งพูดคุยสั้นๆ กับ พี่มิน อายุ 28 ปี พนักงานบริษัทเอกชนย่านอโศกที่กำลังนั่งพักผ่อนหลังจากวิ่งออกกำลังกาย
ฉัน: “พี่มินมาเดินหรือวิ่งที่สวนเบญจกิติบ่อยไหมคะ แล้วคิดว่าสวนนี้ช่วยเรื่องสุขภาพของเรายังไงบ้าง?”
พี่มิน: “พี่มาแทบจะทุกวันหลังเลิกงานเลยครับ ก่อนหน้านี้พี่เป็นออฟฟิศซินโดรมหนักมาก แถมยังเครียดสะสมจากงานจนนอนไม่ค่อยหลับ พอได้มาเดิน มาวิ่งท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ๆ แบบนี้ เหมือนได้ดีท็อกซ์เอาความเครียดของทั้งวันทิ้งไป ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญคือสุขภาพจิตดีขึ้นมาก สวนนี้ไม่ใช่แค่ที่ออกกำลังกายนะ แต่มันคือที่เซฟโซนทางอารมณ์ของพี่เลยแหละ”
คำพูดของพี่มินยืนยันได้อย่างดีว่า สวนป่าเบญจกิติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขทางอ้อมที่ทรงพลัง มันช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยกระดับสุขภาพจิตของคนกรุงไปพร้อมๆ กัน
การมาเยือนสวนเบญจกิติในวันนี้ทำให้ฉันได้คำตอบว่า การมีสุขภาวะที่ดีไม่ได้หมายถึงการกินอาหารคลีนหรือการเข้ายิมราคาแพงเสมอไป แต่บางครั้งมันคือการอนุญาตให้ตัวเองได้ออกมาเชื่อมต่อกับธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด และปล่อยให้ใจได้เต้นเป็นจังหวะเดียวกับสิ่งแวดล้อม
หากกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศที่ใส่ใจสุขภาวะของประชาชนแบบนี้เพิ่มขึ้นในทุกๆ เขต เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม... ก่อนกลับไปลุยกับการเรียนต่อ ฉันหันไปมองทิวทัศน์ตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกว่า พลังกายและพลังใจของฉันได้รับความสดชื่นกลับมาเต็มร้อยแล้ว
#SPUCAหนีเรียนไปเที่ยว #SPUCA
โฆษณา