Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
12 ก.ค. เวลา 03:36 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
โชเซชิน ซีรีส์ที่เกือบทำให้โตโฮเปิดจักรวาลฮีโร่ของตนเอง
เมื่อราชาแห่งก็อดซิลล่าอยากมีฮีโร่ของตัวเอง... เรื่องราวของโชเซชิน ซีรีส์( Chouseishin Series ) ความฝันของ โตโฮที่เกือบกลายเป็น "อุลตร้าแมนของค่ายตัวเอง"
เจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ชื่อของโตโฮแทบจะกลายเป็นคำพ้องความหมายของราชาสัตว์ประหลาดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Godzilla, Mothra, Rodan หรือ King Ghidorah ล้วนเป็นทรัพย์สิน IP ที่ทำให้สตูดิโอแห่งนี้กลายเป็นตำนานของวงการโทคุซัตสึโลก
แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก...
ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มันเป็นเรื่องน่าแปลกอยู่เหมือนกัน เพราะโตโฮคือบริษัทที่วางรากฐานงานเทคนิคพิเศษของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยุค 1950 ทีมของเอจิ สึบูรายะ (ก่อนจะออกไปก่อตั้ง Tsuburaya Productions) คือคนที่สร้าง Godzilla ตัวแรกขึ้นมา พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าจะวัดวิชางานระเบิด งานโมเดล งานสเปเชียลเอฟเฟกต์แล้ว โตโฮไม่เคยเป็นรองใคร แต่สิ่งที่โตโฮขาดมาตลอดกลับไม่ใช่เทคนิค หากเป็น "แฟรนไชส์ฮีโร่โทรทัศน์" ที่ออกอากาศทุกสัปดาห์เหมือนที่โตเอะทำได้สำเร็จมาตั้งแต่ยุค Kamen Rider
ลองหันไปมองอีกฟากของวงการดู โตเอะมี Kamen Rider ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1971 มี Super Sentai ที่ออกทุกปีมาตั้งแต่ปี 1975 แถมยังเคยมี Metal Hero ที่เปิดหัวขบวนโดยตำรวจอวกาศเกียบัน อีกหนึ่งแฟรนไชส์ที่ครองใจเด็กยุค 80
ส่วน Tsuburaya Productions ก็มี Ultraman ที่แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของคำว่าโทคุซัตสึไปแล้ว
เหลือเพียงโตโฮที่ดูเหมือนจะพูดได้ว่า มีแค่ราชันสัตว์ประหลาดอย่างก็อตซิลล่าตัวเดียวมันอาจไม่เพียงพอแล้ว
พอคิดแบบนี้แล้ว ในต้นทศวรรษ 2000 คือช่วงเวลาที่ทำให้โตโฮตัดสินใจลงมือจริง จังหวะนั้น Kamen Rider เพิ่งคืนชีพอย่างสง่างามด้วย คูก้า(Kuuga ) หลังจาก kamen rider ซบเซามาเป็นเวลานาน กระแสแรงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ ขณะที่ Super Sentai ก็ยังรักษาฐานแฟนเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ตลาดของเล่นฮีโร่ยังคงทำเงินมหาศาล และที่สำคัญ มันเป็นรายได้ที่เข้ามาทุกปี ไม่ต้องพึ่งซีรีส์เดียวอย่างก็อตซิลล่า
และนั่นคือจุดกำเนิดของ Chouseishin Series เริ่มต้นด้วย แกรนเซเซอร์( Gransazer )ยุคต้นทศวรรษ 2000
สิ่งที่น่าสนใจคือ โตโฮไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเดินตามสูตรสำเร็จของฮีโร่ตัวใดตัวหนึ่ง หรือพูดให้ถูกก็คือ...เขาเดินตามสูตรของ "ทุกคน"
Super Sentai มีห้าคนใช่ไหม โตโฮบอก "งั้นของเราสิบสอง" คนดูถึงกับงงว่าแค่จำชื่อก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องจำว่าใครอยู่ธาตุไหนอีก
แกรนเซเซอร์ แบ่งฮีโร่ออกเป็นสี่เผ่า ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ แต่ละเผ่ามีสมาชิกสามคน รวมเป็นสิบสองคนพอดี สอดคล้องกับแนวคิดสิบสองราศี ฟังดูอลังการมาก และก็อลังการจริง ๆ เวลาทุกคนมายืนเรียงกันในจอ มีคนเคยแซวว่า ถ้าเป็นครูประจำชั้นคงเช็กชื่อเหนื่อยกว่าห้องเรียนเสียอีก
แต่จะว่าไป ความทะเยอทะยานนี่แหละคือเสน่ห์ของโปรเจกต์นี้ Toho ไม่ได้คิดจะทำ "Super Sentai อีกเรื่อง" พวกเขาอยากสร้างจักรวาลของตัวเอง
ชุดของ Gransazer จึงไม่เหมือนเซ็นไท ไม่เหมือนไรเดอร์ และไม่เหมือนอุลตร้าแมนเสียทีเดียว มันเป็นส่วนผสมระหว่างอัศวิน กลุ่มดาว แฟนตาซี และไซไฟในสัดส่วนที่แปลก แต่กลับมีเอกลักษณ์จนหลายคนยังยกให้เป็นหนึ่งในชุดฮีโร่ที่สวยที่สุดของยุคเฮเซ
แน่นอนว่าเมื่อมีฮีโร่ ก็ต้องมีหุ่นยนต์ยักษ์ เพราะอีกตลาดหนึ่งของหนังแบบนี้คือตลาดของเล่น Toho จึงจัดเต็มทั้งยาน ทั้งหุ่น ทั้งสัตว์ประหลาด เรียกได้ว่าดูแล้วรู้เลยว่าเจ้าของค่ายคือคนเดียวกับที่สร้าง Godzilla มาหลายสิบปี
โตโฮถึงกับดึง Konami มาร่วมโครงการตั้งแต่ต้น เพราะไม่ได้หวังแค่เรตติ้งโทรทัศน์ แต่หวังสร้างธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งเกม การ์ด ของเล่น และสินค้าลิขสิทธิ์ แนวคิดนี้ฟังดูธรรมดาในปัจจุบัน แต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนถือว่าเป็นแผนธุรกิจที่ค่อนข้างล้ำทีเดียว
แต่ปัญหาของ Gransazer ก็คือ...มันทะเยอทะยานเกินไป ตัวละครเยอะ เนื้อเรื่องใหญ่ จักรวาลกว้าง ทุกอย่างดูน่าสนใจไปหมด แต่เวลาฉายมีเท่าเดิม
บางตัวเพิ่งเริ่มทำความรู้จัก คนดูก็ต้องหันไปจำอีกคนแล้ว
สุดท้าย Toho ก็เหมือนจะรู้ตัว ปีถัดมา จัสติไรเซอร์( Justirisers )จึงลดจำนวนพระเอกเหลือเพียงสามคน ทุกอย่างกระชับขึ้น เล่าเรื่องง่ายขึ้น คนดูไม่ต้องพกสมุดจดรายชื่อตัวละครอีกต่อไป
พอมาถึงปีที่สาม Toho เปลี่ยนอีกครั้ง กับเซนเซอร์เอ็กซ์ (Sazer-X )กลายเป็นเรื่องราวการเดินทางข้ามเวลา มียานอวกาศ มีเทคโนโลยีจากอนาคต และกลิ่นอายไซไฟเข้มข้นกว่าสองภาคแรก ราวกับทีมงานกำลังทดลองทุกไอเดียที่มี เพื่อค้นหาว่า "หน้าตาของฮีโร่ Toho ควรเป็นแบบไหน"
น่าเสียดายที่คำตอบนั้นไม่เคยมาถึง หลังจากสร้างต่อเนื่องสามปีซีรีส์โชเซชิน ก็ปิดฉากลง
หลายคนมองว่าเป็นความล้มเหลว แต่ผมกลับคิดว่าคำนั้นอาจรุนแรงเกินไป เพราะถ้าล้มเหลวจริง โปรเจกต์คงไม่เดินหน้าถึงสามซีรีส์ มีตอนรวมกันเกือบหนึ่งร้อยห้าสิบตอน มีภาพยนตร์ มีของเล่น และถูกส่งไปฉายในหลายประเทศ
ปัญหาไม่ใช่ว่ามันขายไม่ได้ แต่ปัญหาคือคู่แข่งของมันคือ Kamen Rider, Super Sentai และ Ultraman เหมือนนักมวยหน้าใหม่ที่ขึ้นชกกับแชมป์โลกสามคนพร้อมกัน
แต่สิ่งที่ตัวโตโฮทำให้เห็นถึงแม้จะไปไม่ถึงปลายทางนั่นก็คือความกล้าที่จะสร้างฮีโร่ใหม่ ทั้งที่รู้ว่าตลาดเต็มไปด้วยเจ้าตลาดที่แข็งแกร่ง ความกล้าที่จะไม่เดินตามสูตรสำเร็จทั้งหมด และความกล้าที่จะฝันว่า วันหนึ่งจะมีฮีโร่ประจำค่ายที่ยืนเคียงข้าง Godzilla ได้
แม้สุดท้ายความฝันนั้นจะไม่กลายเป็นจริง แต่ โชเซชิน ซีรีส์ ก็ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า ครั้งหนึ่ง "ราชาแห่งสัตว์ประหลาด" ก็เคยพยายามสร้าง "ราชาแห่งฮีโร่" ของตัวเองเหมือนกัน และถึงวันนี้ มันก็ยังเป็นหนึ่งในความพยายามที่น่าจดจำที่สุดของวงการโทคุซัตสึญี่ปุ่น
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย