12 ก.ค. เวลา 14:02 • ท่องเที่ยว
สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)

#SPUCAหนีเรียนไปเที่ยว

ทุกคนเคยสังเกตกันไหมว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ถูกล้อมรอบไปด้วยตึก ถนน รถ และ ฝุ่นควัน มากกว่าพื้นที่ธรรมชาติ และ ต้นไม้สีเขียว จากข้อมูลศูนย์อออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ระบุว่า คนกรุงเทพมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยเพียง 7.6 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำไว้ 9 ตารางเมตรต่อคน อีกทั้งประชาชนจำนวนมาก ยังต้องเดินทางไกลกว่าจะเข้าถึงสวนสาธารณะ ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่สีเขียว ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงได้ง่าย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สวนวชิรเบญจทัศ หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ สวนรถไฟ ซึ่งเคยเป็นสนามกล็อฟมาก่อน มีพื้นที่กว่า 375 ไร่ จึงเป็นพื้นที่สีเขียวสำคัญ ของกรุงเทพ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย พักผ่อน และสัมผัสธรรมชาติใจกลางเมือง สวนแห่งนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 11 ทำให้เมืองและชุมชน มีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และยั่งยืน
จากการลงพื้นที่สำรวจในช่วงวันหยุด พบว่าเป็น สวนธารณะที่มีความร่มรื่น ผู้คนหลากหลายวัยที่เข้ามาออกกำลังกาย หรือแค่มาพักผ่อนใต้ต้นไม้ นอกจากนี้ภายในสวนสาธารณะยังมีอุทยาน ผีเสื้อและแมลง และยังมีสัตว์อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น นก กระรอก ตัวเงิน ตัวทอง สะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยรักษาระบบนิเวศของเมืองไว้อีกด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือไม่มีพื้นที่ ที่เหมาะกับผู้พิการ
จากการได้ไปสัมภาษณ์ คุณยายท่านหนึ่ง อายุประมาณ 60 ปี ซึ่งเดินทางมาที่สวนสาธารณะเป็นประจำ คุณยายให้สัมภาษณ์ว่า “ ทางเดินส่วนใหญ่กว้างขวางและเรียบ แต่ก็ยังมีบางจุดที่ยังชันเกินไปสำหรับคนพิการ ถ้ามีราวจับ หรือปรับปรุงพื้นที่บางส่วนให้ดีขึ้นน่าจะดีกว่านี้” ความเห็นดังกล่าวสะท้อนว่า แม้สวนรถไฟจะเป็นที่สีเขียวที่มีคนเข้ามาจำนวนมาก แต่การเข้าถึงของผู้ใช้งานทุกกลุ่มยังต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอีก
ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร เริ่มตระหนักถึงข้อจำกัดเหล่านนี้และพยายามขับเคลื่อน ผ่านนโยบายปรับปรุงพื้นที่สีเขียวให้เป็น ‘สวนสำหรับทุกคน ( Universal Design Parks ) แต่อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการก่อสร้างในบางจุดยังไม่เอื้อต่อการใช้งานจริงได้อย่าง ร้อยเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าภาครัฐควรคำนึงถึงผู้พิการให้มากขึ้น
หลังจากได้ลงพื้นที่ และ สัมภาษณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนพื้นที่สีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการเข้าถึงของคนทุกกลุ่ม แนวคิด Universal Design จึงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้รองรับทุกคนอย่างเท่าเทียม หากมีการปรับปรุงทางลาดชัน ทางเชื่อม ราวจับ ป้ายสัญลักษณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ครบถ้วน สวนรถไฟจะไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะที่มีแค่พื้นที่สีเขียว แต่จะเป็นสวนสาธารณะที่ทุกคนสามารถ ใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย และเสมอภาคเท่าเทียม
การสร้างเมืองที่น่าอยู่จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มต้นไม้หรือขยายพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่คือการออกแบบผังเมืองที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง เมืองจึงสามารถขับเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมาย SDG 11 แต่หากยังปล่อยปละละเลยปัญหานี้ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวยังคงอยู่ และคุณภาพชีวิตของคนเมืองจะได้รับผลกระทบต่อไป
โฆษณา