13 ก.ค. เวลา 03:40 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

เรื่องนี้คือตำนาน - :ไอ้ค้างคาวทอง ซุปเปอร์ฮีโร่ตัวแรกของ(โลก)ญี่ปุ่น กับ คามิชิไบ เสียงเคาะไม้ที่เด็กญี่ปุ่นลืมไปแล้ว

" ก๊อก ก๊อก ก๊อก "
เสียงไม้สองชิ้นกระทบกันดังขึ้นกลางตรอกเล็ก ๆ ในย่านที่พักอาศัยของญี่ปุ่นเมื่อเกือบร้อยปีก่อน
"มาแล้ว มาแล้ว"
เด็กคนหนึ่งร้องลั่น ก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าออกจากบ้าน "คามิชิไบมาแล้ว" เขาตะโกนไปสุดซอน เรียกเด็กคนอื่นๆให้ออกมา เพียงไม่กี่อึดใจ เด็กชาย เด็กหญิง ต่างละทิ้งของเล่นในมือ บ้างยังคาบมันหวานอยู่เต็มปาก บ้างสะพายกระเป๋านักเรียนไว้ไม่ทันถอด ต่างวิ่งกรูกันมาที่ชายคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจอดจักรยานคันเก่าไว้ริมถนน
ด้านหลังจักรยานมีตู้หรือกล่องไม้ขนาดเล็กติดอยู่ ด้านหนึ่งของกล่องเปิดออกเป็นเหมือนเวทีะครขนาดเล็กเคลื่อนที่ และที่วางเหนือตู้ไม้คือภาพวาดสีสันสดใสที่ยังไม่มีใครรู้ว่า วันนี้จะเป็นเรื่องของเจ้าชาย นักดาบ ปีศาจ หรือวีรบุรุษผู้ลึกลับ มันก็คือโรงหนังหรือโรงละครเคลื่อนที่คามิชิไบ ความบันเทิงของเด็กญี่ปุ่นยุคก่อนมีโทรทัศน์
นักเล่าเรื่องจัดแจงตั้งจักรยานให้เข้าที่ แล้วหยิบอีกกล่องหนึ่งขึ้นมาวางไว้ มีขนมนานาชนิดอยู่ในนั้น เขาหยิบไม้เคาะขึ้นมาอีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงไม้ผสมกับเสียงตะโกนเชิญชวน "เข้ามาเร็ว ๆ ... วันนี้มีเรื่องใหม่ วีรบุรุษ นักสู้ผู้ปราบอธรรม"
เด็กบางคนควักเงินซื้อขนมจากกล่องหน้ารถจักรยาน เพราะรู้ดีว่า ถ้าอุดหนุนคนเล่าเรื่อง เขาก็จะเริ่มเล่าเสียที และถ้ายิ่งซื้อ เรื่องเล่านั้นจะต่อไปอีกนาน รายได้จากการขายขนมนี่เองคือรายได้หลัก ไม่ใช่ค่าเข้าชม เมื่อผู้ชมพร้อม ชายคนนั้นจึงเปิดประตูตู้ไม้ช้า ๆ แผ่นภาพใบแรกถูกสอดเข้าไปในกรอบ แล้วเรื่องราวก็เริ่มขึ้น
นี่คือ คามิชิไบ หรือ "ละครกระดาษ" สื่อบันเทิงที่เคยครองหัวใจเด็กญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 ถึงต้นทศวรรษ 1950 ก่อนที่โทรทัศน์จะเข้ามาแทนที่ คามิชิไบไม่ใช่หนังสือ และไม่ใช่ละครเวที หากแต่เป็นการเล่านิทานประกอบภาพ ผู้เล่าจะค่อย ๆ ดึงแผ่นภาพออกทีละใบ
จังหวะการดึงภาพแต่ละใบเปรียบเสมือน "การตัดต่อ" ของภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าภาพกำลังเคลื่อนไหว ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงภาพนิ่ง ผู้เล่าเรื่องจะเปลี่ยนเสียงเป็นพระเอก นางเอก ตัวร้าย หรือสัตว์ประหลาด ทำให้ภาพนิ่งดูราวกับมีชีวิต ผู้ชมทั้งหัวเราะ ตื่นเต้น และลุ้นไปกับเรื่องราวที่ดำเนินไปทีละภาพ
สำหรับเด็กญี่ปุ่นในยุคนั้น เสียงเคาะไม้ของคามิชิไบ มีความหมายไม่ต่างจากเสียงดนตรีเปิดรายการโทรทัศน์ในยุคต่อมา มันคือสัญญาณว่าการผจญภัยกำลังจะเริ่มต้น และในบรรดาเรื่องเล่านับพันเรื่องที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป มีฮีโร่ลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะอันน่าขนลุก เขาสวมชุดสีทอง คลุมผ้าสีแดง และมีใบหน้าเป็นกะโหลก
ไม่มีใครคาดคิดว่า วีรบุรุษจากแผ่นกระดาษผู้นี้ จะกลายเป็นต้นกำเนิดของซูเปอร์ฮีโร่ญี่ปุ่นทั้งมวล
เขามีชื่อว่า...ไอ้ค้างคาวทอง โกลเด้นแบต (Golden Bat หรือ Ōgon Bat)
ในแวดวงนักประวัติศาสตร์ซูเปอร์ฮีโร่ หลายคนเชื่อว่าไอ้ค้างคาวทอง อาจเป็น "ซูเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลก" หลายคนคิดว่า Superman คือซูเปอร์ฮีโร่คนแรก (1938) แต่ไอ้ค้างคาวทองถือกำเนิดราวปี 1930–1931 จากคามิชิไบ เร็วกว่าซูเปอร์แมนประมาณ 7-8 ปี
นักประวัติศาสตร์การ์ตูนหลายคนจึงมองว่า หากใช้คำนิยามว่า "ฮีโร่เหนือมนุษย์ที่มีตัวตนประจำ มีเครื่องแต่งกายเฉพาะ และต่อสู้กับความชั่ว" Golden Bat คือซุปเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลกซึ่งไม่ใช่เพียงของญี่ปุ่น เพียงแต่เขาไม่ได้เกิดในหนังสือการ์ตูนแบบอเมริกัน แต่เกิดบนเวทีเล่านิทานข้างถนน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมฮีโร่ญี่ปุ่นยุคแรก ๆ จึงมีความเป็น "นิทาน" มากกว่าฮีโร่แบบอเมริกัน
ซึ่้งทางอเมริกาก็ไม่ยอมเสียหน้า ออกมาบอกว่าซูเปอร์แมนคือซูเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลกตามความหมายของซุปเปอร์ที่แท้จริง เช่น นอกจากเครื่องแต่งกายแล้ว ยังมีพลังพิเศษ มีการปกปิดตัวตนที่แท้จริง ซึ่งกลายเป็นสูตรซูเปอร์ฮีโร่ใช้ตามกันมา แต่ไอ้ค้างคาวทองไม่มีตัวตนที่แท้จริงว มันถือกำเนิดมาก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว และไม่มีเรื่องของตอนกำเนิดด้วย
ทำไมฮีโร่ญี่ปุ่นจึงมีหน้าตาเหมือนตัวร้าย ไอ้ค้างคาวทองดันเป็นหัวกระโหลก น่ากลัว สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของละครคาบูกิและคามิชิไบในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่หน้าตาน่ากลัว ไม่ได้แปลว่าเป็นคนเลวเสมอไป เทพผู้พิทักษ์หลายองค์ก็มีหน้าดุ มีเขี้ยว หรือสวมหน้ากากอสูร เพื่อข่มขวัญปีศาจ แนวคิดนี้ต่อมาปรากฏอีกครั้งในฮีโร่หลายคน เช่น คาเมนไรเดอร์ยุคแรกที่มีดวงตาแมลงและปากคล้ายตั๊กแตน ซูเปอร์ฮีโร่บางคนหัวเป็นสิงห์ เป็นเสือ เป็นไก่ ฯลฯ
ไอ้ค้างคาวทอง ถือกำเนิดขึ้นราวปี ค.ศ. 1930–1931 จากผลงานของนักเล่าเรื่อง อิจิโร ซูซูกิ (Ichirō Suzuki) และนักวาดภาพ ทาเคโอะ นางามัตสึ (Takeo Nagamatsu) พวกเขาสร้างสรรค์ภาพและเรื่องไอ้ค้างคาวทอง และพิมพ์ขายให้นักเล่าเรื่องซื้อไปเล่าทั่วญี่ปุ่น และมีตอนใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา ว่ากันว่าในยุคของการเล่าเรื่องนั้นมีไอ้ค้างคาวทองออกมามากกว่า 400 ตอน แต่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันเป็นภาพไม่กี่ภาพ เพราะมันต่างจากหนังสือที่คนอ่านแล้วก็เก็บแต่คามิชิไบถูกใช้งานเล่าซ้ำอยู่ตลอด จนหาสภาพที่ดีลำบากมาก
ในยุคเดียวกัน คามิชิไบยังให้กำเนิดฮีโร่อีกหลายคน เช่น Prince of Gamma หรือ Prince of Ganma ซึ่งชื่อสะกดแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล เรื่องนี้เป็นเรื่องของเจ้าชายจากต่างดาว ตัวละครเหล่านี้ล้วนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับวงการบันเทิงญี่ปุ่นในเวลาต่อมา
สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์ประกอบที่เราคุ้นเคยในหนังโทคุซัตสึจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นฮีโร่สวมหน้ากาก องค์กรชั่วร้าย นักวิทยาศาสตร์เสียสติ สัตว์ประหลาดขนาดมหึมา หรือแม้แต่การจบเรื่องแบบทิ้งปมให้ติดตามตอนหน้า ล้วนปรากฏอยู่ในคามิชิไบมาก่อนแล้ว เพียงแต่ภายหลังแนวคิดเหล่านี้ถูกพัฒนาต่อยอดเข้าสู่ภาพยนตร์และโทรทัศน์ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จของโทคุซัตสึที่เรารู้จักในปัจจุบัน
เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคโทรทัศน์ในช่วงหลังปี 1953 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป ครอบครัวจำนวนมากทยอยซื้อโทรทัศน์ เด็ก ๆ ที่เคยนั่งล้อมวงอยู่ริมถนน ต่างย้ายเข้าไปนั่งหน้าจอในบ้านแทน อาชีพนักเล่าคามิชิไบจึงค่อย ๆ เลือนหาย หลายคนเปลี่ยนเส้นทางไปทำงานในวงการมังงะ แอนิเมชัน หรือรายการโทรทัศน์ ทำให้ศิลปะการเล่าเรื่องแบบนี้เหลือเพียงความทรงจำ
Golden Bat ไม่ได้หายไปพร้อมกับคามิชิไบ ปลายปี 1950 ตัวละครนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในชื่อ Golden Bat: The Phantom of the Skyscraper หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นผลงานของ โตเอะ(Toei) แต่ความจริงแล้ว ขณะนั้นโตเอะยังไม่ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ ภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดยบริษัท Shin Eiga-sha และจัดจำหน่ายโดยบริษัท Tokyo Eiga Haikyū (Tōhai) บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์รายใหญ่ของญี่ปุ่นในขณะนั้น ก่อนที่ Tōhai จะรวมกับShin Eiga-shaและอีกหลายบริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Toei Company ในวันที่ 1 เมษายน 1951
ด้วยเหตุนี้ หนังปี 1950 จึงมักถูกนับรวมอยู่ในประวัติของโตเอะ แม้ว่าขณะสร้างและออกฉายก่อนบริษัท Toei จะยังไม่มีตัวตนก็ตาม
ส่วนเวอร์ชันที่แฟนหนังรู้จักกันดีที่สุด คือ Golden Bat (1966) ซึ่งสร้างโดยโตเอะอย่างเต็มรูปแบบ กำกับโดยฮาจิเมะ ซาโตะและนำแสดงโดยตำนาน ซอนนี่ ชิบะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในช่วงเวลาเดียวกับที่กระแสฮีโร่โทรทัศน์กำลังเฟื่องฟู โดยเฉพาะช่วงที่อุลตร้าแมนเริ่มได้รับความนิยม จึงเปรียบเสมือนการปลุกตำนานฮีโร่ยุคคามิชิไบให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ต่อมาในปี 1967 Golden Bat ยังถูกสร้างเป็นแอนิเมชันโทรทัศน์ ผลิตโดย Tele-Cartoon Japan ถือเป็นการนำฮีโร่ระดับตำนานก้าวเข้าสู่ยุคโทรทัศน์อย่างเต็มตัว
เหตุผลที่ โตเอะให้ความสนใจกับไอ้ค้างคาวทองก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถึงกลางทศวรรษ 1960 บริษัทกำลังมองหาฮีโร่ที่เด็กญี่ปุ่นรู้จักอยู่แล้ว เพื่อนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ก่อนจะเริ่มพัฒนาฮีโร่ต้นฉบับของตนเอง
จากนั้นโตเอะก็ทยอยสร้างฮีโร่ชื่อดังอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น หน้ากากเจ็ดสี (7-Colored Mask),ผู้ส่งสารของอัลลอฮ์ (Messenger of Allah เรื่องนี้ไม่เคยเข้าฉายในไทย ซอนนี ชิบะแสดงเป็นนักสืบญี่ปุ่นที่ไปเมืองคาบายัน เมืองสมมติในตะวันออกกลางสามารถแปลงกลางเป็นซูเปอร์ฮีโร่โพกผ้าสู้เหล่าร้าย ตัวนี้เป็นต้นแบบของยอดมนุษย์สายรุ้ง ),เงาแดง(Akakage) ก่อนที่ในที่สุดจะก้าวเข้าสู่ยุคทองของโทคุซัตสึด้วย Kamen Rider และ ขบวนการเซนไต
เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นได้ว่าไอ้ค้างคาวทองไม่ใช่เพียงฮีโร่รุ่นบุกเบิกธรรมดา หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมฮีโร่ญี่ปุ่นทั้งหมด ตั้งแต่ยุคคามิชิไบ ภาพยนตร์ มังงะ จนถึงโทรทัศน์ สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ไอ้ค้างคาวทองจะผ่านการดัดแปลงมาหลายยุค แต่แทบไม่มีใครกล้าเปลี่ยนใบหน้าหัวกะโหลกของเขา เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้ชมจดจำได้ทันที
ทุกครั้งที่เราเห็นฮีโร่สวมหน้ากากต่อสู้กับสัตว์ประหลาด หรือจบตอนด้วยปริศนาให้ติดตามในสัปดาห์หน้า อาจไม่รู้ตัวเลยว่า แนวคิดเหล่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เด็ก ๆ ญี่ปุ่นนั่งล้อมวงฟังชายคนหนึ่งเล่านิทานอยู่ริมถนน เมื่อเกือบร้อยปีก่อน
และหนึ่งในฮีโร่ที่จุดประกายจินตนาการเหล่านั้นก็คือ ไอ้ค้างคาวทองผู้เป็นบรรพบุรุษของฮีโร่ญี่ปุ่นทั้งมวลนั่นเอง และถึงแม้จะไม่ได้รับการยอมรับอย่างไร้ข้อโต้แย้งว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลก แต่ถ้าไอ้ค้างคาวทองบอกว่าตนเองคือซูเปอร์ฮีโร่คนทื่สองของโลก ก็หามีซูเปอร์ฮีโร่คนใดกล้าบอกว่าตนเองเกิดก่อนไอ้ค้างคาวทองได้
#ประวัติศาสตร์โทคุซัตสึ ตอนที่ 3
โฆษณา