14 ก.ค. เวลา 07:46 • หนังสือ

บทที่ 232

เมื่อไร้ซึ่งพลังชะตาอันมหาศาลของจวนเจิ้นกั๋วกงคอยเกื้อหนุน โชควาสนาของจี้หนานเคอเองก็ค่อย ๆ เสื่อมถอยลง นางผู้เคยเป็น "สตรีผู้มีชะตาแห่งสวรรค์" บัดนี้ดูจะไม่อาจมอบวาสนาให้เซี่ยจิ่งได้มากดังเดิม
บางเรื่อง...ก็ควรเริ่มลงมือได้แล้ว
เช่น เรื่องของตระกูลจี้...และกู้เหยี่ยน...
ชะตาฟ้าถูกกำหนดไว้แล้ว
ไม่มีอะไรให้น่าดูอีก
“คุณชาย พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ ปลาแผ่นอบกุหลาบของที่นี่อร่อยมาก”
“ท่านช่วยดูเจ้าแมวด้วย อย่าให้มันมาแย่งข้ากินก็พอ”
เบื้องล่างเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าวุ่นวายและเสียงหอบหายใจ
“หมอมาแล้ว! หมอมาแล้ว!”
บนถนนที่ตั้งของโรงงิ้วเซียงซีมีโรงหมออยู่พอดี ไม่นานเหล่าองครักษ์ก็พาหมอมาถึง
เมื่อเห็นภาพน่าสยดสยองภายในโถงใหญ่ หมอถึงกับตกใจ รีบอุ้มกล่องยาเข้าไปตรวจอาการ
จับชีพจรคนนี้ที จับชีพรอีกคนที เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ใจจริงอยากบอกว่าเกินกำลังรักษา แต่เมื่อได้ยินคำเรียกขานว่า "องค์ชาย" "องค์หญิง" ก็รู้ว่าล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์ จึงได้แต่พยายามห้ามเลือดไว้ก่อน ประคองชีวิตไว้ให้ถึงที่สุด
โชคดีที่ไม่นานนัก หมอหลวงก็ตามมาถึง
ชาวบ้านที่ยืนอยู่บนถนนต่างชะเง้อคอมอง พลางซุบซิบกันไม่หยุด
แม้เซี่ยจิ่งจะสั่งห้ามผู้คนในโรงงิ้วออกไป แต่ก็ไม่อาจปิดข่าวลือได้ กระดาษฎีกาฟ้องร้องจำนวนมากถูกส่งถึงเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้
ฮ่องเต้เดินวนไปมาด้วยความกระวนกระวาย สุดท้ายจึงตัดสินพระทัยปลอมพระองค์ออกจากวัง
เจาหยางถูกเคลื่อนย้ายกลับไปยังจวนองค์หญิงแล้ว ส่วนกงไห่บาดเจ็บหนักยิ่งกว่า เซี่ยจิ่งจึงพาตัวเขาไปยังจวนองค์หญิงด้วย เพื่อให้หมอหลวงเฝ้าดูแลทั้งสองคนพร้อมกัน ไม่ต้องวิ่งไปมาสองแห่ง
เมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้เสด็จมาถึง เซี่ยจิ่งก็รีบออกไปถวายการต้อนรับทันที
“เจาหยางเป็นอย่างไรบ้าง”
“เสด็จพ่อ หมอหลวงบอกว่าหากคืนนี้ผ่านพ้นไปได้ ก็น่าจะรักษาชีวิตไว้ได้ ส่วนท่านกง...”
เซี่ยจิ่งชะงักไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่ออย่างยากลำบาก
“ท่านกงยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ต่อจากนี้...คงไม่ต่างจากขันทีในวังอีกแล้ว”
ฮ่องเต้ยกมือกดขมับอย่างอ่อนแรง
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“มีคนถวายฎีกาฟ้องว่าพี่หญิงใหญ่ของเจ้ารังแกผู้คน ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ฟุ่มเฟือยเสเพล เรื่องนี้จริงหรือไม่”
เซี่ยจิ่งจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
ตอนอยู่ในห้องรับรอง เขาได้ฟังคำแนะนำของจี้หนานเคอ
นางบอกว่า ไม่ว่าอย่างไรเจาหยางก็เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของเขา หากเข้าข้างกงไห่ก็เท่ากับช่วยคนนอกมารังแกพี่สาว
แต่ถ้าเข้าข้างเจาหยาง ก็จะล่วงเกินกงไห่โดยสิ้นเชิง
แม้กงไห่อาจถูกปลดจากตำแหน่ง แต่เขาก็เป็นผู้บัญชาการกองทัพองครักษ์มาหลายปี มีบารมีสูงในกองทัพ และสนิทกับขุนนางฝ่ายบู๊ไม่น้อย
หากต้องทำให้เขาไม่พอใจเพียงเพราะนักแสดงงิ้วคนหนึ่ง ย่อมไม่เป็นผลดีต่ออนาคตของเซี่ยจิ่ง
เมื่อตรองดูแล้ว เซี่ยจิ่งก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงไม่ได้ออกไปห้าม
แต่ตอนนี้...จะเสียใจไปก็สายเกินไปแล้ว
เขาพูดตะกุกตะกักว่า
“ลูกคิดว่า...เรื่องนี้น่าอับอายเกินไป หากลูกออกไป ไม่ว่าจะห้ามหรือแยกทั้งสองออกจากกัน ก็จะยิ่งทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะราชวงศ์”
“ลูกคิดว่าพวกเขาคงแค่ทะเลาะกันไม่กี่คำเท่านั้น”
เขาเหลือบมองสีพระพักตร์ของฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง น้ำเสียงค่อย ๆ แผ่วลง
1
“พี่หญิงใหญ่กับท่านกงต่างก็แย่งชิงนักแสดงงิ้วผู้นั้นมาตั้งนานแล้ว ทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้กันดี”
“ลูกไม่คิดเลยว่าพี่หญิงใหญ่จะผลักท่านกงตกบันได แล้วยัง...ยังเหยียบ...ตรงนั้นของเขา...”
เซี่ยจิ่งก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
“เป็นลูกเองที่จัดการเรื่องนี้ได้ไม่เหมาะสม”
“แล้วนักแสดงงิ้วคนนั้นเล่า”
“นักแสดงงิ้ว...ลูกไม่ได้พาตัวมาด้วย”
ความจริงแล้ว ก่อนเจาหยางจะหมดสติ นางกำชับเขาไว้ว่า ห้ามส่งตัวเซ่อเซ่อให้ผู้ใด
เขาเองก็ยังเกรงกลัวพี่สาวผู้นี้อยู่ไม่น้อย
ฮ่องเต้มีสีหน้าหม่นหมอง ไม่ตรัสสิ่งใด
พระองค์ทอดพระเนตรอาการของเจาหยางและกงไห่ด้วยพระองค์เอง จนกระทั่งยามสาม หมอหลวงจึงกราบทูลว่า เจาหยางรอดชีวิตมาได้หวุดหวิด
แต่คมมีดแทงทะลุมดลูก ต่อไปภายหน้าคงยากจะมีบุตร
ส่วนอาการของกงไห่หนักยิ่งกว่า
ขันทีในวังส่วนใหญ่ถูกตอนตั้งแต่อายุยังน้อย แผลจึงสมานได้ง่ายกว่า
แต่กงไห่อายุเกินห้าสิบปีแล้ว แม้จะไม่ถึงแก่ชีวิต ทว่าก็มีไข้สูงต่อเนื่องไม่หยุด
ฮ่องเต้ปวดพระเศียรจนแทบแตก
เห็นว่าใกล้ถึงเวลาเสด็จออกว่าราชการแล้ว จึงมีรับสั่งเรียกเสิ่นซวี่เข้าวัง
สายสืบของโรงบูรพามีอยู่ทั่วเมืองหลวง ข้อมูลที่เสิ่นซวี่นำมาจึงละเอียดและแม่นยำยิ่งกว่า
ต่อให้ฮ่องเต้ไม่อยากยอมรับ ก็จำต้องเชื่อเสียทีว่า
พระธิดาของพระองค์...โง่เขลาได้ถึงเพียงนี้จริง ๆ
เพียงเพราะนักแสดงงิ้วคนเดียว ถึงกับพาคนไปทุบทำลายโรงงิ้วอย่างเปิดเผย ราวกับกลัวว่าคนทั้งเมืองจะไม่รู้
“โง่สิ้นดี”
แต่ถึงจะโง่...นั่นก็ยังเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของพระองค์
เป็นบุตรคนแรกของพระองค์
แม้ตอนแรกที่ประสูติ พระองค์จะเคยผิดหวังที่เป็นธิดา ไม่ใช่โอรส มิฉะนั้นคงได้เป็นพระราชนัดดาองค์โตของฮ่องเต้องค์ก่อนแล้ว
กระนั้น นางก็ยังเป็นเด็กน้อยที่พระองค์เฝ้ามองการเติบโตมาตั้งแต่ยังเป็นก้อนน้อย ๆ
เมื่อเสด็จออกจากจวนองค์หญิง ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะตรัสขึ้นกะทันหันว่า
“อาซวี่ เจ้าคิดว่า...ข้าควรทำอย่างไรดี”
จะไม่ลงโทษก็ไม่ได้ แต่จะลงโทษอย่างไรดี
กงไห่บาดเจ็บหนักกว่า แถมยังบาดเจ็บในจุดนั้น อีกทั้งเจาหยางก็เป็นฝ่ายลงมือก่อน
หากจับกงไห่เข้าคุกหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
ต่อหน้าผู้คนมากมาย ต่อให้ทรงลำเอียงเพียงใด ก็ไม่อาจโยนความผิดทั้งหมดให้กงไห่ได้
หากเพียงเจาหยางเลือกไปก่อเรื่องในที่ลับตาคน พระองค์ยังพอจะปกป้องนางได้บ้าง
“ฝ่าบาท”
เสิ่นซวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ให้ท่านหญิงใหญ่รีบเข้าพิธีสมรสเสียโดยเร็ว...ทรงเห็นว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เย็นเยียบลงทันที ดวงพระเนตรคมกริบทอดมองใบหน้าของเขา
“ฝ่าบาท องค์หญิงใหญ่เป็นฝ่ายทำร้ายผู้อื่นก่อน...”
“พระองค์...ทรงตัดพระทัยลงโทษนางได้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เสิ่นซวี่ไม่มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ขนตายาวของเขาสั่นไหวแผ่วเบา ก่อนเอ่ยต่ออย่างไม่รีบร้อน
“แม้ท่านกงจะทำร้ายองค์หญิงใหญ่ แต่ก็มีเหตุผลอันสมควร ฝ่าบาท...พระองค์จะทรงลงโทษเขาได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านกงอยู่ในกองทัพองครักษ์มานานกว่าสิบปี คนทั้งกองทัพต่างยึดถือคำสั่งของเขาเป็นหลัก หากฝ่าบาททรงเอาผิดเขาอย่างแข็งกร้าว เกรงว่าท่านกงคงเกิดความคับแค้นใจเป็นแน่”
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยเงียบ ๆ แววพระเนตรอ่อนลงกว่าเดิม
วันนี้พระองค์เสด็จออกนอกวังโดยปลอมพระองค์ จึงมิได้ใช้ราชรถมังกร
เมื่อเสด็จขึ้นรถม้าแล้ว จึงตรัสกับเสิ่นซวี่ว่า
“เจ้าก็ขึ้นมาด้วย”
ภายในรถม้ากว้างขวางและหรูหรายิ่ง ต่อให้นั่งเจ็ดแปดคนก็ยังเหลือเฟือ
เสิ่นซวี่ยกชายเสื้อคลุมขึ้น ก้าวขึ้นรถอย่างสงบนิ่ง
ครั้นนั่งลงแล้ว เขาก็กล่าวต่อ
“ท่านกงยังไม่มีบุตรสืบสกุล”
กงไห่แต่งภรรยาหลวงมาแล้วถึงสามคน แต่กลับไม่มีลูกหลงเหลือแม้แต่คนเดียว
บัดนี้ยังถูกเจาหยางเหยียบจนหมดสิ้นความเป็นชาย
หากเป็นผู้ใด ก็คงอยากบีบคอนางให้ตาย
กงไห่จะลงโทษหนักไม่ได้
มิฉะนั้นอาจผลักดันให้เขาก่อกบฏเสียก็เป็นได้
เมื่อนึกเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็พยักหน้าช้า ๆ
ข้อเสนอของเสิ่นซวี่...นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดจริง ๆ
ให้เจาหยางรีบแต่งเข้าจวนสกุลกง แล้วขังทั้งสองไว้ในจวนเสียให้สิ้นเรื่อง จะได้ยุติข่าวลือที่แพร่สะพัด
หากทั้งสองคืนดีกัน ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสงบ วันหน้าค่อยรับเด็กจากสายสกุลใกล้ชิดมาเป็นบุตรบุญธรรมของกงไห่ ก็ยังถือว่าสืบทอดสายตระกูลได้
แต่หากยังคงฆ่าฟันทะเลาะเบาะแว้งเช่นนี้...
ฮ่องเต้กัดฟันตัดสินพระทัย
ก็ให้ถือเสียว่า...
พระองค์ยกลูกสาวคนหนึ่งชดใช้ให้เขาแล้ว
เมื่อเทียบกับความมั่นคงของแผ่นดิน เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ
อย่างมากก็เพียงส่งองครักษ์ติดตามเจาหยางไปอีกหลายคน อย่างน้อยเวลาทะเลาะกัน นางจะได้ไม่เสียเปรียบ
“ให้อ้างเหตุว่าเพื่อสะเดาะเคราะห์ รีบจัดพิธีสมรสให้เร็วที่สุด”
“ฮวงจุ้ยของจวนองค์หญิงไม่เป็นมงคล ไม่เหมาะแก่การพักฟื้นขององค์หญิงใหญ่ หลังแต่งงานแล้ว ให้องค์หญิงใหญ่ย้ายเข้าไปอยู่จวนสกุลกง”
“กงไห่แทงองค์หญิง ถือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ แต่เห็นแก่ความชอบที่ผ่านมา จึงยกเว้นโทษประหาร ทว่าความผิดยังต้องรับโทษ”
“อาซวี่ หลังองค์หญิงใหญ่แต่งเข้าไปแล้ว เจ้าจงให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรปิดล้อมจวนสกุลกง กักบริเวณทั้งสองคนไว้ในจวน”
ที่อาซวี่พูด...ถูกต้องที่สุด
กงไห่อยู่ในสำนักผู้บัญชาการทหารทั้งห้ามานานเกินไป
นานเสียจนกองทัพองครักษ์เชื่อฟังคำสั่งของเขาเพียงผู้เดียว
หากกักตัวเขาไว้ ต่อให้มีความสามารถเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไป อิทธิพลของเขาในกองทัพย่อมค่อย ๆ เลือนหายไปเอง
พระองค์ยกเว้นโทษฐานลอบทำร้ายองค์หญิงให้เขาแล้ว
ยังยกองค์หญิงคนหนึ่งเป็นภรรยาให้เขาอีก
ต่อให้ผู้ใด ก็ไม่อาจกล่าวหาว่าพระองค์ใช้คนเสร็จแล้วถีบหัวส่ง
หลี่เต๋อซุ่นคุกเข่าเงียบอยู่ด้านข้าง ไม่กล่าวสิ่งใด
ฮ่องเต้ทรงเป็นผู้มีพระทัยเย็นชาเสมอ
ต่อให้เมื่อก่อนจะทรงโปรดปรานองค์หญิงใหญ่เพียงใด หากถึงเวลาจะทอดทิ้ง ก็ทรงทำได้โดยไม่ลังเล
เมื่อไร้การคุ้มครองจากฮ่องเต้ อีกทั้งยังห้ามกลับไปอยู่จวนองค์หญิง
หลังจากทำร้ายกงไห่ถึงเพียงนั้น ชีวิตในภายหน้าของนาง...
หลี่เต๋อซุ่นแทบมองเห็นภาพได้เลยว่า
จวนสกุลกงในอนาคต...คงจะ “ครึกครื้น” ไม่น้อย
ฮ่องเต้ยกมือกดขมับอีกครั้ง
1
“ตำแหน่งรองผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายแห่งสำนักผู้บัญชาการทหารทั้งห้าว่างลงแล้ว ใครเหมาะจะรับตำแหน่ง”
“ฝ่าบาททรงเห็นว่าซื่อจื่อแห่งจิ้นอ๋องเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“ฉี่อวิ๋นหรือ”
เซี่ยฉี่อวิ๋นทำให้ชายแดนตะวันตกวุ่นวายเสียจนบ้านเมืองปั่นป่วน ถึงขั้นประชาชนลุกฮือต่อต้านทางการ
เขาจะมีความสามารถพอรับตำแหน่งรองผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายได้อย่างไร
“ฝ่าบาท โปรดอภัยที่กระหม่อมพูดตรง ๆ”
น้ำเสียงของเสิ่นซวี่ราบเรียบ แฝงแรงชักจูงอย่างประหลาด
“ซื่อจื่ออยู่ไกลถึงชายแดนตะวันตก พระองค์จึงไม่อาจควบคุมจิ้นอ๋องได้”
“หลายปีมานี้ จิ้นอ๋องปฏิเสธไม่ยอมให้ซื่อจื่อกลับเมืองหลวง”
“แต่บัดนี้ ทั้งมีศึกภายนอก อีกทั้งตำแหน่งสำคัญก็ว่างลงพอดี จิ้นอ๋องย่อมต้องหวั่นไหว”
“พระองค์จะได้รวบอำนาจชายแดนตะวันตกกลับคืนมา”
“อีกทั้งเปลี่ยนแม่ทัพใหญ่เสียใหม่ ก็ยังช่วยระงับความไม่สงบของประชาชนได้”
“เรื่องเดียว...ได้ประโยชน์ถึงสามทาง”
ฮ่องเต้ใช้นิ้วเคาะหยกประดับที่ห้อยพระภูษาเบา ๆ พลางพึมพำ
“...ให้ข้าคิดดูก่อน”
เสิ่นซวี่รู้จักฮ่องเต้ดีนัก
เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนี้ แสดงว่าพระทัยเริ่มเอนเอียงแล้ว
และก็เป็นเช่นนั้นจริง
แม้ประทับบนบัลลังก์มังกรในท้องพระโรง ฮ่องเต้ก็ยังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ตลอด
กิจธุระราชการวันนั้นมีอยู่สองเรื่อง
เรื่องแรก คือฎีกาฟ้องร้ององค์หญิงใหญ่และกงไห่
เหล่าขุนนางต่างเดือดดาล พร้อมใจกันเรียกร้องให้ลงโทษอย่างหนัก
แต่เมื่อฮ่องเต้ประกาศพระราชดำริของพระองค์
ทั่วทั้งราชสำนักก็พลันเงียบงัน
ราวกับทุกคนถูกทำให้ตกตะลึง
ไม่มีผู้ใดคัดค้านแม้แต่คนเดียว
ฮ่องเต้แอบถอนพระทัยอย่างโล่งอก
โชคดีที่ฟังอาซวี่
ไม่เช่นนั้น วันนี้คงต้องถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น
ฮ่องเต้มีรับสั่งให้กรมพิธีการจัดเตรียมงานอภิเษกภายในสามวัน
ต้องให้องค์หญิงใหญ่เข้าพิธีสมรสโดยเร็วที่สุด
ส่วนเรื่องที่สอง...
ย่อมเป็นเรื่องชายแดนตะวันตก
ยังไม่ทันหารือได้กี่ประโยค
ราชสำนักก็แตกเป็นสองฝ่ายอีกครั้ง
ทุกคนต่างเรียกร้องให้ซื่อจื่อแห่งจิ้นอ๋องปลิดชีพตนเอง เพื่อระงับความโกรธแค้นของประชาชน
หากความแค้นของราษฎรไม่คลี่คลาย
ชายแดนตะวันตกก็ไม่มีวันสงบ
ไม่ว่าจะเพื่อบ้านเมืองหรือประชาชน
ซื่อจื่อแห่งจิ้นอ๋องก็ควรใช้ความตายไถ่โทษ
สีหน้าของจิ้นอ๋องซีดขาวอย่างน่ากลัว
เขาเหลือบมองเสิ่นซวี่ ซึ่งยืนอยู่แถวหน้าสุดของท้องพระโรงอยู่เป็นระยะ
ในที่สุด เสิ่นซวี่ก็เมตตา พยักหน้าให้อย่างแผ่วเบา
หัวใจที่แขวนอยู่ของจิ้นอ๋องจึงค่อยคลายลง
“จิ้นอ๋อง”
ฮ่องเต้ทรงเอ่ยเรียก
“กระหม่อมอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นอ๋องก้าวออกมากลางท้องพระโรงหนึ่งก้าว
ใต้ดวงตาของเขาคล้ำดำ ราวกับไม่ได้หลับมาหลายคืน
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาพลางครุ่นคิด
เซี่ยฉี่อวิ๋นเป็นบุตรชายสายตรงเพียงคนเดียวของจิ้นอ๋อง
1
จิ้นอ๋องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเขา
ไม่ต่างจากที่พระองค์ฝากความหวังไว้กับจิ่งเอ๋อร์
หากพระองค์บีบบังคับให้ซื่อจื่อต้องตายเพื่อไถ่โทษ
เพื่อรักษาชีวิตบุตรชายไว้
จิ้นอ๋องย่อมต้องหยิบยก “เรื่องนั้น” ขึ้นมาข่มขู่พระองค์อีกครั้ง
ความอดทนและการปล่อยปละของพระองค์ในอดีต
ได้หล่อเลี้ยงความทะเยอทะยานของจิ้นอ๋องให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
หากเรียกซื่อจื่อกลับเมืองหลวง ให้ทั้งครอบครัวอยู่ใต้สายพระเนตรของพระองค์
จึงจะสามารถควบคุมและถ่วงดุลพวกเขาไว้ได้.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5508b40932e11897cf350e
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5508e52a81f77646f46542
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา