14 ก.ค. เวลา 07:49 • การศึกษา

บทที่ 234

ซ่งโส่วฝู่ทอดถอนใจแผ่วเบา
องค์ชายสามทำให้เขาผิดหวังมากขึ้นทุกที ต่อให้พระองค์จะไม่เชื่อเรื่องแผ่นดินไหวในเดือนแปด แต่ราชกิจบ้านเมืองเรื่องไหนเล่าที่ไม่เร่งด่วน เรื่องไหนเล่าที่ไม่สำคัญ ทว่าไม่เคยได้ยินองค์ชายสามเอ่ยถามไถ่แม้แต่คำเดียว จนถึงเวลานี้ สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของพระองค์กลับเป็นเรื่องรับอนุภรรยา
ดวงตาของเซี่ยอิ้งเฉินลึกล้ำ สีหน้าสงบนิ่ง แต่ปลายเสียงทุ้มต่ำกลับแฝงแรงกดดันที่มองไม่เห็น ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยราวกับค้อนหนักกระแทกลงบนหัวใจของซ่งโส่วฝู่ จนหัวใจของเขาสั่นสะท้าน
“ผู้ครองบัลลังก์ที่ขึ้นครองราชย์โดยไม่ชอบธรรม ย่อมนำมาซึ่งภัยพิบัติฟ้าดินไม่ขาดสาย เป็นการเตือนจากสวรรค์”
ขึ้นครองราชย์โดยไม่ชอบธรรม!?
ซ่งโส่วฝู่คิดในใจ เซี่ยอิ้งเฉินกำลังสงสัยเรื่องพระราชโองการลับของฮ่องเต้องค์ก่อนจริงด้วย
เซี่ยอิ้งเฉินกล่าวเรียบ ๆ ว่า
“ครั้งหนึ่งฮ่องเต้องค์ก่อนเคยตรัสเรียกท่านโส่วฝู่ว่า เสาหลักของแผ่นดิน เมื่อหกปีก่อน ท่านเคยเกลี้ยกล่อมข้าว่า จงถือเอาใต้หล้าเป็นสำคัญ”
“ถ้าเช่นนั้น วันนี้ข้าก็อยากตอบท่านด้วยคำเดิม...”
“จงถือเอาใต้หล้าเป็นสำคัญ”
“หากเลือกผู้สืบราชบัลลังก์ที่ไม่เหมาะสมเช่นฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน ซ่งโส่วฝู่...ท่านยังคู่ควรกับความไว้วางพระราชหฤทัยของฮ่องเต้องค์ก่อนหรือ?”
เสาหลักของแผ่นดิน...
ฮ่องเต้องค์ก่อนเคยตรัสเช่นนั้นจริงหรือ?
“ฝ่าบาท... กระหม่อม... กระหม่อมไม่คู่ควรพ่ะย่ะค่ะ...”
ซ่งโส่วฝู่กลั้นสะอื้น น้ำตาแห่งความชราหลั่งรินไม่ขาดสาย
เขารีบก้มหน้าลง ไม่ยอมให้ผู้ใดเห็น
ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันมีพระปรีชาสามารถจำกัด เขาพยายามประคับประคองราชสำนักมาโดยตลอด หวังเพียงว่าจะช่วยได้อีกสักหลายปี หากได้เห็นผู้สืบราชบัลลังก์ที่มีสติปัญญา มีคุณธรรม และมีความสามารถ ต่อให้ตายเขาก็จะจากโลกนี้ไปอย่างหมดห่วง
แต่องค์ชายสามนั้น...
หาใช่เพียงสติปัญญาไม่พอเท่านั้น
พระองค์ถึงขั้นไร้ความมุ่งมั่น ราวกับกำลังนั่งรอให้ผู้คนแต่งตั้งขึ้นเป็นรัชทายาทเท่านั้นเอง
ครั้งเดียวที่คิดจะผูกไมตรีกับเขา ก็ยังเป็นเพราะเว่ยกั๋วกงสั่งให้ทำ
ส่วนคุณชายเฉิน...
สิ่งที่เขาทำนั้นไม่อาจเรียกว่า “ดึงพวก” ได้อีกต่อไป
เขากำลังบอกอย่างเปิดเผยว่า...
จงสวามิภักดิ์!
เซี่ยอิ้งเฉินสบตาเขาตรง ๆ แววตาอ่อนโยนคู่นั้นกลับราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ซ่งโส่วฝู่เผลอเกร็งไหล่ทั้งสองข้างแน่นโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น เซี่ยอิ้งเฉินก็ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า
“ท่านโส่วฝู่ เรื่องให้ท่านเป็นแม่สื่อนั้น ข้าขอร้องด้วยความจริงใจ”
ร่างของซ่งโส่วฝู่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เขาถอนหายใจยาว เหงื่อเม็ดเล็กผุดเต็มหน้าผาก
เพียงสนทนาไม่กี่ประโยค...
กลับทั้งให้พระคุณและสำแดงอำนาจไปพร้อมกัน
ซ่งโส่วฝู่รีบตอบ
“ย่อมได้ ไม่ทราบว่าคุณชายใหญ่เลือกฤกษ์ไว้เมื่อใด?”
“ยังไม่ได้เลือกวันมงคล อีกสองสามวันข้าจะไปเชิญท่านโส่วฝู่กับฮูหยินด้วยตนเอง”
ไปเชิญด้วยตนเอง
ซ่งโส่วฝู่เข้าใจความหมายของประโยคนี้ดี
อีกฝ่ายกำลังให้เวลาเขา...ได้คิดให้ถี่ถ้วน
จงถือเอาใต้หล้าเป็นสำคัญ...
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากันนั้น ม้าศึกสองตัวก็ทะยานออกจากประตูอู่เหมินด้วยความเร็วสุดกำลัง ลมแรงที่พัดตามแรงม้าทำให้ชายอาภรณ์ปลิวสะบัด
องครักษ์ที่ควบม้าทั้งสองถือพระราชโองการ มุ่งหน้าไปยังชายแดนตะวันตกด้วยการส่งสารด่วนระยะทางแปดร้อยลี้
นอกจากนั้น ฮ่องเต้ยังส่งสาส์นลับทางนกพิราบไปยังชายแดนตะวันตกอีกฉบับ มีรับสั่งให้เจียงโหย่วเจิ้งรับหน้าที่แม่ทัพใหญ่ชายแดนตะวันตกโดยเร็ว เพื่อระงับความวุ่นวายของราษฎร
ส่วนพระราชโองการที่มีต่อองค์หญิงเจาหยาง หลี่เต๋อซุ่นเป็นผู้ไปประกาศด้วยตนเอง
ทันทีที่เจาหยางฟื้นขึ้นมา ก็ได้ยินว่าตนจะต้องแต่งงานกับกงไห่ในทันที นางจึงร้องโวยวาย ไม่ยอมรับพระราชโองการ จนบาดแผลที่ยังไม่หายดีปริแตกอีกครั้ง
เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบข่าว ความลังเลเฮือกสุดท้ายก็หายไปสิ้น
พระองค์มีรับสั่งตรงไปยังกระทรวงพิธีการว่า ไม่ต้องสนใจว่าบาดแผลจะหายหรือไม่ ฤกษ์มงคลจะพลาดไม่ได้
งานแต่งจึงถูกจัดขึ้นอย่างรีบเร่งและฉับไว
เพียงเกี้ยวเจ้าสาวคันเดียวก็รับตัวทั้งสองเข้าไปยังจวนสกุลกง
ฮ่องเต้ยังทรงทำตามที่รับปากไว้ พระราชทานองครักษ์สิบคนเป็นสินเดิมให้องค์หญิงเจาหยาง
หลังจากนั้นไม่นาน หน่วยองครักษ์เสื้อแพร (จิ่นอีเว่ย) ก็สร้างกำแพงสูงอีกชั้นติดกับกำแพงจวนสกุลกง
เหตุการณ์ต่อเนื่องทั้งหมดนี้ทำให้คนทั้งเมืองหลวงต่างตะลึงงัน
องค์หญิงใหญ่กับกงไห่กลับสร้างความเสียหายให้กันเองเพราะนักแสดงงิ้วคนหนึ่ง จนจบลงอย่างย่อยยับทั้งคู่
เรื่องนี้สนุกยิ่งกว่าละครงิ้วเสียอีก
หลายคณะงิ้วฉวยโอกาสนี้ รีบแต่งบทละครเรื่องใหม่กันอย่างคึกคัก
ส่วนพวกนักเล่านิทานในโรงน้ำชา ก็มีเรื่องเล่าชุดแล้วชุดเล่า ผู้คนพากันล้อมวงฟังแน่นขนัดทุกแห่ง
ฉงฟางออกไปทำธุระแทนกู้จือจั๋ว แวะไปยังจวนของตระกูลหวังในเมืองหลวง เพื่อสอบถามว่าคุณชายผู้พี่ลูกผู้พี่ส่งข่าวมาหรือยัง จะเดินทางมาถึงเมื่อใด พร้อมทั้งตรวจดูปริมาณน้ำแข็งที่เก็บไว้ในจวน
ขากลับนางได้เห็นเหตุการณ์ครึกครื้นเต็มเมือง จึงกลับมารายงานทุกอย่างอย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มกว้างพลางหยิบหนังสือเรื่องเล่าสองเล่มออกมา
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ นี่คือเรื่องเล่าที่เพิ่งออกใหม่ในตลาด บ่าวต่อแถวตั้งนานกว่าจะซื้อมาได้เจ้าค่ะ”
กู้จือจั๋วรับเล่มหนึ่งมา พลิกอ่านอย่างรวดเร็ว
เรื่องเล่าเล่มนี้เขียนถึงองค์หญิงแห่ง “ราชวงศ์ก่อน” กับแม่ทัพใหญ่แห่ง “ราชวงศ์ก่อน”
แต่ช่วงสำคัญตอนหนึ่ง...
กลับถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เจาหยางกับกงไห่ทะเลาะกันในโรงงิ้วเซียงซี พร้อมคำพูดทุกประโยค
เหมือนจริงทุกคำ ไม่ผิดแม้แต่คำเดียว
คนเขียนเรื่องเล่าจะต้องอยู่ในโรงงิ้ววันนั้นแน่นอน!
ฉงฟางพูดอย่างอารมณ์ดี
“บ่าวยังได้ยินอีกว่า คราวนี้บ่อนพนันกวาดเงินไปมหาศาล เพราะสุดท้ายไม่มีใครแย่งชิงใครสำเร็จ เจ้าของบ่อนกินเรียบเจ้าค่ะ”
“พวกนักพนันหลายคนเสียจนเหลือแต่กางเกงตัวเดียว ยังพากันไปยืนด่าหน้าจวนสกุลกง ตะโกนให้สองคนนั้นคืนเงินอีกด้วย”
“น่าสนุกจริง ๆ เจ้าค่ะ”
กู้จือจั๋วโบกพัดกลมเบา ๆ หัวเราะจนตัวโยน ลักยิ้มข้างแก้มปรากฏขึ้นราง ๆ อย่างน่ามอง
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ”
ซื่อสือรายงานมาจากระเบียง
“ของทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยแล้ว รถม้ารออยู่ที่ประตูอี๋เหมินเจ้าค่ะ”
“ไปกันเถอะ”
กู้จือจั๋วถือพัดกลมเดินออกจากเรือน ฉิงเหมยย้อนกลับเข้าไปหยิบห่อผ้าหนึ่งห่อ ส่วนฉงฟางก็ยกปิ่นโตบนโต๊ะแปดเซียนติดมือไปด้วย
ครั้งนี้กู้จือจั๋วยังคงขี่ม้า ส่วนสัมภาระทั้งหมดบรรทุกไว้บนรถม้า
นางรู้สึกคันไม้คันมืออยากดูความครึกครื้น จึงตั้งใจอ้อมไปทางถนนจูเชวี่ย
ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนคึกคัก
ทุกโรงน้ำชาล้วนแน่นขนัดไปด้วยผู้ฟัง แม้เพียงขี่ม้าผ่าน นางก็ยังได้ยินเสียงนักเล่านิทานตะโกนดังชัดเจน
บ้างก็เล่าว่า...
“องค์หญิงแห่งราชวงศ์ก่อนหลงรักนักแสดงงิ้วรูปงาม ถึงกับคิดทำลายการหมั้นหมายเพื่อหนีตามกัน”
บ้างก็ว่า...
“แม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ก่อนรักนางจนสุดหัวใจ แม้ไม่ได้ครอบครองก็ยอมตอนตนเอง เพียงเพื่อจะได้อยู่เคียงข้างนาง”
และยังมีอีกแบบว่า...
“แท้จริงแล้วนักแสดงงิ้วรูปงามผู้นั้น คือคนรักวัยเยาว์ของแม่ทัพใหญ่ ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง แต่กลับจำกันไม่ได้…”
บ้างก็เล่าว่า แม่ทัพใหญ่ตรอมใจจากไป ส่วนองค์หญิงกลับมาสำนึกเสียใจภายหลัง
เรื่องเล่าแต่ละตอนชวนติดตามเสียจนแม้แต่กู้จือจั๋วเองยังเกือบอดใจไม่ไหว อยากแวะเข้าไปนั่งดื่มชาสักถ้วยแล้วฟังให้จบ
เพราะมัวเสียเวลาอยู่เล็กน้อย กว่าขบวนของนางจะมาถึงอารามไท่ชิง ก็เกือบเที่ยงวันแล้ว
แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแผดเผาจนแสบผิว ขี่ม้ามาตลอดทางทำให้ร่างของกู้จือจั๋วร้อนระอุไปทั้งตัว
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในอาราม ก็บังเอิญพบกับเจ้าอาวาสพอดี
เจ้าอาวาสพานางไปยังลานเรือนเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ด้านหลังภูเขา
“ท่านอาจารย์!”
กู้จือจั๋ววิ่งเข้าไปอย่างร่าเริง
อู๋เหวยจื่อกำลังร่ายกระบี่ชุดหนึ่งเพื่อบำรุงสุขภาพอยู่กลางลาน ส่วนชิงผิงนั้นเหงื่อท่วมศีรษะ ใช้กระบี่ไม้ปักยันพื้นไว้ หนวดเล็กสองข้างตกห้อยอย่างหมดแรง สีหน้าราวกับใกล้หมดลมหายใจ
เมื่อเห็นนาง อู๋เหวยจื่อก็หัวเราะพลางถาม
“ทำเป็นหรือไม่?”
ดวงตาเรียวยาวของชิงผิงพลันเป็นประกาย ราวกับได้รับการอภัยโทษ
“น้องหญิง เจ้ามาแทน!”
พูดจบเขาก็รีบยัดกระบี่ไม้ใส่มือกู้จือจั๋ว แล้วล้มตัวนอนแผ่ตรงกับพื้น แขนขาเหยียดตึง ไม่ขยับแม้แต่น้อย
กู้จือจั๋วชั่งน้ำหนักกระบี่ในมือเบา ๆ ก่อนสะบัดเป็นดอกกระบี่งดงาม แล้วก้าวเข้าไปรับเพลงกระบี่
“เจ้าน่ะ ใจร้อนเกินไป”
อู๋เหวยจื่อใช้ปลายกระบี่เกี่ยวกระบี่ของนาง ก่อนกดลงเบา ๆ
ท่วงท่าดูเชื่องช้าและอ่อนโยน แต่กลับหนักแน่นราวกับยกของเบา
กู้จือจั๋วจงใจเพิ่มแรงต้าน กระนั้นกระบี่ไม้ในมือก็ยังถูกปัดออกไปได้อย่างง่ายดาย
“อย่าเกร็งทั้งตัวเหมือนศิษย์พี่ของเจ้า”
“จงเคลื่อนไหวไปพร้อมกับกระบี่”
กู้จือจั๋วเป็นคนเชื่อฟังคำสอนอย่างยิ่ง
นางคลายแรงในมือ แล้วปล่อยให้ร่างเคลื่อนไหวตามกระบวนกระบี่ของอู๋เหวยจื่อ
ยกกระบี่...
เหยียดแขน...
เก็บกระบี่...
แอ่นเอว...
เพียงฝึกตามหนึ่งรอบ นางก็จดจำได้ทั้งหมด
“เฮ้อ...”
ชิงผิงนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วบ่นกับเจ้าอาวาสที่นั่งอยู่บนม้านั่งหิน
“นี่เรียกว่าพรสวรรค์ใช่ไหม?”
“ข้าแทบจะตายอยู่แล้ว แต่นางกลับเหมือนปลาได้น้ำ ประลองกระบี่กับอาจารย์ได้อย่างสูสี”
“ทางนี้ ๆ”
สามเณรน้อยช่วยลูกน้องหลายคนยกหีบไม้ใบใหญ่สองใบเข้ามา
ภายในบรรจุน้ำแข็งทั้งหมด
เรือนเล็กแห่งนี้มีห้องเก็บน้ำแข็งขนาดย่อมอยู่แห่งหนึ่ง ฉงฟางจึงพาพวกเขาไปเก็บไว้ด้านใน
เมื่อฝึกกระบี่ครบชุด กู้จือจั๋วก็เก็บกระบี่
นางมีเพียงเหงื่อบาง ๆ ซึมอยู่บนหน้าผาก รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง ราวกับเส้นเอ็นและกระดูกทั่วร่างได้คลายตัว
“ท่านอาจารย์ ข้านำน้ำแข็งมาให้เจ้าค่ะ”
อู๋เหวยจื่อลูบเคราเบา ๆ
ศิษย์ตัวน้อยคอยห่วงใยเขาอยู่เสมอ ทำให้ในใจอบอุ่นจนยากจะบรรยาย แต่ภายนอกยังคงวางท่าขรึม
“น้ำแข็งที่เจ้าส่งมาเมื่อคราวก่อน ยังใช้ไม่หมดเลย”
เพราะกลัวว่าอารามจะมีน้ำแข็งไม่เพียงพอ ตั้งแต่เข้าสู่เดือนเจ็ดเป็นต้นมา กู้จือจั๋วจึงส่งน้ำแข็งมาให้อาจารย์ทุก ๆ ห้าวัน
แม้ก่อนออกไปค่ายทหารเมื่อหลายวันก่อน นางก็ยังกำชับฉงฟางว่าอย่าลืมส่งน้ำแข็ง
อาจารย์อายุมากแล้ว หน้าร้อนในเมืองหลวงก็รุนแรงเหลือเกิน นางไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
ฉงฟางเป็นคนมาส่งแทนอยู่หลายครั้ง จนรู้แม้กระทั่งว่าห้องเก็บน้ำแข็งอยู่ตรงไหน
“น้ำแข็ง... น้ำแข็ง... ข้าจะเอา!”
ชิงผิงที่เมื่อครู่ยังหมดแรง พลันเด้งตัวลุกขึ้นทันที พูดประจบด้วยสีหน้าประจบประแจง
“น้องหญิง เจ้าช่างเป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่เกิดต่างบิดามารดา แต่มีอาจารย์คนเดียวกับข้าจริง ๆ! ท่านอาจารย์ช่างมีสายตายอดเยี่ยม!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้ชีวิตในเมืองหลวงช่วงฤดูร้อน
ใครจะคิดว่ามันจะร้อนถึงเพียงนี้!
เขาแทบอยากย้ายเข้าไปนอนในห้องเก็บน้ำแข็งเสียเลย
กู้จือจั๋วเก็บกระบี่ไม้เข้าที่ แล้วประคองอู๋เหวยจื่อนั่งลงบนม้านั่งหินใต้ร่มไม้
อู๋เหวยจื่อดื่มน้ำอุ่นหนึ่งถ้วย ก่อนถามว่า
“วิชาจู้โหยวที่ข้าสอนเจ้า ท่องจำได้หมดหรือยัง?”
“จำได้หมดแล้วเจ้าค่ะ!”
กู้จือจั๋วเชิดคางขึ้นอย่างมั่นใจ
“ท่านอาจารย์จะทดสอบอย่างไรก็ได้”
อู๋เหวยจื่อยิ้มอย่างมีเลศนัย
“อีกสักครู่จะมีผู้ศรัทธาคนหนึ่งมาหา เจ้าเป็นคนรักษา”
“ได้เจ้าค่ะ!”
ชิงผิงมองนางด้วยความเห็นใจ
“น้องหญิง อย่ารับคำเร็วถึงเพียงนั้นเลย คนผู้นั้น...รักษายาก แม้แต่ข้าก็จนปัญญา”
“โรคร้ายที่รักษาไม่หายหรือ?”
ต่อให้เป็นโรคร้าย ก็ไม่น่าจะถึงขั้นรักษายากนี่นา?
ชิงผิงนั่งขัดสมาธิอย่างจริงจัง ใช้นิ้วลูบหนวดเล็กให้เรียบ ก่อนพูดด้วยสีหน้าที่ไม่เข้าใจ
“โรคตรอมรัก”
“คุณหนูตระกูลใหญ่คนหนึ่ง ดันตกหลุมรักบัณฑิตยากจนเพียงเพราะพบหน้าเขาแค่ครั้งเดียว”
“นางยืนกรานว่าชาตินี้จะไม่แต่งกับใครนอกจากเขา ถึงขั้นโวยวายว่าจะหนีตามกัน”
กู้จือจั๋วเลิกคิ้ว
“โดนผีเข้าสิงหรือเปล่า?”
เมื่อมีพิธีสู่ขอและแต่งงานอย่างถูกต้อง จึงจะเป็นภรรยา
แต่หากหนีตามฝ่ายชายไป ก็เป็นได้เพียงอนุภรรยาเท่านั้น
พูดกันตรง ๆ เถิด...
ตราบใดที่ยังมีสติ คนปกติย่อมไม่มีทางคิดจะหนีตามผู้ชายอย่างไร้เหตุผล
ชิงผิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
พลางใช้นิ้วกดหนวดเล็กข้างหนึ่งลง แล้วกล่าวว่า
“คนในครอบครัวของนางก็คิดเช่นเดียวกัน”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
กู้จือจั๋วแบ่งสมาธิเป็นสองทาง
ด้านหนึ่งเร่งให้เขาเล่าต่อ
อีกด้านก็เรียกฉิงเหมยให้นำห่อผ้าหลายห่อที่นางนำมาด้วยเข้ามา
นางเปิดห่อหนึ่งออก ภายในคือชุดนักพรตใหม่เอี่ยม
ไม่ใช่อาภรณ์ประกอบพิธี แต่เป็นชุดนักพรตสีเขียวสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
นางหยิบชุดออกมา แล้วยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ท่านอาจารย์... ข้าลงมือเย็บด้วยตัวเอง มอบให้ท่านเจ้าค่ะ”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5508e52a81f77646f46542
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a550918ef32ddbec9d06553
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา