14 ก.ค. เวลา 07:54 • หนังสือ

บทที่ 236

กู้จือจั๋วประกบนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าด้วยกันเป็นรูปกระบี่ แล้วแตะลงที่กลางหน้าผากของโจวจิ่นนั่ว
“เมื่อฟ้าดินแยกกำเนิด อัสนีทั้งห้าจึงถือกำเนิดขึ้น...”
“...ผู้ป่วยทั้งหลาย ล้วนเกิดจากอัสนีทั้งห้า...” (เชิงอรรถ 2)
“เจ้าทำอะไร! เสียมารยาทเกินไปแล้ว!”
โจวจิ่นนั่วผุดลุกขึ้นทันที
แต่เพิ่งจะลุกพ้นเก้าอี้ได้ไม่ถึงสามชุ่น กู้จือจั๋วก็วางมือบนไหล่ของนาง แล้วกดให้นั่งกลับลงไปอย่างง่ายดาย
บัดนี้กู้จือจั๋วสามารถง้างคันธนูหนักหนึ่งสือได้อย่างพอถูไถ แรงแขนจึงมากขึ้นไม่น้อย
การกดเบา ๆ เพียงครั้งเดียวกลับทำให้โจวจิ่นนั่วขยับตัวไม่ได้เลย
ริมฝีปากของกู้จือจั๋วขยับแผ่วเบา
มนตร์ที่นางสวดค่อย ๆ ทำให้โจวจิ่นนั่วฟังไม่เข้าใจอีกต่อไป
แม้จะไม่เข้าใจความหมาย
แต่เสียงสวดกลับยังคงก้องวนอยู่ข้างหูของนาง
ช้า ๆ...
นางก็ค่อย ๆ สงบลง และหลับตา
“เร่งดั่งกฎหมายสวรรค์ จงเป็นไป!”
เมื่อเอ่ยประโยคสุดท้ายจบ
กู้จือจั๋วใช้นิ้ววาดยันต์หนึ่งลงบนกลางหน้าผากของโจวจิ่นนั่ว
จากนั้นหยิบถ้วยน้ำยันต์ที่วางอยู่บนโต๊ะแปดเซียน แล้วสาดใส่ศีรษะของนางโดยตรง
ฮูหยินโจวตกใจจนหน้าถอดสี กำลังจะพุ่งเข้าไป
แต่โจวลิ่วหลางรีบคว้าตัวมารดาไว้
“น้องสาวของเจ้า...”
“นักพรตชิงผิงไม่ได้ห้าม”
“แสดงว่าคุณหนูกู้กำลังรักษานางจริง ๆ”
“ท่านแม่ ลองคิดดูสิ”
“จะให้น้องถูกสาดน้ำยันต์แค่ถ้วยเดียว...”
“หรือจะปล่อยให้นางปีนกำแพงหนีตามเจ้าบัณฑิตยากจนนั่น?”
ฮูหยินโจวก้มหน้าลงอย่างหมดแรง
ใช่แล้ว...
ลูกสาวของนางเคยปีนกำแพงหนีออกจากบ้านมาแล้วครั้งหนึ่ง
หากแม่นมไม่เห็นเสียก่อน
บางทีนางอาจหนีสำเร็จไปแล้วก็ได้
กู้จือจั๋วยืนอยู่ใกล้โจวจิ่นนั่วเพียงเอื้อมมือ
น้ำยันต์ทั้งถ้วยจึงไม่ผิดเป้าแม้แต่น้อย
หยดน้ำที่ผสมเถ้ายันต์ไหลลงมาตามเส้นผมและสองแก้ม ซึมเปียกเสื้อผ้าของโจวจิ่นนั่วจนชุ่ม
นางนั่งนิ่งไม่ไหวติง
ใบหน้าขาวสะอาดเปรอะเปื้อนเป็นดวง ๆ ด้วยคราบเถ้ายันต์
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
กู้จือจั๋วใช้นิ้วเคาะโต๊ะแปดเซียนสามครั้ง
ก่อนเรียกเบา ๆ
“คุณหนูโจว?”
โจวจิ่นนั่วเงยหน้าขึ้นทันที
แววตาเต็มไปด้วยความงุนงงอยู่ชั่วขณะ
“คุณหนูโจว...”
“เจ้ายังอยากหนีตามคนรักอยู่หรือไม่?”
โจวลิ่วหลางกำพัดในมือแน่น
หัวใจลอยขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
กลัวเหลือเกินว่าน้องสาวจะตอบว่า “อยาก”
โจวจิ่นนั่วขมวดคิ้วครุ่นคิด
“พี่จางทั้งมีความสามารถ รูปโฉมก็หล่อเหลา”
“หากได้ใช้ชีวิตร่วมกับเขา ชาตินี้...”
สมองของนางเหมือนยุ่งเหยิงไปหมด
คำว่า “ชาตินี้ไร้ความเสียใจ”
กลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก พูดออกมาไม่ได้เสียที
กู้จือจั๋วจึงอุ้มลูกแมวตัวน้อยขึ้นมา
แล้ววางลงบนตักของโจวจิ่นนั่ว
ก้อนขนสีขาวนุ่มนิ่มนั่งอยู่บนตักอย่างว่านอนสอนง่าย
“เหมียว~”
โจวจิ่นนั่วก้มหน้าลง
คนกับแมวจ้องตากัน
ลูกแมวเอียงคอเล็กน้อย ก่อนใช้หน้ากลม ๆ ถูฝ่ามือของนางเบา ๆ
กู้จือจั๋วถาม
“ระหว่างมันกับพี่จาง...ใครงามกว่ากัน?”
ลูกแมวเบิกดวงตาสีฟ้าครามกลมโต
โจวจิ่นนั่วลังเลอยู่เพียงครู่เดียว
“...มัน”
“แล้วระหว่างมันกับพี่จาง...ใครมีความสามารถมากกว่า?”
ลูกแมวกลิ้งไปมาบนตักของนาง เผยท้องสีขาวนุ่มหงายขึ้นฟ้า
โจวจิ่นนั่วตอบโดยไม่ลังเล
“มัน!”
“หากให้เลือกได้เพียงหนึ่งเดียว ระหว่างมันกับพี่จาง...เจ้าจะเลือกใคร?”
“มัน! มัน! มัน!”
โจวจิ่นนั่วรีบอุ้มลูกแมวขึ้นมากอดทันที
ก่อนซุกหน้าเข้าไปในขนนุ่มฟูของมันอย่างหลงใหล
“แล้วยังจะหนีตามคนรักอีกไหม?”
“ไม่ไปแล้ว!”
ฮูหยินโจวได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะร้องไห้ออกมา
ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางทุกข์ใจเพียงใด
โจวจิ่นนั่วจุมพิตลูกแมว พลางพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“ถ้าข้าหนีไป แล้วมันจะทำอย่างไร”
“มันจะไม่ได้กินปลาสด ไม่ได้กินนมแพะ”
“ไม่มีสาวใช้ช่วยหวีขนให้ก็ไม่ได้”
“มันยังตัวเล็กอยู่เลย”
นางกัดริมฝีปากแน่น ก่อนประกาศอย่างเด็ดเดี่ยว
“พี่สาวจะใจร้าย ทิ้งเจ้าไว้ลำพังในจวนอันเย็นชาแห่งนี้ได้อย่างไร”
“แต่หากพาเจ้าไปด้วย พี่สาวก็ยิ่งทนเห็นเจ้าต้องลำบากไม่ได้”
“เพื่อเจ้า...”
“พี่สาวไม่หนีแล้ว!”
“เหมียว~~”
ลูกแมวส่งเสียงออดอ้อนนุ่มกว่าเดิม แลบลิ้นสีชมพูเล็ก ๆ ออกมา
กู้จือจั๋วใช้นิ้วโป้งแตะกลางหน้าผากของโจวจิ่นนั่ว
วาดยันต์อีกหนึ่งครั้งอย่างรวดเร็ว
จากนั้นปัดแขนเสื้อเบา ๆ แล้วหันกลับมายิ้ม
“รักษาหายแล้ว”
ฮูหยินโจวหันไปมองบุตรชายอย่างเงียบ ๆ
ฟังสิ่งที่นั่วเอ๋อร์พูดเมื่อครู่นี้...
นี่...เรียกว่าหายแล้วจริงหรือ?
โจวลิ่วหลางดึงแขนเสื้อมารดาเบา ๆ
“แค่ไม่หนีตามคนรักก็พอแล้ว”
...ก็จริง
แบบนี้ก็ถือว่าใช้ได้
หลังจากถูกทรมานมาหลายวัน
ความคาดหวังของฮูหยินโจวที่มีต่อลูกสาวก็ลดลงต่ำมากแล้ว
อย่างน้อย...
หลงแมวก็ยังดีกว่าหลงเจ้าบัณฑิตเปรี้ยวปากผู้นั้น
“คุณหนูกู้ ขอบคุณท่านมากจริง ๆ”
ฮูหยินโจวถามด้วยความกังวล
“หลังจากกลับไปแล้ว นั่วเอ๋อร์จะกลับมาเป็นอีกหรือไม่?”
ครั้งก่อนหลังนัดพรตชิงผิงทำพิธี
ลูกสาวของนางก็กลับมาเป็นปกติอยู่เพียงไม่กี่วัน
จากนั้นก็กลับไปหลงใหลบัณฑิตผู้นั้นอีกเหมือนเดิม
อู๋เหวยจื่อเอ่ยขึ้นราวกับกำลังทดสอบศิษย์
“จั๋วเอ๋อร์ ตอนเจ้าจับชีพจร พบสิ่งใดหรือไม่?”
ตอนแรกกู้จือจั๋วเพียงตรวจชีพจรตามปกติ
จากชีพจร นางพบว่าโจวจิ่นนั่วมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์
ต่อมา
นางจึงใช้วิชา ชีพจรไท่ซู่ เพื่อตรวจสอบกระแสวาสนา
“วิญญาณของคุณหนูโจวมีตำหนิ”
“เส้นทางวาสนาไม่ต่อเนื่อง ราวกับถูกใครบังคับเปลี่ยนแปลง”
“จากเดิมที่ควรมีชีวิตมั่งคั่งรุ่งเรือง...”
“กลับกลายเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความลำบาก”
“สามียากจน ภรรยาต่ำต้อย...”
โจวลิ่วหลางสะบัดพัดในมือกางออกดัง พรึ่บ
ก่อนโบกแรง ๆ หวังจะพัดความหงุดหงิดและอัดอั้นในใจให้ปลิวหายไปเสียที।
อู๋เหวยจื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ศิษย์คนเล็กผู้นี้ เป็นคนที่เขาใช้ความพยายามสั่งสอนน้อยที่สุด แต่กลับมีความเข้าใจและไหวพริบดีที่สุด
วิชาจู้โหยวเพิ่งเรียนได้ไม่กี่วัน ก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติแล้ว
วิชาจู้โหยว...
สามารถใช้เป็น คำสาป ได้
และก็สามารถใช้เป็น คำอวยพร ได้เช่นกัน
ศิษย์คนเล็กของเขาเลือกใช้วิธี "คำสาป"
นางย้ายความรักที่ไม่ควรมีของคุณหนูสกุลโจว ไปยังลูกแมวตัวนั้น
เปลี่ยนจาก ความหลงใหลในชายคนรัก
ให้กลายเป็น ความเอ็นดูและหลงรักสัตว์เลี้ยง
“ผู้ศรัทธาสกุลโจว”
อู๋เหวยจื่อกล่าวด้วยสีหน้าเมตตา น้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าพบและตกหลุมรักคุณชายจางผู้นั้นที่ใด”
“งานวัด”
โจวจิ่นนั่วตอบอย่างหนักแน่น
เรื่องการได้พบกับคุณชายจางราวกับเป็นพรหมลิขิตนั้น
วนเวียนอยู่ในความฝันของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนทำให้นางมิอาจลืมเลือน
รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นบนใบหน้า นางกล่าวด้วยความคิดถึง
“วันนั้นพี่หกพาข้าไปเที่ยวงานวัด”
“ข้าเห็นคุณชายจางกำลังขายโคมกระดาษ”
“เขาหล่อเหลา มีความสามารถล้ำเลิศ...”
นางไม่ทันสังเกตเลยว่า
ตั้งแต่ต้นจนจบ นางใช้คำชมอยู่เพียงสองคำนี้ซ้ำไปซ้ำมา
“เขา...”
โจวจิ่นนั่วพยายามนึก
แต่กลับจำหน้าตาของคุณชายจางไม่ได้เสียแล้ว
ราวกับว่า...
เขาคล้ายกับบัณฑิตที่ขายภาพและตัวอักษรอยู่ในงานวัดวันนั้นเสียมากกว่า
ช่างเถิด
หน้าตาไม่ใช่เรื่องสำคัญ
“เขามีความสามารถมาก”
“โคมที่เขาทำ ข้าชอบมาก จึงเดินเข้าไปซื้อหนึ่งอัน”
“แต่เขากลับบอกว่าจะยกโคมนี้ให้ข้า”
อู๋เหวยจื่อถามขึ้น
“โคมนั้น...ยังอยู่หรือไม่?”
“ยังอยู่”
ฮูหยินโจวตอบด้วยสีหน้าไม่น่ามอง
“นางวางไว้ข้างเตียงในห้องของตนเอง”
“ไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้อง”
อู๋เหวยจื่อลูบเคราเบา ๆ
“นำมาได้หรือไม่”
“อาตมาสงสัยว่า...บนโคมนั้นมี คาถาจู้อิน”
“ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อดวงจิตของผู้ศรัทธาสกุลโจว”
คาถาจู้อิน?!
กู้จือจั๋วถึงกับชะงักลมหายใจ
ในศีรษะเกิดเสียงอื้อขึ้นมาทันที
ตอนที่กระดูกและดวงวิญญาณของบิดาถูกกดสะกดอยู่ที่ชายแดนตะวันตก
ก็ถูก คาถาจู้อิน นี้เองที่กดทับไว้
เกือบทำให้ดวงวิญญาณแตกสลาย!
หรือว่า...
นักพรตฉางเฟิงแห่งสำนักซ่างซวีกวน ก็มาถึงเมืองหลวงแล้วเช่นกัน?!
---
“โคมงั้นหรือ?!”
โจวลิ่วหลางถามอย่างระมัดระวัง
“ท่านนักพรต ความหมายของคาถาจู้อินที่ท่านกล่าวคืออะไร?”
อู๋เหวยจื่อกล่าวช้า ๆ
“คาถาจู้อิน เป็นวิชาอาคมชั่วร้ายชนิดหนึ่ง”
“จะมองว่าเป็นคำสาปชนิดหนึ่งก็ได้”
คนตระกูลโจวต่างสะดุ้งตกใจ
ทั้งคำว่า วิชาอาคมชั่วร้าย
ทั้งคำว่า คำสาป
ฟังอย่างไรก็ชวนให้ขนลุกไปทั้งตัว
โจวลิ่วหลางรีบโค้งคำนับ
“ข้าจะรีบให้คนนำมาเดี๋ยวนี้”
“หากควบม้าเต็มที่ ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็พอ”
“ขอให้ท่านนักพรตรอสักครู่”
โจวจิ่นนั่วรีบเอ่ยห้าม
“ห้ามไป!”
กู้จือจั๋วใช้นิ้วจิ้มท้องนุ่ม ๆ ของลูกแมวเบา ๆ
จากนั้นฉวยแส้หางม้าของชิงผิงมาแกว่งอยู่ตรงหน้ามัน
เส้นไหมสีเงินพลิ้วไหวไปมาซ้ายขวา
ชิงผิง : ???
“เมี้ยว?”
ลูกแมวเบิกตากลมโตอย่างตื่นเต้น
ก่อนกระโจนลงจากตักนาง
ไล่ตะครุบเส้นไหมสีเงินของแส้หางม้าวิ่งวนไปทั่ว
น่ารักเหลือเกิน...น่ารักจริง ๆ!
โจวจิ่นนั่วใช้สองมือประคองคาง
สายตาจับจ้องลูกแมวไม่ยอมละ
กู้จือจั๋วจึงหันไปพูดกับโจวลิ่วหลาง
“ไปเถิด”
โจวลิ่วหลางเหมือนได้รับการอภัย รีบวิ่งออกไปทันที
คนที่ติดตามรถม้ามาล้วนเป็นสาวใช้และองครักษ์
แต่เรื่องอื้อฉาวเช่นนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของน้องสาว
เขาไม่กล้าไว้ใจผู้ใด
จึงควบม้าไปกลับด้วยตนเอง
ม้าควบเต็มกำลังจนตัวเขาสั่นคลอนไปทั้งร่าง
ในที่สุดก็กลับมาภายในหนึ่งชั่วยาม พร้อมโคมดอกไม้หนึ่งใบ
เมื่อผลักประตูห้องเข้าไป
สิ่งที่เห็นคือโจวจิ่นนั่วกำลังนั่งอยู่บนพื้น
กลิ้งลูกแก้วหลิวหลีไปมาเล่นกับลูกแมว
ภาพของน้องสาวคนที่สี่ผู้เรียบร้อย อ่อนโยน
ยิ้มอย่างสำรวมไม่เคยเห็นฟัน
ผุดขึ้นในหัวของโจวลิ่วหลาง
เมื่อนำภาพนั้นมาซ้อนกับภาพตรงหน้า...
กลับซ้อนกันไม่ติดเลยแม้แต่น้อย!
ช่างเถิด
เล่นกับแมว...
ก็ยังดีกว่าคิดแต่จะหนีตามชายคนรักทุกวัน
โจวลิ่วหลางได้แต่ปลอบใจตัวเองในใจ
เช่นเดียวกับที่เพิ่งปลอบมารดาไปเมื่อครู่นี้
ฮูหยินโจวเองก็ยอมรับชะตาแล้ว
เห็นบุตรชายหอบเหนื่อยกลับมา จึงเพียงถามว่า
“เอามาได้แล้วหรือ?”
“ขอรับ”
โจวลิ่วหลางเหงื่อท่วมทั้งตัว
วางโคมดอกไม้ที่อุ้มมาลงบนโต๊ะแปดเซียน
มันเป็นโคมแปดเหลี่ยมธรรมดา ๆ
แต่ละด้านวาดภาพนกต่างชนิด
ฝีมือวาดก็ถือว่าธรรมดา
นกที่วาดออกมาไร้ชีวิตชีวา ดูแข็งทื่อ
ผู้วาดเหมือนตั้งใจเพียงซ้อนสีจำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน
จนภาพดูรกและยุ่งเหยิง
กู้จือจั๋วรับโคมมาพิจารณาอย่างละเอียด
โจวจิ่นนั่วเพียงหันกลับมามองแวบหนึ่ง แล้วพูดลอย ๆ
“อย่าทำมันเสียล่ะ”
“นี่เป็นของหมั้นที่พี่จางมอบให้ข้า...”
“เมี้ยว~”
“มาแล้ว ๆ พี่สาวจะเล่นกับเจ้า”
ฮูหยินโจวกับบุตรชายสบตากัน
ก่อนคิดในใจพร้อมกันว่า
ก็เอาอย่างนี้แล้วกัน...
ถือเสียว่าเลี้ยงลูกสาว (น้องสาว) เพิ่มอีก...เป็นแมวก็แล้วกัน
โคมดอกไม้นอกจากภาพวาดจะธรรมดาแล้ว
ฝีมือการทำก็หยาบมาก
ซี่ไม้ไผ่ยังเหลาไม่เรียบ มีเสี้ยนอยู่ไม่น้อย
รอยกาวแป้งที่ใช้ติดก็เช็ดไม่สะอาด
เป็นคราบด่าง ๆ ดูลวก ๆ ขอไปที
กู้จือจั๋วพลิกมองเข้าไปด้านในของโคม
ก่อนร้องออกมาเบา ๆ
“เอ๊ะ?”
“อาจารย์”
นางยื่นโคมให้อู๋เหวยจื่อ
“ข้างในมีของอยู่”
ด้านในของโคมเป็นกระดาษสองชั้น
ตรงมุมหนึ่งมีวัตถุรูปสามเหลี่ยมสอดซ่อนอยู่ราง ๆ
ดูจากขนาดแล้ว
น่าจะเป็นยันต์แผ่นหนึ่งที่พับไว้
นางจึงถามขึ้น
“ฮูหยินโจว ข้าขอแกะมันได้หรือไม่?”
“ได้สิ! ได้แน่นอน!”
ฮูหยินโจวเกลียดสิ่งนี้จนแทบเข้ากระดูก
“เจ้าจะรื้ออย่างไรก็ได้!”
กู้จือจั๋วจึงหยิบมีดตัดกระดาษมา
แล้วค่อย ๆ แกะโคมดอกไม้ออกอย่างระมัดระวัง...
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a550918ef32ddbec9d06553
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a550a0f0932e11897d00fd7
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา