14 ก.ค. เวลา 08:20 • หนังสือ

บทที่ 242

“น้องสาว พอหรือยัง?”
กู้จือจั๋วใช้นิ้วเคาะพนักเก้าอี้ไท่ซือเบา ๆ เป็นสัญญาณให้เงียบ
“ไอ้สารเลว! ข้าจะตีมันให้ตาย!”
เจิ้งซื่อเงยหน้าขึ้น ร้องไห้ทั้งน้ำมูกน้ำตาเพราะดื่มหนักจนหน้าแดงก่ำ เสียงร้องของเขาดังสนั่นจนกลบเสียงสนทนาของทุกคน
เหล่าหนุ่ม ๆ รีบกรูกันเข้าไป ทั้งรินเหล้า ทั้งปลอบใจ
“ฮึก!”
เจิ้งซื่อสะอึกเรอ ก่อนพูดจาไม่เป็นประโยค
“ไม่กี่วันก่อน หลิวหลิงยังไปขอ ยันต์คู่ครอง มาให้หลินเอ๋อร์อยู่เลย... ตอนนี้กลับมาใส่ร้ายสารพัด จะบีบให้หลินเอ๋อร์ตายให้ได้!”
ยันต์คู่ครอง?
หัวใจกู้จือจั๋วพลันไหววูบ
“ไอ้สารเลวนั่น... ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าจะรับอนุผู้สูงศักดิ์เข้าบ้าน...” เจิ้งซื่อทั้งร้องทั้งด่า ฟาดโต๊ะดังปัง ๆ พูดวกไปวนมา “หลินเอ๋อร์... หลินเอ๋อร์ไม่มีวันไปชอบคนเลี้ยงม้าขาพิการหรอก... ฮึก...”
“คุณชายผู้นี้จะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้!”
เขาเมาจนแยกประตูกับหน้าต่างไม่ออก โวยวายพลางเกาะกรอบหน้าต่างจะกระโดดลงไป โจวลิ่วที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบพุ่งเข้ามากอดเอวเขาไว้แน่น กลิ่นสุราคละคลุ้งจนแทบสำลัก
“นี่หน้าต่าง! หน้าต่าง!”
“อย่ากระโดด!”
อีกหลายคนรีบเข้ามาช่วย ดึงมือเขากลับเข้ามาในห้อง จนคนเดินถนนด้านล่างพากันเงยหน้ามอง
กู้จือจั๋วเอ่ยเรียบ ๆ
“สาดน้ำให้เขาสร่าง”
ทุกคนไม่สนแล้วว่าในถ้วยของตัวเองเป็นเหล้าหรือน้ำ ต่างก็พากันสาดใส่หน้าเจิ้งซื่อหมด ทั้งน้ำถั่วเขียวเย็นและบัวลอยเหล้าหวานก็ไม่เว้น น้ำแกงและของหวานไหลอาบเต็มศีรษะเขา
กู้จือจั๋ว “...”
นางหันไปมองกู้อี่ช่านด้วยสายตาเห็นใจ
“พี่ลำบากจริง ๆ”
ที่รับพวกนี้มาเป็นลูกน้อง แต่ละคนไม่มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด
กู้อี่ช่านยกมือกุมหน้าผาก
น่าอาย... น่าอายเกินไปแล้ว
รอส่งน้องสาวกลับบ้านเมื่อไร เขาจะจับทุกคนซ้อมให้เข็ด
เมื่อน้ำถั่วเขียวเย็นหลายชามสาดลงมา เจิ้งซื่อก็สะดุ้งเฮือก ความเมาหายไปไม่น้อย ใบหน้าเปียกโชกจนหยดน้ำไหลเป็นทาง เขาแลบลิ้นเลียมุมปากอย่างงุนงง
เอ๊ะ... หวานนี่?
กู้จือจั๋วถามเข้าประเด็นทันที
“คุณชายสี่เจิ้ง ยันต์คู่ครองที่เมื่อครู่ท่านพูดถึง เขาไปขอมาจากที่ใด”
“ยันต์คู่ครอง...”
เจิ้งซื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งพูดอะไรออกไป สีหน้าพลันซีดขาว
“รีบพูดสิ”
โจวลิ่วใช้ศอกสะกิดเขา
“มีอะไรต้องปิดบังพี่ช่านด้วย? บางทีพี่สาวอาจช่วยน้องสาวเจ้าก็ได้”
“ต่อให้เจ้าไม่พูด ตระกูลหลิวก็ต้องพูดอยู่ดี ตอนนี้ออกไปข้างนอกเถอะ ข่าวลือเต็มเมือง ข้ายังทนฟังไม่ไหวเลย”
ไหล่ของเจิ้งซื่อตกลงอย่างหมดแรง
เจ้าหลิวนั่นตั้งใจแก้แค้นตระกูลเขา เที่ยวใส่ร้ายไปทั่ว จนหลินเอ๋อร์แทบไม่มีที่ยืนแล้ว
ในหมู่ลูกคุณหนูเสเพลแห่งเมืองหลวงก็แบ่งเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มของพวกเขามีกู้อี่ช่านคอยนำ จึงสนิทกันมาก ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมวงเหล้า
เจิ้งซื่อจึงกัดฟันเล่าต่อ
“หลิวหลิงกับน้องสาวคนที่หกของข้า หลินเอ๋อร์ หมั้นหมายกันมาตั้งแต่สามปีก่อน ต้นปีนี้หลังหลินเอ๋อร์ทำพิธีปักปิ่น ตระกูลหลิวก็มาสู่ขอ กำหนดแต่งงานไว้เดือนเก้า”
“แต่เมื่อเดือนก่อน หลิวหลิงมาหาที่บ้าน บอกว่าอยากรับอนุผู้สูงศักดิ์เข้าบ้านก่อนแต่งงาน แน่นอนว่าบ้านข้าไม่ยอม มีที่ไหนเจ้าบ่าวยังไม่ทันแต่งภรรยาเอกก็จะรับอนุเสียก่อน”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
สำหรับตระกูลอย่างพวกเขา เวลาเลือกคู่ครองให้บุตรสาว ก็ไม่ได้ถึงกับต้องหาคนที่สาบานว่าจะไม่มีอนุเลย
แต่ไม่ได้หมายความว่า...
ก่อนที่ภรรยาเอกจะเข้าบ้าน เจ้าบ่าวจะรับอนุผู้สูงศักดิ์เข้ามาก่อนได้
“ตอนนั้นท่านพ่อข้าบอกว่าจะถอนหมั้น แต่ชื่อเสียงของลูกสาวตระกูลเจิ้งจะเสียไม่ได้ ท่านจึงตั้งใจจะประกาศให้คนภายนอกรู้ ว่าเป็นฝ่ายตระกูลหลิวที่ทำตัวไม่เหมาะสม”
เจิ้งซื่อนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ แล้วปาดน้ำถั่วเขียวออกจากหน้า ก่อนเล่าต่อ
“พอตระกูลหลิวรู้ว่าจะถอนหมั้น ก็ไม่ยอม ผ่านไปไม่กี่วันก็กลับมาบอกว่า ผู้หญิงคนนั้นแต่งงานไปแล้ว อีกทั้งยังรับปากว่า ต่อให้แต่งงานแล้ว ก็จะรับอนุได้ก็ต่อเมื่ออายุสี่สิบแล้วยังไม่มีบุตรเท่านั้น”
“ท่านพ่อจึงจำใจยอมให้การแต่งงานดำเนินต่อ”
ในใจเจิ้งซื่อยังคงอึมครึม
ตามความเห็นของเขา ในเมื่อเอ่ยเรื่องถอนหมั้นแล้ว ก็ควรตัดขาดกันไปเลย
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
ม่อจิ่วรีบถาม
“หลิวหลิงมาขอขมาหลายครั้ง ทั้งมอบของ ทั้งเอา ยันต์คู่ครอง มาให้ วางตัวอ่อนน้อมถ่อมตนเสียจนหลินเอ๋อร์คิดว่าเขากลับใจจริง”
“แต่สุดท้าย!”
ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งกัดฟันแน่น
“เมื่อสองวันก่อนเป็นงานฉลองวันเกิดท่านย่าข้า คนตระกูลหลิวก็มาร่วมงาน หลิวหลิงกลับกล่าวหาว่า หลินเอ๋อร์ไปพรอดรักกับคนเลี้ยงม้าขาพิการในคอกม้า ด่าว่านางเป็นหญิงสำส่อน”
“เช้าวันนี้ ตระกูลหลิวก็ส่งหนังสือหมั้นกับของหมั้นทั้งหมดกลับคืน”
“ชื่อเสียงของหลินเอ๋อร์พังย่อยยับ นางเกือบผูกคอตาย แล้วเจ้าหมอนั่นยังไปเที่ยวพูดว่านางจะตายตามคนเลี้ยงม้าอีก!”
เรื่องของตระกูลเจิ้ง หลายคนเคยได้ยินข่าวมาบ้าง
โจวลิ่วกระซิบกับกู้จือจั๋วว่า
“ข้าสืบมาแล้ว วันนั้นหลิวหลิงจงใจพาคนไปที่คอกม้าตั้งหลายคน ทุกคนได้ยินกับหูว่า คุณหนูหกเจิ้งบอกคนเลี้ยงม้าว่า ชาตินี้จะไม่แต่งกับใครนอกจากเขา”
เพราะอย่างนี้เอง โจวลิ่วจึงสงสัยว่า คุณหนูหกตระกูลเจิ้งจะเป็นเหมือนน้องสาวคนที่สี่ของเขาหรือไม่
มิฉะนั้น...
หญิงสาวที่ดี ๆ คนหนึ่ง จะไปสารภาพรักกับคนเลี้ยงม้าขาพิการในงานฉลองวันเกิดของท่านย่าได้อย่างไร เว้นแต่ว่าสติจะไม่ปกติ
กู้จือจั๋วเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนั้น ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง
“ยันต์คู่ครองนั้น... เขาไปขอมาจากที่ใด”
เจิ้งซื่อนี่ช่างจริง ๆ ทำอะไรก็สะเปะสะปะ พูดก็ไม่เข้าประเด็นเสียที
เจิ้งซื่อขยุ้มผมครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่
“ข้าไม่รู้ เป็นหลิวหลิงไปขอมาเอง... อ้อ จริงสิ...”
เขาล้วงค้นของในถุงหอม พลิกทุกอย่างเทลงบนโต๊ะแปดเซียน จนสุดท้ายหยิบถุงเครื่องรางสีแดงที่ยับยู่ยี่ออกมา
เดิมทีเขาตั้งใจจะเอาของนี่ปาใส่หน้าหลิวหลิง
ถุงเครื่องรางสีแดงหยาบ ๆ ด้านหน้าปักคำว่า “ยันต์คู่ครอง” ส่วนด้านหลังเขียนว่า “สวรรค์ลิขิต คู่สร้างคู่สม”
ลายเส้นตัวอักษรทุกตัว โดยเฉพาะเส้นตั้ง ตรงปลายพู่กันล้วนมีตวัดงอเล็ก ๆ...
เหมือนกับ...
สายตาของกู้จือจั๋วค่อย ๆ เคลื่อนไปยังนอกหน้าต่าง
บนแผงดูดวง ฝืนผ้าที่เขียนคำว่า “ทำนายชะตา” กำลังพลิ้วไหวไปตามสายลม...
ลายมือบนถุงเครื่องรางนั้นเหมือนกับลายมือบนป้ายหน้าร้านหมอดูแทบทุกประการ
กู้จือจั๋วคลี่ถุงเครื่องรางออก ภายในมีกระดาษยันต์พับเป็นรูปสามเหลี่ยม และมีเส้นผมเส้นหนึ่งซุกอยู่ข้างใน
นางเงยหน้าถามโจวหลิวหลางทันที
“คุณชายโจว ตอนที่จางซิ่วไฉ่เสียชีวิตเมื่อคืน เขาชี้นิ้วไปทางไหน จำได้หรือไม่”
โจวหลิวหลางนึกภาพเหตุการณ์ขึ้นมาได้ทันที
“ด้านหน้าทางขวา... ตรงนั้น...” เขาชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนสายตาจะหยุดลงที่แผงหมอดู “ใช่แล้ว เขาชี้ไปทางนั้น”
กู้จือจั๋วพยักหน้า
หลังจากนั่งลง นางกวาดตามองถนนอย่างละเอียด บริเวณนั้นเต็มไปด้วยผู้คน มีทั้งร้านขายยา ร้านของทอด ร้านเครื่องประดับ ร้านหมอดู และร้านค้าอีกหลายแห่ง
แต่สายตาของนางกลับหยุดอยู่ที่แผงหมอดูครั้งแล้วครั้งเล่า
จางซิ่วไฉ่เคยขายภาพเขียนอยู่ติดกับแผงนี้ คนขายเกี๊ยวรูปร่างเตี้ยก็อยู่ไม่ไกลจากถนนดอกไม้ แม้แต่หอคณิกาก็อยู่ละแวกเดียวกัน
ยิ่งมองลายมือบนถุงเครื่องราง ก็ยิ่งทำให้นางมั่นใจว่ามันเกี่ยวข้องกับคนคนเดียวกัน
“พี่ชาย ลองไปถามหมอดูตาบอดคนนั้นว่ามีเครื่องรางความรักหรือไม่...”
พูดยังไม่ทันจบ นางก็ส่ายหน้าเอง
“ไม่ได้ ท่านแต่งตัวดูเป็นคุณชายผู้ดีเกินไป เขาคงระวังตัว”
กู้จือจั๋วมองไปรอบ ๆ
ทุกคนในห้องล้วนสวมเสื้อผ้าหรูหรา ปักดิ้นทอง คาดหยก ดูมีฐานะทั้งนั้น
สุดท้ายสายตาของนางจึงไปหยุดที่เจิ้งซื่อ
“คุณชายเจิ้ง ท่านเหมาะที่สุด”
สภาพของเจิ้งซื่อตอนนี้ทั้งตัวเปียกเหล้า เปียกน้ำแกงถั่วเขียว มีลูกบัวหวานติดอยู่บนเส้นผม เสื้อผ้ายับเยิน ดูน่าเวทนาราวกับคนสิ้นหวัง
“ลงไปขอเครื่องรางแต่งงานจากหมอดู อย่าพูดผิดแม้แต่คำเดียว ชะตาของน้องสาวท่านจะรอดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับครั้งนี้แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น เจิ้งซื่อก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที
กู้จือจั๋วบอกทุกประโยคที่ต้องพูดอย่างละเอียด ก่อนปล่อยให้เขาเดินลงไป
คนอื่น ๆ แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอรู้ว่าจะไปขอเครื่องรางแต่งงาน ต่างก็กรูกันมายืนเกาะหน้าต่างรอดูเหตุการณ์
เจิ้งซื่อเดินโซเซออกจากโรงเตี๊ยมด้วยอาการเมาค้าง
จากโรงเตี๊ยมถึงแผงหมอดูห่างกันเพียงไม่กี่สิบก้าว ขณะที่เขากำลังจะข้ามถนน รถม้าคันหนึ่งก็แล่นมาจอดตรงหน้าแผงหมอดูเสียก่อน
หญิงสาวอายุราวสิบห้าหรือสิบหกปีค่อย ๆ ก้าวลงจากรถ
เจิ้งซื่อจำได้ทันที
นางคือ จี้หนานเคอ ว่าที่พระสนมขององค์ชายสาม
รถม้าบดบังสายตา ทำให้จี้หนานเคอมองไม่เห็นเขา และต่อให้เห็น ก็คงจำสภาพอันน่าอนาถของเขาในตอนนี้ไม่ได้
ชายหนุ่มผู้เคยสง่างามแห่งตระกูลเจิ้ง บัดนี้ไม่ต่างจากคนขี้เมาที่นอนข้างถนน
หลังลงจากรถ จี้หนานเคอเดินตรงไปนั่งหน้าแผงหมอดู พร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ได้ยินว่าที่นี่ เครื่องรางแต่งงานศักดิ์สิทธิ์มาก ข้าอยากได้สักชิ้น”
หมอดูตาบอดกลอกดวงตาขาวโพลน ก่อนกล่าวเสียงแหบ
“คุณหนู มาดูเรื่องคู่ครองหรือ”
เขายื่นกระบอกเซียมซีให้นาง
“เชิญเสี่ยงเซียมซีก่อน แล้วข้าจะทำนายให้”
แต่จี้หนานเคอไม่แม้แต่จะชายตามองกระบอกเซียมซี
นางหยิบเมล็ดแตงโมทองคำออกมาหนึ่งกำ แล้วเทลงบนแผงหมอดู
เมล็ดแตงโมทองแต่ละเม็ดหนักถึงสองเฉียน เมื่อรวมกันทั้งกำ หนักหลายตำลึง แสงแดดสะท้อนเป็นประกายสีทองระยิบระยับ
หมอดูตาบอดพยายามสะกดกลั้นความอยากเอื้อมมือไปหยิบ พร้อมฝืนยิ้ม
“คุณหนู...”
จี้หนานเคอขัดขึ้นอย่างเรียบเฉย
“ข้าต้องการเพียงเครื่องรางแต่งงานชิ้นเดียว”
“ทองทั้งหมดนี้ เป็นของท่าน”
หมอดูนิ่งอึ้ง
ครั้งหนึ่งเขาเคยให้คำมั่นกับอาจารย์ว่าจะใช้เครื่องรางเหล่านี้ช่วยผู้คนที่กำลังทุกข์ยาก เพื่อสะสมบุญกุศล
แล้วถ้าหากใช้มันแลกทอง...
จะถือว่าผิดคำสาบานหรือไม่
แต่ทองคำกองนี้...
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
จี้หนานเคอหยิบเมล็ดแตงโมทองคำออกมาอีกกำหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ร่วงลงบนแผงทีละเม็ด
เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
ทุกเสียงที่ดังขึ้น ราวกับกำลังกระแทกลงบนหัวใจของหมอดู
“ข้าต้องการเพียงเครื่องรางแต่งงาน”
“ทองทั้งหมดนี้... เป็นของท่าน”
ก่อนหน้านี้ จี้หนานเคอเพิ่งได้ยินโดยบังเอิญว่า เครื่องรางแต่งงานของหมอดูตาบอดผู้นี้ศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับต้องมนตร์
ตอนแรก นางยังไม่เชื่อนัก...
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5509b5ef32ddbec9d0c49b
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5509e40932e11897cff261
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา