14 ก.ค. เวลา 06:00 • ธุรกิจ

กลุ่มทิสโก้ ครึ่งปีแรก 2569 กำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% แรงหนุนสินเชื่อรถยนต์ EV

กลุ่มทิสโก้ ครึ่งปีแรก 2569 กำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% แรงหนุนสินเชื่อรถยนต์ EV ด้านสำรองหนี้สูญตั้งไว้สูง 190%
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2568 จากการฟื้นตัวของรายได้รวมจากการดำเนินงาน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4.7% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 16.4% จากทุกธุรกิจหลัก
สำหรับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เพิ่มขึ้น 11.3% ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้
ขณะที่ภาวะตลาดทุนฟื้นตัวจากปีก่อน ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กลับมาขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นจากทั้งธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.1% โดยบริษัทยังคงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 1.1% ของสินเชื่อเฉลี่ย ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) อยู่ที่ 16.3%
ไตรมาส 2 ปี 2569 กำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3%
สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาส 2 ของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 5.9% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 6.3% อันเป็นผลจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจจัดการกองทุน
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6.9% ส่วนค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 0.9% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังควบคุมได้ดี และระดับเงินสำรองที่เพียงพอรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ดันยอดสินเชื่อ
สำหรับปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากตลาดรถยนต์ในประเทศที่เริ่มกลับมาขยายตัว โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 235,803 ล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี 2568 โดยสินเชื่อเช่าซื้อเติบโต 2.2% จากสินเชื่อรถใหม่เป็นหลัก สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตตามไปด้วย
นอกจากนี้ การฟื้นตัวของตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาคึกคักกว่าปีก่อน ยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของกลุ่มทิสโก้ปรับตัวดีขึ้น
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ว่าลูกค้าบางส่วนจะยังได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาคุณภาพสินเชื่อและระดับเงินสำรองให้อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง
ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ควบคู่กับการติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงิน
ทั้งนี้ เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 235,803 ล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี 2568 โดยสินเชื่อเช่าซื้อเติบโต 2.2% จากสินเชื่อรถใหม่เป็นหลัก สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ขยายตัวมาอยู่ที่ 6.7%
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวถูกหักล้างด้วยการลดลงของสินเชื่อธุรกิจ จากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ และการชะลอตัวของสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งบริษัทยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
ตั้งสำรองหนี้สูญ 190%
ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ 2.12% ของสินเชื่อรวม ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน สะท้อนการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 190%
ขณะที่ธนาคารทิสโก้มีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.6% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 11.0% ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดยมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.2% และ 2.5% ตามลำดับ
โฆษณา