15 ก.ค. เวลา 04:18 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

หนังของหลี่สิง

มนุษยนิยมและสำนึกรักบ้านเกิด
ในความทรงจำของผู้ชมจำนวนมาก หลี่สิงมักถูกจดจำในฐานะ "ผู้กำกับหนังรัก" มากกว่าคำยกย่องว่าเขาคือ godfather of Taiwan cinema ในฐานะที่มีคุณูปการเป็นเสาหลักให้วงการหนังไต้หวันได้ตั้งไข่ ได้พบแนวทางของตนเอง แต่ผู้ชมมักมองภาพเขาคือชายผู้สร้างภาพยนตร์จากนิยายของฉงเหยา ชายผู้ทำให้ฉินฮั่น เจินเจิน ฉินเสียงหลิน และหลินฟ่งเจียว กลายเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าของภาพยนตร์ไต้หวัน
แต่ถ้ามองเฉพาะภาพนั้น อาจเป็นการลดทอนตัวตนของเขามากเกินไป เพราะในความเป็นจริง หลี่สิงไม่เคยคิดว่าหน้าที่ของผู้กำกับคือการสร้างความฝันให้ผู้ชมเพียงอย่างเดียว สำหรับเขา ภาพยนตร์คือเครื่องมือในการตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ความหมายของครอบครัว ความผิดและการให้อภัย หน้าที่และความเสียสละ ความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่
และคำถามสำคัญที่สุด มนุษย์คนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้คือหัวใจของหลี่สิง และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาก้าวออกจากโลกของหนังรัก เพื่อสร้างภาพยนตร์ที่จริงจังและลึกซึ้งที่สุดในชีวิตเรื่อง ใบไม้ร่วง (Execution in Autumn) ในปี 1972
วันที่นักโทษประหารได้ค้นพบความเป็นมนุษย์ หากมีภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวที่จะใช้เป็นตัวแทนของหลี่สิง ภาพยนตร์เรื่องนั้นอาจไม่ใช่หนังจากนิยายฉงเหยา แต่มันคือหนังเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานระดับสูงสุดของภาพยนตร์ไต้หวันยุคคลาสสิก และเป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างหลี่สิงกับผู้กำกับหนังรักทั่วไปอย่างชัดเจน
เรื่องราวเริ่มต้นจาก เผยกังชายหนุ่มจากครอบครัวมีฐานะ ผู้ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนกลายเป็นคนเอาแต่ใจและก้าวร้าว วันหนึ่งเขาก่อคดีฆาตกรรมและถูกตัดสินประหารชีวิตในคุก เขารอเพียงวันประหาร แต่ย่าของเขายังไม่ยอมให้สายเลือดของตระกูลจบลง จึงส่งหญิงสาวชื่อ เหลียนเอ๋อร์มาแต่งงานกับเขา เพื่อให้ตระกูลมีทายาทก่อนที่เขาจะเสียชีวิต
ในตอนแรกความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้เริ่มจากความรัก เผยกังยังคงเป็นชายหนุ่มที่หยิ่งทะนง เห็นแก่ตัว และไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น แต่เหลียนเอ๋อร์กลับมาเยี่ยมเขาทุกวัน เธอไม่ได้เปลี่ยนเขาด้วยคำสั่งสอน ไม่ได้เปลี่ยนเขาด้วยการตำหนิ แต่เปลี่ยนเขาด้วยความเมตตา ทีละเล็กทีละน้อย ชายผู้เคยคิดว่าชีวิตไม่มีความหมาย เริ่มมองเห็นคุณค่าของคนอื่น และเมื่อวันประหารมาถึงเขาไม่ได้หนี ไม่ได้โวยวาย แต่ยอมรับผลของการกระทำของตัวเองอย่างสงบ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของหนังเรื่องนี้่ คือ หลี่สิงไม่ได้สนใจคำถามว่า "คนผิดสมควรได้รับโทษหรือไม่" เขาสนใจคำถามที่ยากกว่า "ก่อนที่มนุษย์คนหนึ่งจะตาย เขายังมีโอกาสกลับมาเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นหรือไม่" นี่คือวิธีคิดแบบหลี่สิงเขาไม่ได้มองโลกแบบขาวกับดำ เขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีด้านที่อ่อนแอ แต่ก็มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ หนังที่เกิดจากความเชื่อเรื่อง "ความดี"
เบื้องหลังของ Execution in Autumn ก็น่าสนใจไม่แพ้ตัวหนัง หลี่สิงเก็บโครงการนี้ไว้นานกว่าสิบปี เพราะต้องการให้บทและรายละเอียดสมบูรณ์ที่สุด ขณะเดียวกัน ผลงานสองเรื่องก่อนหน้าของเขากลับล้มเหลว ทำให้เจ้าตัวถึงกับตั้งใจว่า หากหนังเรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เขาอาจยุติเส้นทางการเป็นผู้กำกับ
นางเอกที่หลี่สิงหมายตาไว้มีเพียงคนเดียวคือ ถังเป่าหยุนอดีตศิษย์ปั้นของเขาเอง แม้เธอจะแต่งงานและย้ายไปใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ แล้ว ทั้งคู่ก็ยังรักษาคำสัญญาที่เคยให้กันไว้ตั้งแต่สมัยถ่ายทำ Beautiful Duckling เพราะคอนนั้นหลี่สิงเล่าเรื่องการประหารในฤดูใบไม่ร่วงให้เธอฟัง ถังเป่าหยุนถึงกับบอกว่าหากเขาจะทำหนังเรื่องนี้เมื่อไหร่ เธอจะพร้อมสำหรับเขาเสมอ เมื่อถังเป่าหยุนเดินทางกลับไต้หวัน หลี่สิงจึงเดินหน้าสร้างทันที
ส่วนบทพระเอก หลี่สิงเลือกโอวเหว่ย ซึ่งในเวลานั้นขึ้นชื่อจากบทตัวร้าย เพราะเชื่อว่าใบหน้าที่เคร่งขรึมและแววตาที่เปี่ยมด้วยพลังของเขา เหมาะสมที่สุดสำหรับบทนักโทษประหาร "เผยกัง" ผลพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของหลี่สิงถูกต้อง หนังประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ กลายเป็นผลงานชิ้นเอกของเขา
ในยุคเดียวกับที่ฮ่องกงกำลังสร้างหนังบู๊อย่างต่อเนื่อง ชอว์บราเดอร์สกำลังผลักดันหนังกำลังภายในของจางเชอะ และวงการภาพยนตร์โลกกำลังเข้าสู่ยุคของความรุนแรงและความสมจริง หลี่สิงกลับเลือกสร้างหนังที่พูดถึงศีลธรรม บางคนอาจมองว่านี่เป็นความคิดแบบอนุรักษนิยม เพราะหนังของเขามักให้ความสำคัญกับครอบครัว ความกตัญญู และคุณธรรมแบบจีนดั้งเดิม
แต่ถ้ามองบริบทของไต้หวันในเวลานั้น จะพบว่าสิ่งเหล่านี้มีความหมายมาก ไต้หวันในทศวรรษ 1960–1970 เป็นสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่เริ่มเข้าสู่เมืองครอบครัวขยายแบบดั้งเดิมเริ่มเปลี่ยนเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ค่านิยมเก่าเริ่มถูกตั้งคำถาม ภาพยนตร์ของหลี่สิงจึงทำหน้าที่เหมือนสะพาน เขาไม่ได้บอกให้ผู้คนย้อนกลับไปสู่อดีตแต่พยายามถามว่าในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เราจะรักษาสิ่งดี ๆ จากอดีตไว้ได้อย่างไร
เมื่อชีวิตจริงกลายเป็นภาพยนตร์ หาก Execution in Autumn คือหนังที่พูดถึงการไถ่บาป A Boat in the Ocean หรือที่รักอย่าจากฉันไป ปี 1978 คือหนังที่พูดถึงการต่อสู้ของมนุษย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของ เจิ้งเฟิงซีชายพิการขาทั้งสองข้างที่เกิดในครอบครัวยากจน แต่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สำหรับคนจำนวนมากในสังคม เขาแทบไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ พิการ ยากจน เกิดในชนบท แต่เขากลับใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิต
หลี่สิงไม่ได้ถ่ายทอดเขาเป็น "วีรบุรุษเหนือมนุษย์"ตรงกันข้าม เขาแสดงให้เห็นความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า และช่วงเวลาที่ชายคนหนึ่งอยากยอมแพ้
นี่คือสิ่งที่ทำให้หนังของหลี่สิงแตกต่างเขาไม่ได้สร้างคนดีที่สมบูรณ์แบบเขาสร้างมนุษย์จริง ๆ มนุษย์ที่ร้องไห้ มนุษย์ที่กลัว มนุษย์ที่เจ็บปวด แต่ยังเลือกเดินต่อไป ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับการจดจำที่สุดของเขา ที่สำคัญ มันยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ ฉินฮั่น และ หลินฟ่งเจียว กลายเป็นคู่พระนางระดับตำนาน และเช่นเดียวกับผลงานก่อนหน้า หลี่สิงไม่ได้เพียงสร้างหนัง แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจ
อีก 2 ปีถัดมา หลีสิงสร้างงานมาสเตอร์พีซอีกเรื่อง อีกหนึ่งผลงานสำคัญคือ My Native Land หรือที่เรียกว่า China, My Native Land(ที่รักอย่างจากฉันไป ภาค นักประพันธ์) ในปี 1980 ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากในประวัติศาสตร์ไต้หวัน นั่นคือชีวิตของผู้คนที่เดินทางข้ามทะเลจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังไต้หวันหลังสงคราม คนเหล่านี้เคยมีบ้านเกิดอยู่ที่อื่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไต้หวันก็กลายเป็นบ้านของพวกเขา
ดัดแปลงจากชีวิตของนักเขียน จงจ้าวเจิ้ง นำแสดงโดย ฉินฮั่น และ หลินฟ่งเจียวเช่นกัน เนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษา การอนุรักษ์วัฒนธรรม และความผูกพันกับแผ่นดินเกิด รวมทั้งสะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนในไต้หวันหลังสงคราม เป็นหนังที่มีบรรยากาศละเมียดละไมและพูดถึง "บ้านเกิด" ทั้งในความหมายทางภูมิศาสตร์และทางจิตใจ
คำถามคือเมื่อมนุษย์จากบ้านเกิดมานานหลายสิบปีบ้านที่แท้จริงอยู่ที่ไหนกันแน่ นี่เป็นหนึ่งในหนังที่แสดงให้เห็นว่าหลี่สิงไม่ได้สนใจเพียงเรื่องรักหรือครอบครัวเล็ก ๆ เขาสนใจ "ประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา"
ความที่ทั้งสองเรื่อง กำกับโดย หลี่สิง พระเอกนางเอกคือ ฉินฮั่น–หลินฟ่งเจียว สร้างต่อเนื่องกัน (1978 และ 1980) และต่างก็เป็นหนังชีวิต ยิ่งชื่อไทยใช้ที่รักอย่าจจากฉันไป ตอน 2 ภาค นักประพันธ์ เข้าไป จึงทำให้หลายคนจำสลับกันอยู่บ่อย ๆ ความจริงแล้วตัวหนังมีพื้นฐานจากชีวประวัติของ จงจ้าวเจิ้ง นักเขียนชาวไต้หวันเชื้อสายฮากกา โดยเน้นการทำงานเป็นครูในชนบท การอุทิศตนเพื่อการศึกษา และความผูกพันกับบ้านเกิดกับผืนแผ่นดินไต้หวัน มากกว่าจะเป็นเรื่องของผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่
ช่วงปี 1978–1980 ถือเป็นจุดสูงสุดของอาชีพหลี่สิง เขากลับมาสร้างหนังแนวชีวิตอย่างต่อเนื่อง และภาพยนตร์เหล่านี้สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากรางวัลม้าทองคำติดต่อกันถึงสามปีซ้อน เป็นสถิติที่ไม่มีใครทำได้ หรือเทียบเท่ามาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องที่สร้างประวัติศาสตร์ ปี 1978 กับ He Never Gives Up ปี 1979 กับ The Story of a Small Town ปี 1980 กับ Good Morning, Taipei
มันเป็นช่วงเวลาที่ชื่อของหลี่สิงไม่ได้หมายถึงเพียงผู้กำกับ แต่หมายถึง "สถาบัน" นักแสดงอยากร่วมงานกับเขา ผู้สร้างต้องการให้เขากำกับ และผู้ชมเชื่อว่าหากเป็นหนังของหลี่สิง พวกเขาจะได้รับบางสิ่งกลับไปเสมอ
บางครั้งอาจเป็นน้ำตา บางครั้งอาจเป็นความหวัง แต่ไม่เคยเป็นความว่างเปล่า
โฆษณา