6 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ความบาดหมางระหว่างอังกฤษ-อาร์เจนตินา ที่เปลี่ยนให้ชาวเกาะร่ำรวย

เช้าตรู่ของวันที่ 2 เมษายน 1982 ชาวเกาะกลุ่มหนึ่ง ได้ตื่นขึ้นมาพบว่า บนถนนหน้าบ้านของพวกเขา เต็มไปด้วยทหารต่างชาติที่ถือปืนอยู่
เกาะแห่งนี้ในเวลานั้น มีคนอยู่ราว 1,800 คน แต่มีแกะมากกว่าอีกหลายร้อยเท่า และชาวเกาะมีรายได้หลักเพียงอย่างเดียว ซึ่งมาจากการขายขนแกะ
ถ้าหากดูที่ความสมเหตุสมผลแล้ว ก็คงจะพูดได้เต็มปากว่า ดินแดนแบบนี้ ไม่น่าจะมีใครอยากได้เลยด้วยซ้ำ..
แต่เวลาผ่านมากว่า 40 ปี เกาะเดียวกันนี้ ก็กลับกลายเป็นดินแดนที่มีความมั่งคั่งอยู่ไม่น้อย ระดับอยู่กันอย่างสบายมาก
จนสามารถส่งเด็กทุกคน ให้บินไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่อังกฤษทุกปี โดยที่รัฐบาลของเกาะนี้จะออกให้ทั้งค่าเทอมและค่ากินอยู่ทั้งหมด
หากสงสัยว่า เหตุการณ์แบบนี้มีที่มาอย่างไร และรัฐบาลบนเกาะใช้วิธีในการบริหารจัดการแบบไหน จึงเปลี่ยนภาพจากเกาะที่เคยมีดีแค่พึ่งพาแกะ มาพึ่งพาตัวเองได้อย่างมั่นคง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ อยู่ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนตินา ราว 500 กิโลเมตร และห่างไกลจากกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ ถึง 13,000 กิโลเมตร
โดยปมของเรื่องทั้งหมดมีอยู่ว่า พื้นที่ตรงนี้เคยถูกฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ ผลัดกันเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
จนสุดท้ายในปี 1833 อังกฤษก็ได้เข้ามาปักหลักปกครองต่อเนื่อง มาจนถึงทุกวันนี้
ฝั่งอาร์เจนตินา เรียกเกาะแห่งนี้ว่า “มัลบินัส” และมองว่าตนเองได้รับมรดกดินแดนนี้ต่อมาจากจักรวรรดิสเปน ตั้งแต่วันที่ประกาศเอกราช ส่วนอังกฤษคือคนนอกผู้ที่มาแย่งชิงเอาไป..
แต่ฝั่งอังกฤษเอง ก็ยืนยันสิทธิ์จากการปกครองต่อเนื่องมากว่า 100 ปีแล้ว และที่สำคัญกว่านั้นคือ คนบนเกาะแทบทั้งหมด ก็สืบเชื้อสายมาจากชาวอังกฤษ
แถมพวกเขาก็ยังยืนกรานด้วยว่า พวกเขาอยากจะเป็นคนอังกฤษต่อไป
ข้อพิพาทนี้ ถูกนำมาเจรจากันเนิ่นนานหลายสิบปี โดยไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งในปี 1982 ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลง..
ตอนนั้น อาร์เจนตินาถูกปกครองโดยรัฐบาลทหาร นำโดยนายพล Leopoldo Galtieri กำลังเผชิญกับวิกฤติอย่างหนัก จากทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และประชาชนออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลเต็มท้องถนน
รัฐบาลทหารจึงได้เลือกทางออกแบบเดียวกับที่เรามักจะได้เห็นผู้นำเผด็จการหลายคนในประวัติศาสตร์เลือกทำกัน คือการสร้างศัตรูร่วมขึ้นมา
เพื่อปลุกเร้าให้คนในชาติ หันกลับมาสามัคคีกันอีกครั้ง จนลืมปัญหาภายในที่ยังคาราคาซังไปชั่วคราวก่อน
ซึ่งในกรณีของเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็คือการทวงคืนหมู่เกาะฟอล์กแลนด์จากอังกฤษนั่นเอง..
ฝ่ายนายพล Galtieri เชื่อมั่นว่า อังกฤษคงไม่กล้าพอที่จะส่งกองเรือรบข้ามครึ่งโลก เพื่อมาแย่งชิงเกาะที่มีคนอยู่ไม่ถึง 2,000 คน กลับคืนไปหรอก
วันที่ 2 เมษายน 1982 กองทัพอาร์เจนตินา จึงได้ยกพลขึ้นบก และยึดเกาะนี้อย่างง่ายดาย ปลุกใจให้คนอาร์เจนตินาทั้งประเทศ ออกมาเฉลิมฉลองกันเต็มถนน จนเริ่มกลับมามีความรู้สึกเชื่อมั่นในรัฐบาลอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การคำนวณครั้งนี้ กลับผิดพลาดอย่างมหันต์..
เพราะนายกรัฐมนตรีอังกฤษในเวลานั้น คือตำนานหญิงเหล็กอย่างคุณ Margaret Thatcher ก็กำลังมีคะแนนนิยมย่ำแย่ไม่ต่างกัน
เธอจึงตัดสินใจใช้วิกฤตินี้ กอบกู้ความศรัทธาในตัวเธอจากคนอังกฤษ ด้วยการส่งกองเรือรบข้ามน้ำข้ามทะเล ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไป เพื่อทวงคืนหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กลับมาให้ได้
โดยเหตุผลของเธอ ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจบนเกาะแห่งนี้ ล้วนขับเคลื่อนด้วยแกะ และขนาดเล็กกว่าอังกฤษมาก
แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของอังกฤษ ที่จะให้ใครมาเหยียบย่ำ และพรากความน่าเกรงขามไปไม่ได้
หากอังกฤษยอมเสียเกาะนี้ไปง่าย ๆ ดินแดนโพ้นทะเลแห่งอื่น ๆ ที่มีประเทศอื่นหมายตาอยู่ อย่างเช่น ยิบรอลตาร์ ก็อาจจะโดนบุกยึดตามเป็นโดมิโนแบบนี้เอาได้
สงครามครั้งนี้ กินเวลาแค่ 74 วัน และจบลงด้วยการยอมจำนนของอาร์เจนตินา
ผลลัพธ์จากสงคราม ส่งผลให้คุณ Thatcher ดึงความนิยมกลับมาได้ และชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
แต่ในทางตรงกันข้าม ฝั่งรัฐบาลทหารของอาร์เจนตินา ต้องหมดความชอบธรรม พร้อมทั้งล่มสลาย เปลี่ยนให้อาร์เจนตินากลายมาเป็นประชาธิปไตยในที่สุด..
ถึงแม้สงครามครั้งนี้อังกฤษจะเป็นฝ่ายชนะอย่างเด็ดขาดก็ตาม แต่หากไปดูงบประมาณที่จ่ายไป ก็ถือว่าอังกฤษขาดทุนยับเยิน
ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายในการรบจำนวนมหาศาลแล้ว หลังสงครามจบ อังกฤษยังต้องลงทุนสร้างฐานทัพและสนามบินขนาดใหญ่บนเกาะ
พร้อมกับควักงบประมาณค่าป้องกันเกาะ ปีละหลายพันล้านบาท ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้
โดยที่เงินเหล่านั้น ไม่เคยได้ไหลกลับเข้ากระเป๋าของอังกฤษ เลยแม้แต่บาทเดียว..
และแล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น เพราะขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่บนเกาะแห่งนี้ ไม่ได้ถูกค้นพบในตอนรบ แต่ดันมาเจอเอาตอนที่สงครามจบไปแล้ว
ในเดือนตุลาคม ปี 1986 รัฐบาลของเกาะ ได้ประกาศเขตอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเล โดยมีรัศมีครอบคลุม 150 ไมล์ทะเลรอบเกาะ
และเริ่มขายใบอนุญาตจับปลา ให้กองเรือเอกชนต่างชาติตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนก็คือ น่านน้ำเย็นเฉียบรอบเกาะนี้ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาหมึก ที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ทำให้เพียงแค่ไม่กี่ปี รายได้ของรัฐบาลเกาะนี้ สามารถเติบโตขึ้นถึง 500%
จากเดิม ฟอล์กแลนด์เคยต้องรอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอังกฤษ ก็กลายมาเป็นเกาะที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์เกือบทุกเรื่อง ยกเว้นแค่ด้านการทหาร และการต่างประเทศเท่านั้น
แต่เรื่องที่น่าสนใจมากกว่าสำหรับโชคดีครั้งนี้ ก็คือวิธีการบริหารโชคของรัฐบาลบนเกาะแห่งนี้ ที่เลือกใช้ในการดูแลรักษา และทำให้ประชาชนบนเกาะได้รับอานิสงส์ เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีกันถ้วนหน้ามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่
- การปฏิรูปที่ดิน เพื่อช่วยให้ชาวเกาะมีที่ดินทำกินของตัวเอง
ก่อนหน้านั้น ที่ดินเกือบทั้งหมดบนเกาะ เป็นของบริษัทนายทุนที่มีสำนักงานอยู่ในลอนดอน ส่วนชาวเกาะก็เป็นได้แค่เพียงลูกจ้างมาทำงานเลี้ยงแกะ
รัฐบาลของเกาะนี้ จึงได้ตั้งหน่วยงานพัฒนาขึ้นมา เพื่อกว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่กลับมา แล้วซอยแบ่งขายต่อในราคาถูกให้กับชาวเกาะ
ชาวบ้านที่เคยเป็นลูกจ้างมาทั้งชีวิต จึงได้กลายมาเป็นเจ้าของฟาร์ม เป็นครั้งแรก
- เข้มงวดในสิทธิ์การจับสัตว์น้ำ เพื่อทำให้ระบบนิเวศยั่งยืน ใช้ประโยชน์ได้นาน
ในปี 2006 รัฐบาลเกาะได้เปลี่ยนกติกาจากการขายใบอนุญาตปีต่อปี มาเป็นระบบโควตาแบบโอนสิทธิ์ได้ โดยให้สิทธิ์ยาวนานถึง 25 ปี
เรื่องนี้ฟังดูเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้ว เบื้องหลังแนวคิดกลับลึกซึ้งมาก
เพราะเมื่อบริษัทประมงรู้ว่า ตัวเองจะได้ทำกินในน่านน้ำนี้ไปอีก 25 ปี พวกเขาก็จะไม่มีแรงจูงใจให้จับสัตว์จนเกลี้ยงทะเลภายในปีเดียวอีกต่อไป
แต่จะหันมาช่วยกันดูแลให้สัตว์น้ำเหลือมากพอ ขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ สำหรับปีถัดไป ไปเรื่อย ๆ แทน
หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ วิธีนี้จะสร้างแรงจูงใจ ที่ช่วยเปลี่ยนความคิดของกลุ่มคนที่จะเข้ามาแค่เพียงตักตวง ให้มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของ ที่ต้องช่วยรักษาสมบัติสำคัญชิ้นนี้ไปด้วยกัน
ซึ่งผลลัพธ์ ก็สะท้อนมาให้เห็นผ่านงานวิจัยในระดับโลกที่จัดให้การบริหารประมงของฟอล์กแลนด์ อยู่ในกลุ่มดีสุดในโลก ทั้งในแง่ของความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์ และความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายด้วย
- เปลี่ยนทรัพยากรจากท้องทะเล ให้เป็นแรงส่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ฟอล์กแลนด์ จัดว่าเป็นรัฐสวัสดิการแห่งหนึ่ง ที่ภาครัฐทุ่มเทเงินจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่ทุ่มเทที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่โลกนี้จะมีได้เลย
ทุกคนบนเกาะแห่งนี้ จะได้เรียนฟรี ผ่านระบบการศึกษาแบบเดียวกันกับของอังกฤษแบบเป๊ะ ๆ
และเมื่อถึงอายุ 16 ปี หากสอบผ่านตามเกณฑ์แล้ว รัฐบาลก็จะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้บินไปเรียนต่อมัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม, ค่ากินอยู่ และค่าตั๋วเครื่องบิน
นั่นจึงทำให้ เด็กชาวเกาะฟอล์กแลนด์ จึงมักจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่อังกฤษกัน โดยที่ไม่มีหนี้การศึกษาติดตัว..
พอเรียนจบแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกจะกลับมาทำงานบนเกาะบ้านเกิด เพราะเมื่อกลับมาแล้ว จะมีงานให้ทำ พร้อมค่าจ้างที่สูง
แถมหากเจ็บป่วยอะไร การรักษาพยาบาลก็ฟรี หรือแม้กระทั่ง เมื่อเจอการเจ็บป่วยหนัก เกินกว่าที่โรงพยาบาลบนเกาะจะมีความพร้อมดูแลไหว
รัฐบาลก็จะออกค่าใช้จ่ายให้ เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อที่ประเทศอื่นแทน
- วินัยทางการเงิน เข้มงวดจนน่าตกใจ
เหล่าผู้บริหารของเกาะแห่งนี้รู้ดีว่า รายได้ของเกาะนั้นผูกอยู่กับความเป็นไปของเหล่าปลาหมึกในท้องทะเล ที่ไม่มีใครควบคุมได้
บางปีอาจจะจับปลาหมึกในท้องทะเลได้เยอะ ก็จะมีเงินเข้ามาจนล้นคลัง
แต่บางปี จำนวนปลาหมึกก็อาจจะหายไปดื้อ ๆ กระแสเงินสดที่เข้ามา จึงบางเบาลงตามไปด้วย
ดังนั้น พวกเขาจึงได้วางกฎเหล็กเอาไว้ 2 ข้อคือ
ข้อแรก ห้ามกู้เงินมาใช้จ่ายประจำเด็ดขาด เพื่อปิดความเสี่ยงภาครัฐจะล้มละลาย
ข้อสอง ต้องกันเงินสำรองที่ยังไม่ถูกผูกมัดเอาไว้ ไม่ต่ำกว่า 1.5 เท่าของรายจ่ายประจำปี
หมายความว่า หากปีหน้าเกิดรายได้รัฐบาลกลายเป็นศูนย์ ฟอล์กแลนด์ก็จะยังมีเงินพอเลี้ยงตัวเอง ยืดอายุต่อไปได้อีกปีครึ่ง โดยไม่ต้องไปขอกู้เงินจากใครสักบาทเดียว
แต่ยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะพวกเขายังรู้วิธีในการเก็บสะสมเงินที่เหลือ เพื่อเอาไปต่อยอดสร้างความมั่งคั่งให้ทบต้น
เพื่อวันข้างหน้า ผลตอบแทนจากเงินก้อนนี้ จะได้ถูกวนนำกลับมา ใช้สร้างคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนบนเกาะให้ดีขึ้นไปอีก
โดยจะจัดสรรงบประมาณ นอกเหนือจากส่วนที่ต้องนำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการ ก็จะถูกโยกเข้าไปเก็บไว้ในกองทุนชื่อว่า Capital Equalization Fund ซึ่งจะกระจายการลงทุนไปทั่วโลก ให้เงินค่อย ๆ งอกเงยอย่างมั่นคง
กองทุนนี้ ทำหน้าที่เหมือนเป็นเขื่อนกักเก็บความมั่งคั่งสำรองของรัฐบาลฟอล์กแลนด์
หากปีไหนจับปลาหมึกได้เยอะ เงินภาษีที่รัฐบาลฟอล์กแลนด์เก็บได้ ก็จะถูกนำมาเก็บสะสมไว้ในกองทุนนี้ได้มาก
แต่หากมีปีที่จับปลาหมึกได้น้อย กองทุนนี้ก็จะต้องจ่ายเงินออกมา เพื่อผลักดันให้โครงการต่าง ๆ ทั้งฝั่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการให้ประชาชน เป็นไปตามแผนงานเดิม ที่ยังต้องทำต่อไป
และด้วยผลจากการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง ผสานกับความระมัดระวัง และทำซ้ำกระบวนการที่ว่ามาหลายปี
ปัจจุบันนี้ นอกจากฟอล์กแลนด์ จะไม่มีหนี้สาธารณะติดตัวแล้ว คนกว่า 3,600 คน ที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ก็ยังจะมี GDP ต่อหัว เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 3,600,000 บาท
คิดเป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่ประชาชนรวยสุดในโลกเลย..
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจกันแบบเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิตของชาวเกาะฟอล์กแลนด์จริง ๆ
ไม่ใช่ชัยชนะในสงคราม และก็ไม่ใช่โชคดีจากการมีฝูงปลาหมึกใต้ทะเล แต่เพียงอย่างเดียว
เพราะปลาหมึกเหล่านั้น ก็แหวกว่ายวนเวียนอยู่ตรงพื้นที่แถบนั้นมานานแสนนานแล้ว
สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนจริง ๆ กลับเป็นกติกาอันเหมาะสม ที่พวกเขาเลือกวางไว้กำหนดทิศทางให้ถูกต้อง ตั้งแต่วันแรก ที่มีเงินไหลเข้ามา
และเมื่อไม่นานมานี้เอง ใต้ทะเลทางเหนือของเกาะ ก็เพิ่งได้เจอกับแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ที่ชื่อว่า Sea Lion
ซึ่งจะเริ่มผลิตขายจริงในปี 2028 นี้ และเชื่อกันว่า อนาคตจะยิ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำกลับมาให้เกาะนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งแรกที่พวกเขาเลือกทำ หลังได้พบเจอกับมหกรรมความโชคดีครั้งนี้ ไม่ใช่การวางแผนเตรียมใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย
แต่ยังเป็นการเดินตามกรอบเดิม ที่เน้นทำสิ่งที่ยั่งยืน โดยมีวินัยและความรอบคอบ มาคอยกำกับ เพื่อไม่ให้พวกเขาพลาดท่าตกอยู่ในคำสาปความโชคดีแบบบางประเทศ
พวกเขาจึงได้ก่อตั้งกองทุนความมั่งคั่งขึ้นมาไว้รอก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่น้ำมันหยดแรก ยังไม่ทันถูกสูบออกมาเลยด้วยซ้ำ
นั่นก็เพราะว่า ไม่ว่าทรัพยากรนั้น จะผุดขึ้นมาจากใต้ผืนดินหรือผืนน้ำ ก็อาจจะไม่เคยทำให้ดินแดนไหนสามารถร่ำรวยขึ้นมาได้ด้วยตัวมันเองก็ได้
มันเป็นเพียงวัตถุดิบ ที่รอคอยการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ว่าคนที่ได้รับพรนี้มา จะเลือกใช้จนหมดในวันนี้ หรือเปลี่ยนให้มีคุณค่ามากขึ้นสำหรับอนาคต
แต่สำหรับชาวเกาะฟอล์กแลนด์แล้ว เส้นทางการเลือกของพวกเขา ที่เราได้เรียนรู้กันจากบทความนี้
ก็คงจะหนีไม่พ้น ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ค่อย ๆ เปลี่ยนเงินเหล่านั้น มาใช้ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ลูกหลานชาวเกาะ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือสูง ๆ ในหลักสูตรดี ๆ
และในสักวันหนึ่งข้างหน้า พวกเขาเหล่านั้น ก็จะบินกลับมา เพื่อพัฒนาดูแลเกาะบ้านเกิดของพวกเขา ให้ดีขึ้นกว่านี้ เป็นวงจรที่จะถูกทำซ้ำต่อไป ไม่รู้จบ..
โฆษณา