15 ก.ค. เวลา 13:37 • ความคิดเห็น
ผมตอบแบบไม่ต้องคิดเยอะเลยนะ... ผมไม่กดปุ่มนั้นแน่นอน
ฟังผมให้ดี ความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดในวันนั้น มันคือวัตถุดิบสำคัญ ที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้ และทำให้คุณเป็นคุณอย่างทุกวันนี้ คุณอาจสงสัยและตั้งคำถามว่าอยากลบความเจ็บปวดนั้นออกไป แต่คุณลองคิดดูให้ดีนะครับถ้าคุณลบไปแล้วตัวตนคุณจะเป็นแบบไหน
จริงอยู่ที่ความเจ็บปวดมันโคตรจะทรมานและไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับมันหรอก แต่ถ้าลองมองลึกลงไปในแง่ของปรัชญาและวิทยาศาสตร์สมองแล้ว การที่เรากดปุ่มลบความทรงจำแย่ๆออกไป มันไม่ได้ลบแค่ความเจ็บปวดนะ แต่มันอาจจะลบ ตัวตน ของเราไปด้วย
มันมีคำคมของภาพยนตร์เรื่อง the flash ตอนที่แบทแมนเคยพูดเตือนสติเดอะแฟลชไว้แบบคมๆเลยว่า ความเจ็บปวดนั่นแหละที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้ และอดีตมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องกลับไปแก้ไขหรือซ่อมแซมมันเลยสักนิด
ในทางวิทยาศาสตร์ สมองของเราเรียนรู้และเติบโตผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่าความยืดหยุ่นของระบบประสาท ทุกครั้งที่เราเจ็บปวด ผิดหวัง หรืออกหัก สมองจะสร้างเครือข่ายใยประสาทใหม่เพื่อหาวิธีรับมือและเอาชีวิตรอด มันคือกลไกที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น มีภูมิคุ้มกัน และเข้าใจโลกมากขึ้น ถ้าเราเลือกกดปุ่มลบความทรงจำเหล่านั้นทิ้งไปดื้อๆ มันก็เหมือนเราลบซอฟต์แวร์สำคัญที่ช่วยอัปเกรดชีวิตเราออกไปด้วย แล้วเราจะเหลืออะไรล่ะ
นี่ยังไม่นับรวมผลกระทบแบบผีเสื้อขยับปีกหรือบัตเตอร์ฟลายเอฟเฟกต์ตามหลักฟิสิกส์อีกนะ การเปลี่ยนแปลงอดีตหรือการลบประสบการณ์แย่ๆ แค่จุดเล็กๆจุดเดียว อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จนเปลี่ยนอนาคตไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้เราอาจจะภูมิใจที่เป็นคนมีคุณธรรม เป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่น แต่ถ้าวันนั้นเราไม่เคยเจ็บปวด ไม่เคยผ่านจุดที่ดิ่งที่สุด เราอาจจะกลายเป็นคนเฉยชา เป็นคนเห็นแก่ตัว หรือร้ายแรงที่สุดคือกลายเป็นคนที่สร้างความเจ็บปวดให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะเราไม่เคยรู้จักรสชาติของความเจ็บปวดนั้นเลย
สุดท้ายแล้ว ความเจ็บปวดมันจึงไม่ใช่จุดด่างพร้อยที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่มันคือวัตถุดิบสำคัญที่ผสมผสานจนเกิดเป็นเราในเวอร์ชันที่ดีที่สุดในวันนี้ การยอมรับและอยู่ร่วมกับมันต่างหากคือชัยชนะที่แท้จริง ไม่ใช่การวิ่งหนีหรือลบมันทิ้งไปอย่างไร้ร่องรอยครับ
เข้าใจที่ผมอธิบายใช่ไหมครับ
โฆษณา