วันนี้ เวลา 03:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น ประเทศอุตสาหกรรมเก่า ที่แปลงร่างเป็นแหล่งผลิตชิป AI

ภาพจำของญี่ปุ่นตอนนี้คือ ประเทศแห่งคนสูงวัย ที่มีแต่อุตสาหกรรมเก่า สินค้าเก่า เศรษฐกิจเติบโตช้า ค่าแรงไม่ถูกแล้ว
แต่รู้หรือไม่ว่า มียักษ์ใหญ่วงการชิประดับโลกหลายราย เข้าไปตั้งฐานการผลิต และศูนย์การวิจัยและพัฒนาที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น
- TSMC ไปตั้งโรงงาน JASM ในจังหวัดคูมาโมโตะ ในเกาะคีวชู ภาคใต้ของญี่ปุ่น เพื่อผลิตชิปตั้งแต่ระดับใช้งานทั่วไปในอุตสาหกรรมรถยนต์ ไปจนถึงการผลิตชิปขั้นสูง
- Samsung Electronics ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ได้ทุ่มเงิน 9,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์ R&D ขั้นสูงแห่งใหม่ที่เมืองโยโกฮามา ใกล้ ๆ กับโตเกียว โดยแชร์ห้องแล็บร่วมกันเพื่อคิดค้นสูตรเคมีและวัสดุสำหรับทำชิปใหม่ ๆ
- Intel ได้เข้าไปตั้งศูนย์ R&D พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรกับสถาบันวิจัย และกลุ่มบริษัทซัปพลายเออร์ในญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี Advanced Packaging ที่จังหวัดอิบารากิ ใกล้ ๆ กับโตเกียว
หรือล่าสุด เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Micron ประกาศทุ่มงบลงทุนราว 300,000 ล้านบาท ที่ฮิโรชิมา ด้วยการซื้อกิจการต่อจาก Elpida Memory อดีตบริษัทผู้ผลิตชิป ที่เคยรวมตัวกันระหว่างแผนกชิปหน่วยความจำของ NEC, Hitachi และ Mitsubishi เพื่อขยายโรงงานผลิต
ทำไมยักษ์ใหญ่วงการชิประดับโลก ถึงเลือกประเทศญี่ปุ่น ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เหตุผลแรกคือ ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีบุคลากร และองค์ความรู้ด้านชิปอยู่เยอะมาก
แม้ญี่ปุ่นจะเสียแชมป์ในด้านการผลิตชิป Foundry ให้กับไต้หวัน และเกาหลีใต้ ไปแล้ว แต่สิ่งที่ไม่ได้หายไป และยังคงเป็นมรดกตกทอดในปัจจุบัน ก็คือเรื่ององค์ความรู้และทักษะด้านการผลิตชิป
โดยเฉพาะในด้านชิปหน่วยความจำ DRAM และชิป NAND ที่ในอดีตบริษัทญี่ปุ่นอย่าง Toshiba, Hitachi, NEC หรือ Fujitsu เคยเก่งกาจจนสามารถครองตลาดได้มากกว่า 50% ของโลก
ทำให้บริษัทชิประดับโลก เลือกขยายฐานการผลิตในญี่ปุ่น โดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ให้เสียเวลา
- เหตุผลที่ 2 ญี่ปุ่นคือแหล่งผลิตจอบขุดทอง ที่ทั่วโลกต้องง้อ
สำหรับการผลิตชิป แน่นอนว่ากระบวนการผลิตนั้นจะต้องมีความละเอียดและแม่นยำสูง
และที่สำคัญเครื่องมือเหล่านั้น จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้ชิปที่ถูกผลิตออกมาเกิดตกสเป็ก
ดังนั้น การผลิตจอบขุดทอง ซึ่งก็คือเครื่องจักรผลิตชิปที่มีคุณภาพสูงบนโลกนี้ จึงเป็นที่ไหนไม่ได้เลยนอกจากที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตสินค้าที่ทนทาน ปลอดภัย มีความแม่นยำสูง และมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้
ซึ่งเราจะเห็นได้จากบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเครื่องมือผลิตชิปเกิน 50% อย่าง
- Tokyo Electron (TEL) หนึ่งในกระดูกสันหลังของการผลิตชิป ที่ครองตลาดเครื่องเคลือบ (Coater) และสารไวแสง (Developer) ที่ผู้ผลิตชิปทั่วโลกต้องใช้
- Disco Corporation ที่ครองตลาดเครื่องจักร สำหรับกระบวนการผลิตชิปปลายน้ำ อย่างเครื่องเคลือบแผ่น และเครื่องเจียแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ ที่ผู้ผลิตชิปทั่วโลกจำเป็นต้องใช้
- Lasertec บริษัทนี้ครองส่วนแบ่งตลาด 100% ในการผลิตเครื่องตรวจจับ ความบกพร่องของแผ่นแม่พิมพ์วงจร (Mask) ที่ใช้กับเครื่องผลิตชิปขั้นสูง EUV ที่บริษัทผู้ผลิตชิปขาดไม่ได้เช่นกัน
- Advantest บริษัทผู้นำด้านเครื่องทดสอบชิป หรือ Tester ความเร็วสูง ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดโลกเกิน 50% โดยทุกชิป AI หรือ Data Center ที่ถูกผลิตออกมาใช้ จะต้องผ่านการทดสอบด้วยเครื่องของ Advantest
- Ajinomoto หรือ อายิโนะโมะโต๊ะ แบรนด์ผงชูรส เจ้าแห่งวัสดุ AI ที่ทั่วโลกขาดไม่ได้ เพราะอายิโนะโมะโต๊ะ เป็นผู้ผลิตวัสดุอย่างแผ่น ABF หรือ Ajinomoto Build-up Film ซึ่งเป็นฟิล์มฉนวนกันความร้อนประสิทธิภาพสูงและบางมาก ๆ ที่ผู้ผลิตชิปทั่วโลกจำเป็นต้องใช้
และปัจจุบัน ก็ไม่มีซัปพลายเออร์เจ้าไหนบนโลก ที่สามารถทำเลียนแบบแผ่น ABF แบบอายิโนะโมะโต๊ะ ได้เลย
นอกจากบริษัทเหล่านี้แล้ว ผู้เล่นที่เคยผลิตชิปเจ้าใหญ่ของญี่ปุ่น ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อย่าง Mitsubishi, Hitachi, NEC หรือ Toshiba แม้ในวันนี้ พวกเขาจะไม่ได้ลงสนามมาแข่งรับจ้างผลิตชิปปลายน้ำ กับไต้หวันหรือเกาหลีใต้โดยตรงแล้ว
แต่พวกเขาก็ได้แปลงร่าง กลายมาเป็นผู้กุมหัวใจสำคัญของเครื่องจักรผลิตชิป อย่างเช่น
- Hitachi ได้ผันตัวเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการผลิต เครื่องกัดพลาสมา (Plasma Etching System) ซึ่งเป็นเครื่องจักรชิ้นสำคัญ ที่ใช้สำหรับการแกะสลักลวดลายวงจร ขนาดนาโนเมตรลงบนแผ่นเวเฟอร์
- Mitsubishi Chemical บริษัทในเครือ Mitsubishi ได้แปลงร่างมาเป็นเจ้าแห่งเคมีภัณฑ์และวัสดุศาสตร์ขั้นสูง โดยเป็นผู้ผลิตก๊าซบริสุทธิ์พิเศษ น้ำยาทำความสะอาดแผ่นเวเฟอร์
ซึ่งหากไม่มีสารเคมีสูตรเฉพาะของ Mitsubishi โรงงานชิปทั่วโลก ก็ไม่สามารถล้างแผ่นเวเฟอร์ให้สะอาดบริสุทธิ์เพื่อป้อนเข้าเครื่องฉายแสงได้เลย
จะเห็นได้ว่า ซัปพลายเชนที่แข็งแกร่งจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้ผลิตจอบ หรืออุปกรณ์ผลิตชิปในญี่ปุ่น ก็เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้บริษัทผลิตชิปหลายแห่ง ต่างก็อยากไปตั้งฐานการผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง
- เหตุผลที่ 3 คือเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
ก็ต้องบอกว่า ปัจจัยที่สำคัญมากต่อการผลิตชิปขั้นสูงให้ได้คุณภาพนั้น มีอยู่ 2 เรื่องนั่นก็คือ เรื่องไฟและเรื่องน้ำ โดยไฟต้องเสถียร และน้ำก็ต้องสะอาด
ซึ่งญี่ปุ่นก็มี 2 อย่างนี้ครบทั้งคู่ เพราะสำหรับระบบไฟฟ้า ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีระบบไฟฟ้าและสายส่งที่เสถียรมาก ๆ แห่งหนึ่งของโลก โดยมีอัตราไฟฟ้าตก หรือไฟดับต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ส่วนเรื่องน้ำก็แน่นอนว่า ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยน้ำสะอาด เพราะในกระบวนการผลิตชิปนั้น ก็ต้องใช้น้ำดิบปริมาณมหาศาล และต้องเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์
ซึ่งเรื่องน้ำนี้เอง ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ TSMC เลือกจังหวัดคูมาโมโตะ บนเกาะคีวชู
หรือบริษัท Micron ที่เลือกจังหวัดฮิโรชิมา เป็นฐานการผลิตหลักในประเทศญี่ปุ่น
นอกจากเรื่องไฟฟ้า และเรื่องน้ำ แน่นอนว่าสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือเรื่องระบบคมนาคมขนส่งที่ทั่วถึงมาก ๆ ในต่างจังหวัดของญี่ปุ่น
โดยมีทั้งระบบขนส่งสาธารณะอย่าง รถไฟ ที่ทั่วถึงอย่างมาก โดยสามารถเข้าถึงเมืองหรืออำเภอเล็ก ๆ ที่เป็นฐานการผลิตของโรงงานชิปได้
รวมถึงยังมีเครือข่ายถนนและทางหลวงพิเศษ ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ให้ขนส่งสินค้าได้สะดวกและรวดเร็ว
นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นเองก็ยังมีเครือข่ายท่าเรือ และสนามบินภูมิภาคระดับสากล
อย่างในจังหวัดคูมาโมโตะ และจังหวัดฮิโรชิมา ต่างก็มีท่าเรือน้ำลึก และสนามบินในภูมิภาคของตัวเอง ที่พร้อมรองรับการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ
ซึ่งการส่งออกชิปที่ผลิตเสร็จ แล้วกระจายต่อไปยังโรงงานประกอบสมาร์ตโฟน รถยนต์ EV หรือ AI Data Center ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาขนย้ายผ่านมาที่โตเกียว หรือโอซากาก่อน
นอกจากเหตุผลทั้ง 3 ข้อนี้แล้ว..
รัฐบาลญี่ปุ่น ก็ยังได้อัดฉีดเงินเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตชิปในประเทศ
โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้อุดหนุนงบประมาณสูงกว่า 800,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของ GDP ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับว่าเป็นการอุดหนุนงบจากรัฐบาล สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
และสิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติประทับใจที่สุดนั้น ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความรวดเร็วในการดำเนินการขอเอกสาร หรือใบอนุญาตจากทางราชการ
ซึ่งโดยปกติแล้ว การขออนุมัติประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการออกใบอนุญาตสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น อาจต้องใช้เวลาลากยาว 3-5 ปี
แต่ในการตั้งโรงงานผลิตชิปที่ทันสมัย ก็ถือเป็นภารกิจระดับชาติที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือ GDP ของญี่ปุ่นให้เติบโต
โดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ก็ได้ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมา สำหรับดูแลโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับโลกนี้ เพื่อเป็น Fast Track ให้กับผู้ผลิตชิป และเจ้าของแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลก ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว
ยกตัวอย่าง TSMC ของไต้หวัน ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในจังหวัดคูมาโมโตะ เมืองรองทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น
ถึงแม้ว่า จังหวัดคูมาโมโตะจะเป็นเมืองรอง แต่รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ต่างก็ร่วมมือกันปลดล็อกกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดต่าง ๆ จน TSMC สามารถลงเสาเข็มและสร้างโรงงานจนเสร็จ พร้อมเดินเครื่องได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี
แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้ว การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหนักในเมืองรองนั้น แน่นอนว่า ก็มีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ถกเถียงกันหนักมาก
เพราะโรงงานผลิตชิปในจังหวัดคูมาโมโตะ จะต้องแย่งน้ำจากเกษตรกร เพื่อนำมาใช้ผลิตชิปเป็นจำนวนมาก
ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลญี่ปุ่น และบริษัท TSMC ของไต้หวัน ก็ได้แก้ปัญหา โดยติดตั้งระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycling) ให้ได้มากกว่า 30% ของปริมาณน้ำทั้งหมด เพื่อลดการดึงน้ำใหม่จากธรรมชาติ
นอกจากนี้ ในโรงงาน TSMC ที่คูมาโมโตะ ยังได้ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียขั้นสูง ที่มีขนาดใหญ่กว่าโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปหลายเท่า จนสามารถลบข้อครหาจากชาวบ้าน หรือเกษตรกร ในเรื่องการแย่งน้ำ และปล่อยน้ำเสียออกไปได้
ซึ่งกระบวนการขออนุญาต รวมไปถึงการสร้างเป็นโรงงาน TSMC เฟส 1 พร้อมเดินเครื่องผลิตที่จังหวัดคูมาโมโตะนี้ ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปี 8 เดือนเท่านั้น
ถึงตรงนี้จะเห็นว่า เป้าหมายของญี่ปุ่นอาจไม่ใช่การกลับไปครองส่วนแบ่งการผลิตชิปมากกว่าครึ่งโลกเหมือนในทศวรรษ 1980 ที่ผ่านมาอย่างในอดีต
แต่เป็นการทำให้ประเทศกลับมาเป็นพื้นที่ที่โลกขาดไม่ได้ ตั้งแต่การวิจัย วัสดุ เครื่องจักร การทดสอบ Advanced Packaging ไปจนถึงกำลังผลิตชิปขั้นสูงภายในประเทศ กลายเป็นรากฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI ที่ยักษ์ใหญ่วงการชิประดับโลกก็ยังต้องพึ่งพาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ด้วยการนำสิ่งที่ตัวเองได้เปรียบอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของ Ecosystem ด้านการผลิตชิป ซัปพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ในการดึงดูดผู้ผลิตชิประดับโลก ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ปัจจุบัน รัฐบาลและ 8 บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ Toyota, Sony, SoftBank (เจ้าของ ARM Holdings), NTT, Denso, NEC, Kioxia และ MUFG Bank กำลังจัดตั้ง Rapidus ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแท้ ๆ
โดยโรงงาน Rapidus ได้ปักหมุดสร้างอภิมหาโรงงานผลิตชิปแห่งอนาคตขึ้นที่เมืองชิโตเซะ บนเกาะฮอกไกโด โดยตั้งใจเป็นฐานการผลิตชิปขั้นสูงขนาด 2 นาโนเมตร เพื่อรองรับระบบ AI, Supercomputer และระบบสมองกลของยานยนต์ไร้คนขับแห่งอนาคต..
โฆษณา