18 ก.ค. เวลา 09:52 • หนังสือ

บทที่ 270

เหล็กคือทรัพยากรสำคัญของแผ่นดิน ทุกยุคทุกสมัยล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของราชสำนัก
ที่ผ่านมา หากราชสำนักไม่ยอมจัดสรรเหล็ก กองทัพพิทักษ์แดนเหนือก็ไม่มีทางผลิตลูกธนูได้เพียงพอ
เหมืองเหล็กสองแห่งนี้ อย่างน้อยก็สามารถเติมเต็มความต้องการลูกธนูของกองทัพชายแดนเหนือได้เกือบครึ่งหนึ่ง บางทีอาจมากพอที่จะจัดตั้งกองพันหน้าไม้กลซ้ำ (เหลียนหนู่) ขึ้นมาได้หนึ่งกอง
กู้อี่ช่านสะบัดหางม้าด้วยความตื่นเต้น
“ท่านอาสาม ข้าอยากออกนอกเมืองไปดูเหมืองสักหน่อย”
ตามกฎแล้ว เขาไม่อาจออกจากเมืองหลวงได้หากไม่มีพระราชโองการ
แต่ตอนนี้ฮ่องเต้คลุ้มคลั่งจนไม่สนใจสิ่งใด วัน ๆ เอาแต่แข็งข้อกับเหล่าขุนนางที่คัดค้านการรับสกุลจี้เข้าวัง ถึงขั้นประกาศว่าหากทุกคนไม่ยอม ก็จะไม่เสด็จว่าราชการ
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เซี่ยอิงเฉินเป็นผู้จัดการราชกิจแทนทั้งหมด ฮ่องเต้ก็ไม่เคยเหลียวแล
ดังนั้น แอบออกนอกเมืองสักครั้ง คงไม่มีใครมาสนใจ
“หลังจากดูเหมืองเสร็จ ข้าจะกลับชายแดนเหนืออีกรอบ ท่านอาสาม ข้าคิดจะลอบระดมทหารสามหมื่นนายเข้ามาใกล้เมืองหลวง”
กู้ไป๋ไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ได้”
เวลานี้เหมาะสมที่สุดแล้ว
กองทัพเชียนจีเพิ่งได้รับลูกธนูชุดใหม่ เพียงพอสำหรับใช้งาน
หากมีทหารชายแดนเหนือที่ผ่านการฝึกอย่างดีสามหมื่นนายอยู่ในละแวกเมืองหลวง ก็จะสามารถรุกก็ได้ ถอยก็ได้
กู้ไป๋ไป๋ครุ่นคิดอีกครั้ง
“ค่ายของกองทัพเชียนจีคับแคบเกินไป แยกกองเสียเถอะ”
“ช่านช่าน เจ้าส่งมอบกองทัพเชียนจีให้เยาเยา”
“อีกเดี๋ยวพวกเจ้าสองคนไปที่เรือนข้า มาหารือกันว่าจะขยายกองอย่างไร”
เมื่อก่อนช่านช่านไม่มีผู้ช่วย ส่วนเจวี๋ยเจวี๋ยก็ยังเด็กเกินไป
แต่ตอนนี้เยาเยาโตพอแล้ว จะรับช่วงกองพันเชียนจีได้พอดี
ต่อไปช่านช่านควรทุ่มเทกำลังให้ชายแดนเหนือและกองทัพพิทักษ์แดนเหนือมากกว่า
กู้อี่ช่านกับน้องสาวตบมือกันอย่างร่าเริง
“ได้ตามนั้น”
ท่านย่ากู้ไม่เคยก้าวก่ายเรื่องทหาร รอจนทุกคนคุยกันเสร็จจึงเอ่ยถามขึ้น
“แล้วกู้เยี่ยนล่ะ?”
เมื่อครู่กู้จือจั๋วตั้งเงื่อนไขกับหลี่เต๋อซุ่นไว้มากมาย แม้แต่จี้หนานเค่อก็ขายรวมไปด้วย แต่กลับไม่ได้เอ่ยถึงกู้เยี่ยนเลยสักคำ
หรือว่าลืม?
นางขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ
“จะให้พวกเราเลี้ยงต่อฟรี ๆ หรือ?”
ก่อนกู้ซวี่จะเกิด ตลอดหกปีที่ผ่านมา กู้เยี่ยนคือเด็กที่เล็กที่สุดในจวน
ท่านย่ากู้เคยทะนุถนอมเขาราวกับแก้วตาดวงใจ ไม่เคยแม้แต่จะดุแรง ๆ สักคำ
แต่เมื่อรู้ความจริงอันน่าขยะแขยง ความรักนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจอย่างหมดสิ้น
การมีอยู่ของเขา สำหรับจวนเจิ้นกั๋วกง ก็เหมือนโคลนสกปรกที่เปื้อนอยู่บนป้ายตระกูล
กู้จือจั๋วยิ้มปลอบใจ
“ฮ่องเต้ไม่ได้เอ่ยถึง พวกเราก็อย่าเพิ่งพูดเอง ไม่อย่างนั้นขายไม่ได้ราคาดี”
ท่านย่ากู้ถึงกับพูดไม่ออก
แม่ค้าตัวน้อยคนนี้ใจดำในการค้าขายเสียจริง ๆ
ช่างเหมือนทวดฝ่ายมารดาของนางไม่มีผิด
ถ้าท่านปู่แปดเห็น คงถูกใจแน่
กู้จือจั๋วยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวถึงสิ่งที่ตนคาดเดาไว้
“ท่านอ๋องหลี่ประชวร”
นางเก็บโฉนดแผ่นอื่น ๆ ลงในกล่องทีละแผ่น โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“ท่านอ๋องหลี่เป็นผู้ดูแลศาลบรรพชน หากฮ่องเต้จะให้กู้เยี่ยนเข้าทะเบียนราชสกุล ก็ต้องรอให้ท่านอ๋องหายประชวรก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนแซ่ เปลี่ยนสกุลอย่างสมเกียรติ”
“ตอนนี้พาเข้าวังก็ยังไม่มีฐานะที่ถูกต้อง ฮ่องเต้กลัวจะทำให้ลูกชายสุดที่รักต้องน้อยใจ”
“อย่างไรเสีย อยู่ที่จวนเจิ้นกั๋วกง พวกเราก็ไม่กล้าปฏิบัติต่อเขาไม่ดี”
“ท่านย่าไม่ต้องสนใจ ให้เขาอยู่เรือนหน้าต่อไปก่อน”
กู้จือจั๋วเอ่ยอย่างเยือกเย็น ราวกับกำลังพูดถึงสินค้าล้ำค่าชิ้นหนึ่ง
“ข้าจะคิดก่อนว่าจะตั้งราคาอย่างไรถึงจะไม่ขาดทุน”
เมื่อนางบอกว่าไม่ต้องสนใจ ท่านย่ากู้ก็ไม่ถามต่อ
เพียงไม่กี่วัน ท่านย่ากู้ดูแก่ลงอย่างเห็นได้ชัด
แม้กู้จือจั๋วจะคอยจับชีพจร ฝังเข็ม และให้ดื่มยาบำรุงจิตใจ อาการก็ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย
อย่างเช่นวันนี้ แค่นั่งรับแขกอยู่ครึ่งวัน นางก็เหนื่อยกว่าปกติมาก
กู้เหลียวเหลียวจึงประคองท่านย่ากลับเรือนหรงเหอไปกินยา
กู้จือจั๋วเข็นรถเข็นของกู้ไป๋ไป๋ออกมาด้านนอก
ท้องฟ้ายามค่ำค่อย ๆ มืดลง แม้แต่สายลมในฤดูร้อนก็ยังอบอ้าว
กู้ไป๋ไป๋เอ่ยขึ้น
“เยาเยา ตอนนี้กองทัพเชียนจียังขาดผู้บังคับกองคนหนึ่ง เจ้าคิดว่า ฉินเฉินเป็นอย่างไร?”
“ฉินเฉิน?”
กู้จือจั๋วชะงัก ก่อนจะเข้าใจทันที
ฉินเฉินเป็นคนของคุณชาย
ท่านอาสามต้องการให้เขาเข้ามาอยู่กองทัพเชียนจี เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลกู้กับคุณชายแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
กู้จือจั๋วไม่ได้ขัดข้อง
“ข้าจะถามคุณชายดูก่อน”
จากนั้นนางก็หันไปยิ้มให้พี่ชาย
“พี่ ข้าลองใช้หน้าไม้กลซ้ำแล้วนะ แม้จะวิ่งก็ยังใช้งานสะดวกมาก มันเบามาก...”
นางทำท่าประกอบ
“ตอนอยู่บนภูเขา ทั้งวิ่งทั้งไล่ตามคน ก็ไม่เกะกะเลย แต่ถ้าทำที่รองมือเพิ่มอีกหน่อย ให้ติดกับแขนได้ จะยิ่งสะดวก”
“วันนั้นข้าไล่ตระกูลจี้จนวิ่งหนีกระเจิง”
กู้อี่ช่านอิจฉาแทบทนไม่ไหว
“ข้าก็อยากลอง!”
“รอพี่กลับมา ข้ากับน้องรองจะติดที่รองมือให้ แล้วพวกเราออกไปล่าสัตว์กัน”
“ความคิดดี!”
พี่น้องสองคนเอาหัวชนกัน คุยกันอย่างออกรส
ทั้งสามอยู่หารือกันในห้องหนังสือของกู้ไป๋ไป๋จนเกือบรุ่งสาง
จากนั้นกู้อี่ช่านกับกู้จือจั๋วก็แอบออกจากเมืองหลวงด้วยกัน
พวกเขาไปที่กองทัพเชียนจีก่อน
กู้อี่ช่านใช้เวลาหนึ่งวันมอบหมายงานทั้งหมดของกองทัพ รวมถึงอำนาจบัญชาการทหารให้กู้จือจั๋ว พร้อมสั่งให้ฉีฝูและเจียงจื้อโจวช่วยเหลือนาง
หลังจากพานางทำความคุ้นเคยกับหน้าที่แม่ทัพใหญ่ของกองอยู่สองวัน จึงวางใจออกเดินทาง
กู้จือจั๋วไปส่งเขาถึงศาลาสามลี้ ก่อนจะกลับเข้าเมืองหลวง
จี้หนานเค่อไม่อยู่แล้ว
ฉงฟางรีบออกมาต้อนรับ
“วันเดียวกับที่ท่านและท่านซื่อจื่อออกจากเมือง คนจากวังก็มารับคุณหนูจี้ไปแล้วเจ้าค่ะ”
“นางไม่ได้ไปลาฮูหยินผูเฒ่าด้วยซ้ำ”
ฉงฟางพูดอย่างไม่พอใจ
“ฮูหยินผู้เฒ่าดีกับนางเหมือนหลานแท้ ๆ มาตลอดหลายปี”
“คุณหนู ข้าสังเกตว่า คุณหนูจี้ไม่เคยรู้จักบุญคุณคน”
“เรื่องเล็กนิดเดียว นางกลับจำไปแค้น แต่ความดีที่คนอื่นมีต่อนาง นางกลับไม่เคยจำเลย”
กู้จือจั๋วไม่รู้สึกแปลกใจ
ชาติที่แล้วก็เป็นเช่นนี้
นางรับผลประโยชน์จากทรัพย์สินและฐานะของตระกูลกู้อย่างเต็มใจ
แต่กลับทำตัวมีคุณธรรม กล่าวหาว่าตระกูลกู้ร่ำรวยจากสงคราม
“แล้วมีอะไรอีก?”
กู้จือจั๋วจูงม้าเข้าไปในคอก
ฉงฟางเดินตามพลางรายงาน
“ในจวนทุกอย่างเรียบร้อยดีเจ้าค่ะ”
“มีเพียงองค์หญิงห้าเสด็จมา ตอนนี้ประทับอยู่ที่จวนได้สองวันแล้ว”
“หา?”
เซี่ยตันหลิงมักจะแอบออกจากวังมาเที่ยวเล่นอยู่บ่อย ๆ แต่แทบไม่เคยค้างคืนข้างนอก
ตนเพิ่งออกจากจวนไปเพียงสามวัน หรือว่าในวังจะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว?
กู้จือจั๋วโยนเชือกม้าให้คนรับใช้ สัญญากับ "อวี้ซือจื่อ" ว่าจะกลับมาแปรงขนให้ทีหลัง ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปยังเรือนหลิงเซียวอย่างอารมณ์ดี
เพิ่งมาถึงหน้าประตูเรือน ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังออกมาจากด้านในไม่หยุด
กู้จือจั๋วหันไปมองฉงฟาง
ฉงฟางส่ายหน้าอย่างงุนงง
“คุณหนูใหญ่ ตอนข้าออกมายังเรียบร้อยดีอยู่เลยเจ้าค่ะ องค์หญิงห้ากับคุณหนูห้ากำลังนั่งดูนกอยู่ในลาน”
“อาหม่านก็อยู่ด้วยหรือ?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังขึ้น
“อ๊าย! จะตกแล้ว!”
เป็นเสียงของเซี่ยตันหลิง
“องค์หญิง!”
กู้จือจั๋วผลักประตูเรือนเข้าไปทันที
“พี่ตันหลิง...”
เสียงของนางชะงัก ก่อนจะดังขึ้นกว่าเดิม
“ท่านขึ้นไปได้อย่างไรเนี่ย?”
เซี่ยตันหลิงหันมายิ้มร่า
“น้องจั๋ว เจ้ากลับมาแล้ว!”
“เห็นไหม ข้าไม่ตก!”
ปรากฏว่าเซี่ยตันหลิงปีนต้นไม้ขึ้นไปสูงราวหนึ่งช่วงตัวคน มือข้างหนึ่งกอดลำต้นไว้แน่น ส่วนอาหม่านยืนหมุนวนอยู่ข้างล่างอย่างร้อนใจ
รอบโคนต้นไม้มีหญิงรับใช้วัยกลางคนยืนล้อมเป็นวง ต่างจับมือกันไว้ เตรียมรับองค์หญิงหากตกลงมา
ฉิงเหมยยืนมองอยู่ด้านข้างพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อเห็นกู้จือจั๋วกลับมา ดวงตาของอาหม่านก็เป็นประกาย รีบใช้ขาสั้น ๆ วิ่งตึงตังเข้ามาหา
“เร็ว ๆ”
นางพูดอย่างร้อนใจ
“ลูกนก...ตกลงมาแล้ว พี่หญิงจะช่วยพามันกลับบ้าน”
บนยอดต้นอู๋ถงมีรังนกเล็ก ๆ รังหนึ่ง ลูกนกหลายตัวชะโงกหัวปุกปุยน้อย ๆ ออกมาจากรัง
ในมือของเซี่ยตันหลิงกำลังประคองลูกนกตัวหนึ่งอยู่
เพราะต้องอุ้มลูกนก นางจึงไม่อาจใช้สองมือกอดต้นไม้ได้ ร่างทั้งร่างโอนเอนเหมือนจะตกลงมาได้ทุกเมื่อ
อาหวู่ นางกำนัลคนสนิท เห็นกู้จือจั๋วก็แทบจะเหมือนเห็นเทพลงมาช่วย
นางร้อนใจจบแทบจะร้องไห้
“คุณหนูใหญ่ องค์หญิงปีนขึ้นไปอีกแล้วเจ้าค่ะ!”
คำว่า "อีกแล้ว" ช่างเหมาะเสียจริง
องค์หญิงของนางปีนต้นไม้ ปีนหลังคา ทำมาสารพัดตั้งแต่ยังเล็ก
“อาหวู่ อย่าโวยวายสิ”
เซี่ยตันหลิงกัดฟันพูด
“องค์หญิงอย่างข้าปีนขึ้นไปได้...”
กู้จือจั๋วยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เงยหน้ามองนางเงียบ ๆ
เซี่ยตันหลิงถูกจ้องจนเริ่มขนลุก
“มองอะไร?”
“มองตอนเจ้าปีน”
เซี่ยตันหลิงมองขึ้นไปข้างบน แล้วก้มลงมาข้างล่าง
สุดท้ายก็ยอมแพ้
“...น้องจั๋ว น้องจั๋ว น้องสาวแสนดี!”
“ลูกนกจะตกแล้ว!”
“เจ้าลงมาเถอะ ข้าจะรับเอง”
เซี่ยตันหลิงไม่สงสัยเลยว่ากู้จือจั๋วจะรับนางไหวหรือไม่
นางปล่อยมือจากต้นไม้ทันที
ร่างทั้งร่างร่วงลงมาอย่างไร้น้ำหนัก
กู้จือจั๋วกางแขนออก รับนางไว้เต็มอ้อมแขน
แรงกระแทกทำให้นางถอยหลังไปหลายก้าว เกือบล้มไปด้วยกันทั้งคู่
แต่เซี่ยตันหลิงกลับไม่กลัวเลย
นางกอดไหล่กู้จือจั๋วไว้ พลางหัวเราะคิกคักไม่หยุด
เซี่ยตันหลิงบีบแขนของกู้จือจั๋วอย่างเหลือเชื่อ
แขนเรียวพอ ๆ กับของตน แถมนุ่มอีกต่างหาก
แต่กลับรับตัวนางไว้ได้จริง ๆ
กู้จือจั๋วเชิดหน้าด้วยความภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว ตอนนี้ข้าดึงธนูหนักหนึ่งสือได้แล้วนะ!”
“ว้าว!”
เซี่ยตันหลิงให้กำลังใจเต็มที่
เดิมทีอยากปรบมือ แต่เพราะยังถือลูกนกอยู่ จึงเปลี่ยนเป็นร้องเชียร์แทน
อาหม่านรีบวิ่งเข้ามากอดเอวของนาง
ตอนกระโดดลงมา เซี่ยตันหลิงคอยป้องลูกนกไว้ในอุ้งมืออย่างดี
ลูกนกร้อง "จิ๊บ ๆ" ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
“มันตกลงมาจากข้างบน”
อาหม่านพยักหน้าแรง ๆ
“พวกเราอยากเอามันกลับขึ้นไป”
อาหม่านรีบพยักหน้าอีก
“ใช่ ๆ”
“แต่อาหวู่บอกว่าข้าเป็นองค์หญิง ปีนต้นไม้ไม่ได้”
อาหม่านรีบตอบ
“ถูกต้อง”
สองพี่น้องเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
กู้จือจั๋วหลับตาก็เดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
อาหวู่ไม่ยอมให้องค์หญิงปีนต้นไม้
องค์หญิงจึงหลอกให้อาหวู่เผลอ แล้วแอบปีนเอง
สุดท้าย...ลงไม่ได้
“ถ้าไม่ต้องอุ้มเจ้าตัวนี้นะ ข้าปีนขึ้นไปได้แน่นอน!”
อาหม่านพยักหน้าอย่างสุดแรง
ราวกับลูกเจี๊ยบตัวน้อยที่คอยรับคำทุกอย่าง
กู้จือจั๋วหัวเราะ
“เจ้าปีนขึ้นไปไม่ได้หรอก”
นางพูดตัดกำลังใจอย่างไม่ไว้หน้า
ตั้งแต่เด็กพวกนางปีนต้นไม้ด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน
แต่พี่ตันหลิงไม่เคยปีนขึ้นสำเร็จเลยสักครั้ง
จนเสด็จอาหญิงของนางขี้เกียจจะห้ามแล้ว
แต่เซี่ยตันหลิงก็ไม่ได้เสียกำลังใจแม้แต่น้อย
นางยิ้มพลางยื่นลูกนกให้
“เจ้าทำเถอะ”
กู้จือจั๋วส่ายหน้าอย่างเสียดาย
“เอากลับไปไว้ไม่ได้แล้ว”
“คุณชายเคยบอกว่า ถ้าลูกนกติดกลิ่นคน พ่อนกแม่นกจะไม่ยอมรับมันอีก”
“ถึงเอากลับไปไว้ในรัง ก็จะถูกผลักตกลงมาอีก”
เมื่อก่อนนางกับคุณชายเคยเก็บลูกอินทรีตัวหนึ่งมาเลี้ยง
“อย่างนั้นหรือ...น่าสงสารจัง”
เซี่ยตันหลิงตัดสินใจอย่างร่าเริงทันที
“ข้าจะเลี้ยงมันเอง!”
จากนั้นก็หันไปสั่ง
“อาหวู่ ไปหากล่องไม้มาใบหนึ่ง”
พูดจบ นางก็คล้องแขนกู้จือจั๋ว เดินเข้าเรือนอย่างอารมณ์ดี
“เจ้าไปไหนมา?”
“ข้ารอเจ้าตั้งสองวันแล้ว”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a595bcbbb560de0981fc8b7
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5c661847f9afce8329894e
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา