17 ก.ค. เวลา 11:33 • ท่องเที่ยว

Greece (20) .. Delphi : พิพิธภัณฑ์ Delphi

เมื่อหินอ่อนเริ่มเล่าเรื่อง
หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินไต่ระดับไปตามไหล่เขาพาร์นัส ชมวิหารอพอลโล โรงละคร สนามกีฬา และซากอาคารศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเป็นศูนย์กลางของโลกกรีกโบราณ เราคิดว่าคงได้เห็นทุกอย่างของเดลฟีแล้ว
แต่ความจริง…
สิ่งที่อยู่กลางแจ้งเป็นเพียงฉากของประวัติศาสตร์
ส่วนหัวใจของเดลฟี ถูกเก็บรักษาไว้อย่างเงียบงันภายในอาคารสีขาวที่ตั้งอยู่เชิงเขา
พิพิธภัณฑ์เดลฟี
เมื่อผลักประตูเข้าไป สิ่งแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความอลังการ หากเป็นความสงบ
ความเงียบชนิดที่ทำให้เราได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเอง
และในความเงียบนั้น เหมือนมีใครกำลังกระซิบ…
“ยินดีต้อนรับกลับมา”
ไม่ใช่กลับมาหาโบราณวัตถุ
แต่กลับมาหาผู้คนที่เคยมีชีวิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ เมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อน
เมื่อตัวต่อทุกชิ้นกลับมาอยู่ด้วยกัน
ห้องแรกของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงแบบจำลองของเขตศักดิ์สิทธิ์เดลฟีอย่างละเอียด
ทันใดนั้น…
ภาพที่เราเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ก็เริ่มเชื่อมต่อกัน
วิหารอพอลโล โรงละคร คลังสมบัติ ถนนศักดิ์สิทธิ์ สนามกีฬา
ทุกอย่างกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม ราวกับมีใครยกกาลเวลาย้อนกลับไปก่อนที่สงคราม แผ่นดินไหว และศตวรรษอันยาวนานจะพังทลายทุกสิ่งลง
เดลฟีไม่ใช่ซากหินอีกต่อไป
แต่กลับกลายเป็นเมืองที่มีชีวิตอีกครั้ง
ของถวายที่ไม่ได้มีราคา…
แต่มีศรัทธา
เมื่อเดินต่อไป สิ่งที่เห็นคือเครื่องสำริด หมวกนักรบ โล่ รูปหล่อม้า สิงโต วัว แพะ นก และภาชนะดินเผาหลากหลายขนาด
ในสายตาคนปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงของเก่า
แต่สำหรับชาวกรีกโบราณ
ทุกชิ้นคือคำอธิษฐาน
บางคนถวายรูปม้า เพราะขอให้เดินทางปลอดภัย
บางคนถวายโล่ เพราะรอดชีวิตจากสงคราม
บางคนถวายภาชนะ เพราะเชื่อว่าพระเจ้าได้ประทานความอุดมสมบูรณ์
ของเหล่านี้จึงไม่ใช่สมบัติของพิพิธภัณฑ์
แต่เป็นเศษเสี้ยวของความหวัง
ที่ผู้คนฝากไว้กับเทพอพอลโล
เมื่อหินอ่อนกลายเป็นมนุษย์
ยิ่งเดินลึกเข้าไป รูปสลักหินอ่อนก็เริ่มปรากฏมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชายหนุ่มผู้แข็งแรง
สตรีผู้สวมผ้าพลิ้วไหว
ม้าศึก เทพเจ้า และชิ้นส่วนหน้าบันของวิหาร
หลายองค์ไม่มีศีรษะ .. หลายองค์ไม่มีแขน หลายองค์เหลือเพียงลำตัว
แต่แปลกเหลือเกิน… ยิ่งขาดหาย กลับยิ่งงดงาม
รอยพับของผ้าที่แกะสลักไว้เมื่อหลายพันปีก่อน ยังอ่อนช้อยราวกับสายลมกำลังพัดผ่าน
กล้ามเนื้อที่แกะจากหินอ่อน ยังให้ความรู้สึกถึงพลังของร่างกายมนุษย์
คนกรีกไม่ได้เพียงแกะสลักรูปร่าง
แต่พวกเขาแกะสลัก “อุดมคติ”
และอุดมคตินั้น ก็รอดพ้นจากกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้
พลูทาร์ก… นักปราชญ์ผู้เคยเดินอยู่ที่นี่
มุมหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ มีรูปสลักครึ่งตัวของชายผู้มีเคราขาว
เชื่อกันว่าอาจเป็น พลูทาร์ก (Plutarch) นักประวัติศาสตร์ นักปรัชญา และมหาปุโรหิตแห่งวิหารอพอลโล
เขาไม่ใช่เพียงผู้บันทึกประวัติศาสตร์ของกรีกและโรมัน
แต่ยังเป็นผู้ที่เคยเดินอยู่ในเดลฟีแห่งนี้จริง ๆ … อาจเคยยืนมองผู้แสวงบุญ อาจเคยฟังคำพยากรณ์ และอาจเคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสถานที่ที่วันนี้เหลือเพียงซากหิน
เราเดินผ่านห้องจัดแสดงเครื่องสำริด… เดินผ่านรูปสลักหินอ่อน…
แล้วทันใดนั้น… ห้องทั้งห้องก็เปิดกว้างขึ้น
สิ่งแรกที่สะดุดตาฉัน ไม่ใช่รูปสลักเทพเจ้า … แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยมีอยู่จริง
..ใบหน้าเป็นหญิงสาว ลำตัวเป็นสิงโต มีปีกของนกอินทรยืนเด่นอยู่บนยอดเสาหิน ราวกับกำลังมองลงมายังผู้มาเยือนทุกคน
นี่คือ สฟิงซ์แห่งนักซอส (The Naxian Sphinx) ..ประติมากรรมอันโด่งดังที่ชาวเกาะนักซอสสร้างขึ้นราว 560 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อนำมาถวายแด่อพอลโล ณ เดลฟี
ในตำนานกรีก “สฟิงซ์” ไม่ใช่สัตว์ร้ายธรรมดา .. แต่เป็นผู้พิทักษ์ ผู้ทดสอบปัญญา และผู้เฝ้าประตูระหว่างโลกของมนุษย์กับโลกแห่งความลี้ลับ
การมีสฟิงซ์ตั้งตระหง่านอยู่ ณ เดลฟี จึงเหมือนเป็นการประกาศว่า
“ก่อนจะก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งคำพยากรณ์ จงเตรียมทั้งหัวใจและสติปัญญาของตนให้พร้อม”
แม้วันนี้จะจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ แต่เดิมเธอเคยตั้งอยู่บนยอดเสาไอโอนิกสูงกว่า 12 เมตร ภายในเขตศักดิ์สิทธิ์ของเดลฟี มองเห็นได้จากระยะไกล ราวกับเป็นผู้พิทักษ์ที่เฝ้ามองผู้แสวงบุญทุกคนที่กำลังเดินเข้าสู่วิหารของเทพอพอลโล
แล้วเมื่อเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว…
สายตาของฉันก็สะดุดกับก้อนหินรูปไข่ขนาดใหญ่
หากไม่อ่านป้ายกำกับ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา
… แต่สำหรับชาวกรีกโบราณ นี่คือ Omphalos หรือ “สะดือโลก”
โลงศพหินอ่อน…
บทสุดท้ายของชีวิต
ก่อนออกจากพิพิธภัณฑ์ มีโลงศพหินอ่อนตั้งอยู่กลางลานด้านนอก
แกะสลักเป็นภาพสฟิงซ์ สิงโต ม้า และบุคคลในตำนานอย่างวิจิตร
แม้ผู้ที่นอนอยู่ภายในจะจากโลกนี้ไปนานแล้ว
แต่ผู้สร้างโลงศพใบนี้คงหวังว่า
ความงดงาม
จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่อยู่เป็นเพื่อนผู้จากไป
และน่าแปลก…
หลังผ่านมานับพันปี
ความหวังนั้นก็เป็นจริง
แล้วฉันก็พบเขา…
หลังจากเดินผ่านห้องแล้วห้องเล่า
ในที่สุด ฉันก็มาถึงห้องสุดท้าย
กลางห้องนั้น
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนสงบนิ่ง
ไม่มีรถม้า
ไม่มีม้าศึก
ไม่มีเสียงโห่ร้องของชัยชนะ
เหลือเพียงมือที่ยังจับสายบังเหียน
และดวงตาที่ทอดมองออกไปอย่างสงบ
เขาคือ The Charioteer of Delphi
ประติมากรรมสำริดที่รอดพ้นจากไฟสงคราม แผ่นดินไหว และการหลอมโลหะในยุคต่อมา จนกลายเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของโลก
ใบหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้ม
ไม่มีความเย่อหยิ่งของผู้ชนะ
มีเพียงความสงบนิ่ง
ราวกับกำลังบอกเราว่า…
“ชัยชนะที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องส่งเสียงเสมอไป”
ฉันยืนมองเขาอยู่ครู่ใหญ่
แล้วจึงเข้าใจว่า
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้เก็บรักษาหินอ่อน สำริด หรือเครื่องปั้นดินเผา
แต่กำลังเก็บรักษา “ความทรงจำของมนุษยชาติ”
ให้คนรุ่นหลังอย่างเรา ได้เรียนรู้ว่า…
อาณาจักรอาจล่มสลาย
วิหารอาจพังทลาย
ผู้คนอาจจากโลกนี้ไปนานแล้ว
แต่ศิลปะ ศรัทธา และความปรารถนาที่จะสร้างสิ่งงดงาม
ยังคงเดินทางข้ามกาลเวลามาพบเรา
ที่เดลฟี
ในวันที่โลกเงียบลง…
และหินอ่อนเริ่มเล่าเรื่องอีกครั้ง
โฆษณา