17 ก.ค. เวลา 15:05 • นิยาย เรื่องสั้น

เทพธิดาชาวเขา ตอน 1

.
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทยในปีพ.ศ.2507 ซึ่งสถานที่แห่งนี้ไม่มีการระบุในแผนที่ประเทศไทย
คราวนี้พี่แสนของเรากลายเป็นหนุ่มกรุงจนกรอบที่เร่ร่อนไปทำงานเป็นคนตัดไม้ในปางไม้สหรุ่งเรือง ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งและบึกบึนแต่ซื่อบื้อเรื่องความรัก
.
ส่วนพันยังคงเป็น พัน เด็กสาวชาวเขาที่สวยงามในไร่ชาใกล้กับปางไม้แห่งนี้แหละ ในเรื่องนี้พันของเรา และ คนในเผ่าของเธอจะแบร์ฟุต(barefoot-เท้าเปล่า)ตลอดเรื่อง
เพื่อการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์ที่เชื่อกันว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเท้าและปรับปรุงกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกาย(สมัยนั้นรองเท้าหายากและแพงมาก)
พันทั้งสวยทั้งมีจิตใจดีแถมร้องเพลงโต้ตอบคนงานตัดไม้ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันได้เก่งไม่มีใครเกิน พันจึงได้รับการยกย่องว่า เป็น"เทพธิดาชาวเขา"
.
ชาวเขาจะเผ่าไหนในโลกนี้ไม่ว่าจีนหรือไทย พม่า ลาว และ เวียตนาม ชีวิตของพวกเขามีดนตรีในหัวใจ การพูดจาโต้ตอบจะใช้เพลงเป็นคำพูด สมัยนี้เรียกว่ามิวสิคัล(Musical)
.
ตอนหนูนิไปพักบนดอย3หมื่น จ.เชียงใหม่ เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วเพราะมีเพื่อนทำงานอนุรักษ์ต้นน้ำของกรมป่าไม้
หมู่บ้านชาวลีซอ ชื่อปัจจุบันคือ "ลีซู" ซึ่งเป็นชื่อที่พวกเขาเรียกตนเอง และเป็นชื่อ
ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทย จีน และ พม่า การสู่ขอหญิงก็โต้ตอบกันด้วยเพลงเช่นกัน
.
แม่ของหนูนิมาไทยจากเมืองจีนเมื่ออายุ 30 ปีพร้อมด้วยเพื่อนๆในหมู่บ้านเดียวกัน ทุกๆตรุษจีนเพื่อนๆแม่จะมาสังสรรที่บ้านของหนูนิ มีกิจกรรมหลักคือการร้องซันเกอ(เพลงชาวเขา)โต้กัน "เฮ้ เฮ...."
.
ในมิตินี้ทั้งแสนและพันต่างจดจำอดีตที่ผ่านมาไม่ได้ เป็นการset zero-เริ่มต้นใหม่หมดของเรื่องราวในตอนนี้
หนูนิขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นแนวเบาสมองรักน้ำเน่าบ้าง เขียนแต่เรื่องหนักมาเยอะแล้ว ปรากฎว่าเรื่องนี้หนักกว่ามาก
จะเขียนนิยายให้เน่านี่เขียนยากนะจ๊ะ เลยใช้วิธีดัดแปลงมาจากภาพยนตร์จีนของชอว์บราเดอรส์ The Black Forest 1964
.
ปางไม้แห่งนี้เป็นบริษัทรับสัมปทานป่าไม้ ที่นี่มีการตัดต้นไม้ด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย ต้นไม้แต่ละต้นใหญ่ขนาด2-3คนโอบเลยทีเดียว
มีการให้สัญญาณการทำงานด้วยการเป่านกหวีดและโบกธง ส่วนต้นไม่ใหญ่มาก
ก็ใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยตลอดกาลคือ อัตโนมือนั่นเอง
.
การขนไม้ขนาดใหญ่ที่ตัดแล้วใช้ทั้งรถบรรทุกพ่วง และรถไฟช่วงสั้นเพื่อนำส่งไปเก็บไว้ในโกดังที่มีพื้นที่กว้างขวาง ขนลงด้วยเครนขนาดใหญ่
.
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานแล้ว แสนซึ่งเป็นคนงานใหม่กำลังแบกเครื่องตัดไม้เดินกลับที่พักพร้อมเพื่อนคนงาน ระหว่างนั้นก็เห็นหญิงสาวชาวเขาวิ่งอยู่ไกล ๆ ก็คือพันที่กำลังจะกลับบ้าน
.
พ่อของพันเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านชาวเขานี้ชื่อ "ผู้ใหญ่ลี้" แต่ทุกคนเรียก "ผู้ใหญ่ลี" เพราะพศ.2505ไม่มีใครไม่รู้จักเพลงดัง ผู้ใหญ่ลี ที่ขับร้องโดยคุณศักดิ์ศรี ศรีอักษร
.
กลุ่มคนงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นสว.และเป็นคนในหมู่บ้านชาวเขาด้วยกันจึงรู้จักคุ้นเคยกันดีกับเธอ
ซึ่งทางกลับบ้านของเธอต้องใช้เส้นทางนี้ คนงานกลุ่มนั้นจึงร้องเพลงแซวเพื่อให้พันโต้ตอบ
.
แสนยืนฟังเพลงที่พันร้องโต้ทำให้เขานึกชอบผู้หญิงคนนี้ พันเองก็เห็นแสนเช่นกัน ใครกันนะน่าจะเป็นคนงานใหม่เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แถมยืนแบกเครื่องตัดไม้โด่เด่อยู่คนเดียว
.
พันกลับไปแล้ว แสนจึงไปถามเพื่อนคนงานว่าสาวนี้เป็นใคร ทั้งคิดในใจว่าสักวันคงได้รู้จัก เขาหลงรักเธอตั้งแต่แรกเห็นเสียแล้ว นี่แหละสาวในสเปค ขาว-สวย-ฉลาด-แสนดี แถมปากคอจัดจ้านถ้ามีไฝที่ปากอีกเม็ดละก้อ...ใช่เลย
.
ผู้ร้ายของเรื่องชื่อนายเดชอายุ30เศษ เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แม้จะหล่อเหลาแต่ก็หล่อแบบผู้ร้าย เขาเป็นผู้จัดการดูแลรับผิดชอบการทำงานของคนงานทุกฝ่ายรวมทั้งการส่งไม้ไปให้ลูกค้า แล้วยังการจ่ายเงินเดือนให้ลูกน้องด้วย
เขามีนางสวยแม่ม่ายผัวตายเพราะโดนเสือขบเป็นหญิงข้างกาย นางสวยวัย30สาวสวยหุ่นอึ๋มยังไม่มีลูก นางจึงไปต้องตานายเดชเพื่อนของสามีผู้วายชนม์ ทำให้นางได้รับสิทธิพิเศษเปิดร้านซึ่งเป็นเพิงไม้ชั้นเดียวมีหลังคากันฝน
ตัวร้านopen airคือไม่มีฝาเปิดโล่งตลอดทั้งร้าน จะตั้งวางของอะไรก็ไม่หาย เพราะ
มีขาใหญ่คือนายเดชเป็นยันต์กันผี ทั้งนายเดชและนางสวยต่างเป็นคนในหมู่บ้านของผู้ใหญ่ลี
.
ร้านของนางสวยจะมีโต๊ะเก้าอี้ไม้ให้ลูกค้านั่ง ขายน้ำชากาแฟมีอาหารเหนือเช่นขนมจีนน้ำเงี้ยว จิ้นเน่า* น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม แกงลาวใส่ชะอมกินกับข้าวเหนียวเพื่อบริการเสมียนสาวๆประจำออฟฟิสที่มีอยู่หลายคน
เนื่องจากปางไม้สหรุ่งเรืองเป็นบริษัทใหญ่จึงมีหลายแผนก ตกเย็นเมื่อคนงานเลิกงานกันแล้วก็ขายเหล้าและกับแกล้มเช่นถั่วเค็ม มะขามเปียก แหนมหมู แคบหมู
ที่นี่มีเหล้าจากโรงกลั่นสุราบางยี่ขันมาจำหน่าย แต่ที่ขายดีกว่าเพื่อนคือเหล้าขาวและเชี่ยงชุน(เพราะราคาถูก)
.
งานของที่นี่ไม่ใช่ราชการจึงไม่มีการหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดคือช่วงเทศกาลสำคัญของชนเผ่า โดยเฉพาะตรุษจีนเพราะถือเป็นวันปีใหม่ จะหยุดกันเป็นอาทิตย์เลยทีเดียว
.
และเป็นธรรมเนียมของร้านขายเหล้าในยุคนั้นที่ขายระบบเงินเซ็นต์แปะโป้งไว้ก่อน ทางร้านจะมีป้ายไม้แขวนไว้ที่ข้างฝาเขียนชื่อลูกหนี้และเงินที่ค้างเป็นการประกาศศักดา วันต่อมาเซ็นต์เพิ่มก็จดเพิ่ม
.
หนุูนิคุ้นกับวิธีการนี้มากฮ่ะ เพราะตอนเป็นเด็กพ่อให้ไปเชื่อ(เซ็นต์)เหล้าที่ร้านนาย ม.(อยู่ในเรื่องเล่าลิเก)ทุกเย็น ไม่อยากบอกเลยว่าพ่อเป็นลูกค้าเบอร์ 1 ของร้าน คือขึ้นชื่อลำดับแรกและเซ็นต์ทุกวัน อาทิตย์หนึ่งแม่ก็ไปเคลียร์ให้
.
การเก็บเงินของเจ๊สวยก็ไม่ยาก ถึงสิ้นเดือนก็ส่งรายชื่อและจำนวนเงินที่ค้างของแต่ละคนให้นายเดชหักให้ก่อน เหลือจากนั้นจึงเป็นเงินที่เหลือกลับไปให้เมีย
ดังนั้นทุกสิ้นเดิอนจะมีเสียงล้งเล้งของแต่ละบ้านแว่วมาเป็นออเครสตร้าเสมอ "เหลือเงินกลับมาแค่นี้เรอะ ไอ้แก่ วันนี้ไม่ต้องด่ง ไม่ต้องแ-กข้าวแล้วมึง กลางคืนก็ไปนอนนอกมุ้งด้วย โ-ย"
.
ร้านของเจ๊สวยมีบริการร้องเพลงและเชียร์ให้ลูกค้าดื่มเหล้าทุกวัน นักร้องก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเจ๊สวยนั่นแหละ
เย็นของวันนั้นแสนก็ไปแวะร้านเหล้าของเจ๊สวย ตามคำชวนของเพื่อนคนงานชื่อนายใจ แล้วก็เป็นเวลาที่พันไปส่งใบชาให้เจ๊สวย
ระหว่างรอเจ๊สวยไปหยิบเงิน พันและแสนต่างเห็นกันและจำกันได้ ครั้นเมื่อเจ๊สวย
นำเงินมาให้พันก็กลับ แสนยังคงมองตามโดยไม่วางตา ทำให้เขาได้เห็นเด็กหนุ่มท่าทางสำอางค์แอบเดินตามพันไปเงียบๆอย่างมีพิรุธ
.
แสนจึงขอตัวอ้างว่าจะไปเบา(เยี่ยว)แล้วรีบตามพันไปทันที แสนทันได้เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นกระชากพันเข้าไปในซอกรวมทั้งพยายามจูบเธอ
แสนจึงปราดเข้าไปกระชากร่างของเด็กหนุ่มคนนั้นเหวี่ยงกระเด็น ทำให้หัวไปโขกฝาไม้โนปูด
.
เด็กหนุ่มเห็นแสนตัวใหญ่แข็งแรงจึงไม่กล้าเสี่ยงสู้ ใช้วิธีข่มขู่แทน "เอ็งรู้มั้ยว่าพ่อของข้าเป็นใคร"
.
แสน "ตัวคุณเองยังไม่รู้ แล้วผมจะรู้ได้อย่างไร"
.
เด็กหนุ่ม "เฮ้ย นี่มันยวนนี่หว่า"
.
แสน "ผมเป็นไทยครับ ไม่ใช่ญวน"
.
เด็กหนุ่ม "เออ..เดี๋ยวข้าจะกลับมาใหม่ ฝากไว้ก่อน"
.
เด็กหนุ่มคนนั้นรีบเผ่นอ้าวไปทันที พันจึงรีบขอบคุณที่ช่วยเธอไว้ ทั้งยังเตือนให้ระวังเสี่ยตี๋ลูกชายเถ้าแก่ปางไม้แห่งนี้ด้วย ส่วนแสนก็รีบแนะนำตัวเองว่าชื่ออะไร เป็นคนงานมาใหม่ ข้อสำคัญเขาโสดสนิท
.
ทั้งที่พันกลับไปนานแล้วแต่พี่แสนของเราก็ยังคงยืนยิ้มกับตัวเองที่ได้รู้จักพัน จนเสี่ยตี๋พาลิ่วล้อ7-8คนมารุมตื้บ
ซึ่งแสนก็ได้ต่อสู้อย่างไม่ลดละ มีทั้งแม่ไม้มวยไทยเพราะเป็นคนไทย ทั้งกังฟูทั้งที่ไม่ใช่จีน ทั้งคาราเต้และยูโดทั้งที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น แม้แต่เทกวันโดทั้งที่ไม่ใช่เกาหลี ทั้งโน่นนี่ที่ไม่ใช่พระเอกทำไม่ได้
.
พันพบน้องชายชื่อพลายที่มาตามพี่สาวเนื่องจากหายไปนาน พันสังหรณ์ใจจึงชวนน้องย้อนกลับมาและพบว่าแสนกำลังโดนรุมยำ พลายจึงขอร้องให้เสี่ยตี๋หยุดมิเช่นนั้นจะไปฟ้องเถ้าแก่ผู้เป็นพ่อ
.
จบตอน 1 หมายเหตุ! 1. ลงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้fcอ่านเพื่อคลายเครียดในระหว่างที่หนูนิกลับมาเดินไม่ได้อีกแล้ว นอกเหนือจากอาการเดิมที่รักษาอยู่คือ เบาหวาน และ แผลติดเชื้อ ค่ะ
2. 'จิ๊น' ในภาษาถิ่นเหนือหมายถึงเนื้อสัตว์ ดังนั้นเมนู 'จิ๊นเน่า' ก็คือเนื้อที่ถูกพักไว้หลายวันจนมีกลิ่นเน่า นำมาล้างด้วยเกลือแล้วนึ่งให้สุก โดยรองซึ้งนึ่งด้วยสมุนไพรเช่นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง ยอดอ่อนและใบอ่อนซึ่งมีรสเปรี้ยวของส้มป่อยเป็นเวลา 45 นาที
.
เมื่อนึ่งสุกเนื้อจะมีกลิ่นเหม็นน้อยลง มีความหวานนุ่มอร่อยมาก โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ ทานคู่กับน้ำพริกข่าซึ่งมีส่วนประกอบคือ ข่าแก่ พริกแห้ง หอมแดง กระเทียม นำส่วนผสมทั้งหมดมาคั่วให้หอมแล้วโขลก เติมเกลือป่น จะใส่หรือไม่ใส่ผงชูรสก็ได้
.
ภาพปกจาก ข่าวดังทั่วโลก ถ้ำน้ำแข็งทะเลสาบสุพีเรียร์ รัฐวิสคอนซิน ความมหัศจรรย์ของน้ำแข็งในฤดูหนาวของหมู่เกาะอะพอสเซิล
โฆษณา