18 ก.ค. เวลา 20:35 • ท่องเที่ยว

Greece (27).. Meteora : Holy Monastery of Varlaam

ศรัทธาที่ผลิบาน…บนยอดผาแห่งสวรรค์
หลังจากอิ่มเอมกับความยิ่งใหญ่ของ Grand Meteoron แล้ว การเดินทางใน Meteora ยังไม่สิ้นสุด ... รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านถนนแคบที่คดเคี้ยวไปตามแนวหน้าผา ก่อนจะหยุดลงตรงอารามอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเสาหินขนาดมหึมาไม่ไกลกันนัก
เบื้องหน้าคือ Holy Monastery of Varlaam อารามที่ใหญ่เป็นอันดับสองของ Meteora
แม้จะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน แต่สิ่งแรกที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความโอ่อ่า หากเป็นความอ่อนโยนและอบอุ่น ราวกับอารามแห่งนี้กำลังยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความสงบ
การเดินขึ้นเขา … มีทางเดินขึ้นเช่นเดียวกับอารามอื่นๆ
การเดินช้าๆ ให้ความใส่ใจในสิ่งที่เห็นในรายทาง นอกจากจะทำให้การก้าวเดินรื่นรมย์ ยังเหมือนเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง
เพียงก้าวผ่านประตู ความรู้สึกวุ่นวายจากโลกภายนอกก็ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงสายลมเย็น เสียงระฆังที่แผ่วเบา และท้องฟ้าสีครามที่โอบล้อมยอดผาหินอันยิ่งใหญ่
จุดเริ่มต้นจากฤๅษีผู้แสวงหาความสงบ
ชื่อ “Varlaam” ตั้งตามชื่อของ นักบุญวาร์ลาอัม (Saint Varlaam) ฤๅษีผู้เดินทางขึ้นมายังยอดผาแห่งนี้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อใช้ชีวิตอย่างสันโดษ อธิษฐาน และใกล้ชิดพระเจ้า
ในยุคนั้น ไม่มีบันได ไม่มีถนน ไม่มีสะพาน ทุกย่างก้าวต้องอาศัยความกล้าหาญและศรัทธา
หลังจากท่านมรณภาพ สถานที่แห่งนี้เงียบสงบอยู่เกือบสองร้อยปี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1517 พระภิกษุสองพี่น้อง Theophanes และ Nektarios Apsarades เดินทางมาจาก Mount Athos และสร้างอารามแห่งใหม่ขึ้นบนรากฐานเดิม
อารามที่เราเห็นในวันนี้ จึงเป็นผลรวมของศรัทธาที่สืบทอดต่อกันมายาวนานกว่าห้าศตวรรษ
ศรัทธาที่ต้องอาศัยแรงกาย
เมื่อเงยหน้ามองกำแพงหินสูงชัน คำถามหนึ่งย่อมผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว .. ผู้คนในอดีตนำหิน ไม้ กระเบื้อง และเสบียงทั้งหมดขึ้นมาบนยอดผาได้อย่างไร
คำตอบคือ ระบบรอกชัก ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาอันน่าทึ่งของพระสงฆ์แห่ง Meteora
ก่อนที่จะมีบันไดหินเหมือนทุกวันนี้ สิ่งของทุกชิ้นจะถูกบรรจุลงในตะกร้าหรือแหขนาดใหญ่ แล้วใช้เชือกและรอกไม้ค่อย ๆ ชักขึ้นจากเชิงผา ..
การยกแต่ละครั้งต้องอาศัยแรงคนทั้งหมด ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีไฟฟ้า มีเพียงความอดทน ความร่วมมือ และศรัทธาอันแน่วแน่
เมื่อได้เห็นร่องรอยของระบบรอกที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ จึงทำให้เข้าใจว่า ทุกก้อนหินของอารามแห่งนี้ไม่ได้ถูกวางไว้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกยกขึ้นมาด้วยหัวใจของผู้คนในอดีต
เมื่อเดินเข้าสู่ลานกลางของอาราม ความรู้สึกแรกคือความสดชื่น .. ต้นไซเปรสเรียงตัวอย่างสง่างามกุหลาบสีเหลืองกำลังผลิบาน กระถางดินเผาถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย สนามหญ้าเล็ก ๆ แทรกอยู่ท่ามกลางอาคารหินเก่าแก่
ทุกองค์ประกอบได้รับการดูแลอย่างประณีต แต่ไม่ฟุ่มเฟือย .. เหมือนกับว่าความงามของสถานที่แห่งนี้ เกิดจากความพอดี มากกว่าความหรูหรา
เดินไปอีกไม่กี่ก้าว ลานกว้างก็เปิดออกสู่ทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ของ Meteora .. ภูผาหินมหึมาตั้งตระหง่านเรียงรายสุดสายตา
ตรงมุมหนึ่งของลาน มีศาลาระฆังทรงหกเหลี่ยม หลังคากระเบื้องสีแดง ตั้งเด่นอยู่ริมระเบียง
ภาพของศาลาเล็ก ๆ กับทะเลภูผาเบื้องหลัง กลายเป็นภาพที่งดงามที่สุดภาพหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้
เสียงระฆังที่ลอยไปกับสายลม
ใต้หลังคาศาลา มีระฆังหลายใบแขวนเรียงราย .. แต่ละใบมีขนาดแตกต่างกัน
ในอดีต เสียงระฆังเหล่านี้มิได้มีไว้บอกเวลาเท่านั้น แต่ยังใช้เรียกนักบวชเข้าสู่การสวดภาวนา แจ้งวันสำคัญทางศาสนา และเป็นสัญญาณแห่งการดำรงอยู่ของชุมชนบนยอดผา
ทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น เสียงนั้นมิได้สะท้อนเพียงภายในอาราม ... แต่ยังลอยออกไปเหนือหุบเขาและหน้าผา ราวกับเป็นบทสวดที่ธรรมชาติกำลังร่วมขับขานวล
ก้าวผ่านประตู…เข้าสู่โลกแห่งศิลปะศักดิ์สิทธิ์
เหนือซุ้มประตูทางเข้าวิหาร เป็นภาพพระคริสต์ประทับอยู่ระหว่างพระแม่มารีและนักบุญยอห์น ผู้ให้บัพติศมา
เมื่อผลักประตูไม้แกะสลักบานใหญ่เข้าไป ความเงียบก็เข้ามาแทนที่เสียงสนทนาของนักท่องเที่ยว
ภายในโบสถ์เต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังแบบไบแซนไทน์ที่ปกคลุมแทบทุกพื้นผิว .. ผนังทุกด้านบอกเล่าเรื่องราวจากพระคัมภีร์
ภาพนักบุญ ผู้พลีชีพ และเหตุการณ์สำคัญในคริสต์ศาสนา ถ่ายทอดด้วยสีสันที่ยังคงสดงาม แม้เวลาจะผ่านมากว่าห้าร้อยปี
แสงจากโคมระย้าสะท้อนลงบนพื้นหินอย่างนุ่มนวล .. ทำให้บรรยากาศทั้งหมดเต็มไปด้วยความสงบอย่างน่าอัศจรรย์
อีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดตา คือ ฉากกั้นพระแท่น (Iconostasis) งานแกะสลักไม้ที่ละเอียดประณีต
ทุกลวดลายของเถาองุ่น ดอกไม้ นก และลายพันธุ์พฤกษา ล้วนถูกแกะขึ้นด้วยฝีมือช่างในอดีตอย่างวิจิตร แม้แต่เพดานไม้ ช่องหน้าต่างโค้ง และประตูแต่ละบาน ก็ยังได้รับการออกแบบอย่างกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมโดยรอบ
ที่นี่ทำให้รู้สึกว่า ศิลปะมิใช่สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อโอ้อวดความสามารถของมนุษย์ .. แต่เป็นการถวายสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระผู้เป็นเจ้า
มองโลก…ผ่านหน้าต่างของอาราม
มีช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันยืนอยู่หลังหน้าต่างโค้งของอาคาร .. กรอบหน้าต่างหินกลายเป็นเหมือนกรอบรูปธรรมชาติ .. ด้านนอกคือสวนสีเขียว ต้นไม้ ดอกไม้ และภูผาหินอันยิ่งใหญ่ของ Meteora
ภาพที่เห็นทำให้เข้าใจว่า เหตุใดพระสงฆ์ในอดีตจึงเลือกใช้ชีวิตอยู่บนยอดผาแห่งนี้ .. ไม่ใช่เพื่อหลีกหนีโลก แต่เพื่อมองโลกจากมุมที่สงบกว่าเดิม
ก่อนเดินลงจากอาราม ฉันหันกลับไปมองอีกครั้ง .. ลมยังคงพัดผ่านยอดไซเปรส ธงกรีกยังโบกไหวเหนือกำแพงหิน
นักท่องเที่ยวต่างเดินชมสถานที่ด้วยเสียงอันแผ่วเบา ไม่มีใครเร่งรีบ ไม่มีใครอยากจากไปเร็วเกินไป
บางที…
เสน่ห์ที่แท้จริงของ Holy Monastery of Varlaam มิได้อยู่ที่ความสูงของยอดผา หรือความงดงามของสถาปัตยกรรม .. แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ผู้คน “หยุด” หยุดเดิน หยุดคิด และหยุดฟังเสียงของหัวใจตนเอง
เมื่อเดินออกจากประตูอาราม ฉันอดหันกลับไปมองไม่ได้อีกครั้ง เพราะรู้ดีว่า… ภาพของสวนเล็ก ๆ ศาลาระฆัง เสาหินยักษ์ และวิหารหินสีอ่อนแห่งนี้ จะยังคงงดงามอยู่ในความทรงจำไปอีกนานแสนนาน.
โฆษณา