Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
quiet.notes
•
ติดตาม
22 ก.ค. เวลา 02:15 • ปรัชญา
เมื่อใจอยากลาออก แต่กระเป๋าตังค์บอกให้สู้ต่อ
เมื่อสุขภาพจิตเริ่มพัง แต่ปากท้องยังต้องอิ่ม มาดูวิธีรักษาใจให้รอดไปจนถึงทางออก
ฉันเคยติดอยู่ในที่ทำงาน Toxic และยอมทนอยู่นานเกินกว่าที่ควรจะทนมากค่ะ
ฉันรู้ดีว่า การยื่นใบลาออกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต่อให้สภาพจิตใจของเราจะพังยับเยินแค่ไหนก็ตาม การก้าวออกไปโดยไม่มีแผนสำรองเป็นเรื่องที่น่ากลัวเกินไป โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจแบบนี้
หลายคนเลยเลือกที่จะก้มหน้ายอมรับและอดทนต่อ เพื่อรอโอกาสที่ดีกว่า ซึ่งโอกาสนั้นอาจใช้เวลาหาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรืออาจเป็นปีๆ
ทำไมเราถึงต้องยอมทนขนาดนั้น?
บางครั้ง ความคุ้นชินกับกิจวัตรเดิมๆ ก็เป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ที่ทำให้เรายังไม่กล้าก้าวข้ามเซฟโซนเช่นกัน
การก้าวออกไปเจอความไม่มั่นคง... ก็น่ากลัว
การทนอยู่ที่เดิมต่อไป... ก็กัดกินหัวใจไม่แพ้กัน
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ เราควรทำอย่างไรดี?
คำตอบเดียวคือ "เราต้องรอดค่ะ"
ต่อให้มันจะบั่นทอนแค่ไหนก็ตาม คุณต้องประคองตัวเองไว้ก่อน... จนกว่าจะถึงวันที่เราพร้อมจะโบยบินออกไปจากที่นี่อย่างสง่างามและเด็ดขาด
แน่นอน.. มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เราสามารถลดความเจ็บปวดนี้ให้น้อยลงได้นะคะ
ความ Toxic ไม่มีรูปแบบตายตัว
เวลาพูดว่า "ที่ทำงาน Toxic" หลายคนอาจจะนึกถึงภาพใหญ่โตน่ากลัว อย่างหัวหน้ามหาโหดที่ชอบล้ำเส้นชีวิตส่วนตัว การกดขี่ให้ทำงานถวายชีวิตจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน หรือบรรยากาศออฟฟิศที่คุกรุ่นจนคนแทบสติแตก
แต่ความจริงแล้ว... ความ Toxic มันแฝงตัวมาเนียนๆ กว่านั้นเยอะค่ะ จนเราคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่านี่แหละปัญหา
ลองเช็กดูนะคะว่าที่ทำงานของคุณมีสิ่งเหล่านี้อยู่ไหม?
หัวหน้าที่จ้องแต่จะจับผิดและวิจารณ์ แต่ไม่เคยบอกวิธีแก้ไข
วงนินทาลับหลังในทีมที่ไม่มีใครห้าม จนกลายเป็นเรื่องปกติ
ความลำเอียงของคนเป็นนาย ที่คอยบั่นทอนคนตั้งใจทำงาน
วัฒนธรรมที่ต้องอยู่ดึกเพื่อโชว์ว่าเราทุ่มเท
เชื่อไหมคะ? มีคนทำงานเกือบ 1 ใน 5 คน กำลังเผชิญหน้ากับที่ทำงาน Toxic แบบนี้อยู่
มันคือภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันไม่ได้พังทลายลงมาในวันเดียว แต่มันจะ ค่อยๆ กัดกินพลังใจของเราไปทีละนิด
รู้ตัวอีกที... เราก็ยอมปล่อยให้มันทำร้ายเราจนช้ำเกินไปเสียแล้ว
ความรู้สึกเมื่อต้องอยู่ในที่ทำงาน Toxic
เรื่องของความ Toxic บางทีก็แปลกนะคะ เพราะสิ่งที่คนหนึ่งคิดว่าแย่ แต่อีกคนกลับมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ความรู้สึกและประสบการณ์ตรงของคุณค่ะ“
อย่าปล่อยให้ใครมาบอกว่าเราคิดไปเองหรือเซนซิทีฟเกินไป ในเมื่อคุณรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น และมันกำลังกัดกินใจคุณอย่างไร
แม้จะไม่มีเกณฑ์วัดตายตัวว่าแค่ไหนถึงเรียกว่า Toxic แต่จากประสบการณ์ตรงของฉัน และเรื่องราวที่ได้ยินมาจากคนรอบข้าง สัญญาณเตือนอันตรายมักจะมาในรูปแบบเหล่านี้ค่ะ
บรรยากาศของการจับผิดและโยนความผิด
— ฉันเคยเจอหัวหน้าที่ชอบพูดลอยๆ ว่า "ก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรลงไป" แต่พอถามถึงปัญหาก็จงใจไม่เคลียร์ให้ชัดเจน มีแต่การชี้นิ้วสั่งและโยนความผิดให้พนักงานไปวันๆ
ความไว้วางใจที่พังทลาย
— เพื่อนร่วมงานแอบกระซิบกระซาบนินทากันลับหลัง แต่พอมาเจอกันต่อหน้า ใส่หน้ากาก ยิ้มหวานให้กันได้อย่างเนียนเฉย
เครื่องสูบพลังงาน
— ฉันรู้สึกหมดพลัง ทั้งจิตใจยันร่างกาย ทุกวันที่จะต้องไปทำงาน จันทร์ยันวันศุกร์ แต่ฉันก็จะบอกตัวเองเพื่อความสบายใจเสมอ "อดทนหน่อย... ที่อื่นเขาก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ"
ฉันเชื่อว่า.. หลายคนอาจเคยผ่านจุดนี้มาแล้วเหมือนกัน
แต่หลายๆคน ก็คงเลือกทางรอดด้วยการหางานใหม่ แม้ว่าที่ทำงานใหม่อาจจะให้เงินเดือนน้อยลงกว่าเดิม แต่ก็ยอมแลกเพื่อสุขภาพจิตและความสุขในที่ทำงาน
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น หรือ หากไม่มีทางเลือกล่ะ?
เราจะประคองใจของเราให้รอดได้ยังไง?
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในที่ทำงาน
จะเห็นเลยว่า สภาพแวดล้อมที่แย่ส่งผลกระทบต่อคนทำงานรุนแรงมาก เพราะมันมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอาการหมดไฟ ความเครียด และความคืบหน้าต่องาน ส่งผลในเรื่องผลงานและคุณภาพงาน
ที่น่าสนใจคือ มีข้อมูลยืนยันว่า… วัฒนธรรมองค์กรที่แย่ๆ นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับอายุหรืออายุงานของคุณเลยค่ะ แปลว่าต่อให้คุณจะเป็นเด็กจบใหม่ หรือทำงานมาจนเป็นรุ่นใหญ่ ก็มีสิทธิ์เผชิญปัญหานี้ได้เท่ากัน
แล้วต้นตอที่แท้จริงมาจากไหน?
ส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจาก 3 สิ่งนี้ค่ะ
— พฤติกรรมของตัวหัวหน้างานเอง
— กฎเกณฑ์ที่ไม่มีใครพูดออกมา แต่ทุกคนต้องยอมก้มหน้าทำตามเงียบๆ
— ระบบการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งคอยสูบพลังและบั่นทอนพนักงานไปเรื่อยๆ
Dr. Liane Davey อธิบายไว้ว่า สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในที่ทำงานคือ "พื้นที่ปลอดภัยทางใจ" (Psychological Safety)
บริษัทควรให้ความสำคัญต่อพนักงานทุกระดับ พนักงานควรสามารถแสดงความคิดเห็นหรือเสนอข้อกังวลได้อย่างปลอดภัย ภายใต้การเคารพซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกลงโทษเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต
เพราะถ้าที่ทำงานไหนขาดพื้นที่ปลอดภัยตรงนี้เมื่อไหร่ ความคิดสร้างสรรค์และความทุ่มเทของพนักงานจะลดฮวบลงทันทีค่ะ
How to ประคองใจยังไงให้รอด จนกว่าจะถึงวันที่ได้ย้ายที่ทำงาน
1. สร้างรั้วกั้นความรู้สึกตัวเอง
การสลัดเรื่องงานออกจากหัวคือหัวใจสำคัญในการรักษาความสุขของตัวเราเองนะคะ
ขีดเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ชัดเจนค่ะ
ตัวฉันเองใช้วิธีเลิกเช็กอีเมลงานหลัง 6 โมงเย็น และพยายามไม่เก็บเอาเรื่องงานกลับมาคิดต่อที่บ้าน (ถึงแม้บางทีจะทำได้ยากก็ตาม)
ทิ้งเรื่องแย่ๆ ให้อยู่แค่ที่ทำงาน
อย่าเอากลับบ้านมาด้วย
นอกจากนี้ การเขียนบันทึกความรู้สึกในตอนกลางคืนก็ช่วยระบายเรื่องแย่ๆ ที่เจอมาทั้งวันออกจากสมองได้ดีมากค่ะ
2. หาคนที่เราอยู่ด้วยแล้วรู้สึกปลอดภัย
ต่อให้มีเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจได้แค่เพียงคนเดียวก็สร้างความแตกต่างได้มหาศาลแล้วค่ะ
การมีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังและบอกกับเราว่า "เรื่องนี้มันแย่และไม่ถูกต้องจริงๆ" มันช่วยเยียวยาใจเราได้มากกว่าที่คิด เพราะการมีคนที่เข้าใจและมองเห็นปัญหาเหมือนกัน จะทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ต้องแบกรับความอึดอัดนี้ไว้คนเดียว
แต่ต้องระวังให้ดีนะคะ เลือกคนที่จะไว้ใจให้ถูกคน เพราะถ้าเลือกพลาด ไปเจอคนที่ชอบแทงข้างหลัง บรรยากาศในการทำงานจะยิ่งแย่ลงกว่าเดิมหลายเท่าเลยค่ะ
3. จดบันทึกทุกอย่างไว้เป็นหลักฐาน
จดรายละเอียดทุกอย่างที่มีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดแปลกๆ วัน เวลา รวมถึงอีเมลที่เกี่ยวข้องเก็บไว้ให้หมดค่ะ
หลักฐานพวกนี้จะเป็นเกราะป้องกันตัวเราได้อย่างดี เวลาที่ต้องรับมือกับคนที่ชอบบิดเบือนความจริง หรือคนที่ชอบกล่าวหาเราลอยๆ แบบไม่มีหลักฐานค่ะ
4. ขีดเส้นแบ่งความทุ่มเทในการทำงาน
ในที่ทำงานที่ดีและเป็นมืออาชีพ ความทุ่มเทเกินร้อยของคุณจะมีคนมองเห็นค่ะ แต่ในที่ทำงานที่ Toxic ความตั้งใจของคุณจะถูกสูบหายไปเฉยๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนเลย
การโหมทำงานหนักเกินไปไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นค่ะ
เพราะฉะนั้น เราต้องฉลาดทำงานให้เป็น แค่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีและได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอก็พอ เอาพลังงานที่เหลือไปทุ่มเทให้กับก้าวต่อไปของเราดีกว่าค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการมองหาตำแหน่งใหม่ในองค์กร หรือการเตรียมตัวย้ายไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่นเลย
5. วางแผนลาออก (แต่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน)
ตัวฉันเองก็ไม่ได้ยื่นใบลาออกในวันสองวันหรอกค่ะ
หลังจากที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ฉันใช้วิธีค่อยๆ กลับมาพัฒนาทักษะของตัวเอง วางแผนการเงิน เก็บออมเงิน และสร้างคอนเนกชันกับผู้คน ฉันพยายามสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักและทบทวนตัวเองบ่อยๆ ว่างานแบบไหนคือสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่จริงๆ
กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเตรียมตัวอยู่นานหลายเดือนเลยค่ะ เพราะการจะหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิมมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
แต่เมื่อโอกาสที่ใช่มาถึงจริงๆ ฉันก็เดินจากมาเงียบๆ ด้วยความมั่นใจ
คำแนะนำสุดท้ายจากใจของฉัน
ที่ทำงาน Toxic ไม่ได้แปลว่าต้องมีการกลั่นแกล้งหรือมีการใช้อารมณ์ด่าทอกันเสียงดังให้เราเห็นชัดๆ เสมอไป
บางครั้งมันมาในรูปแบบคลื่นใต้น้ำ และมันจะค่อยๆ บั่นทอนจิตใจของเราไปทีละนิดอย่างช้าๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะไม่ทันรู้ตัวหรอกค่ะ ว่าตัวเองหมดพลังไปมากแค่ไหน จนกว่าจะได้ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วหันกลับไปมองมันอย่างตั้งใจจริงๆ ค่ะ
การที่ต้องมาเจอกับเรื่องแย่ๆ แบบนี้ ไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลว คุณแค่โชคร้ายค่ะ และมันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด
แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้คุณก็ได้ตาสว่าง หันกลับมาใส่ใจตัวเอง วางแผนสำรอง ทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ และได้เรียนรู้บทเรียนครั้งใหญ่ที่หลายคนอาจไม่เคยเจอ
เพราะคุณได้ผ่านพ้นมันมาด้วยตัวเองแล้ว
และเมื่อถึงเวลาที่ต้องก้าวต่อไปจริงๆ คุณจะนำหน้าคนอื่นไปก้าวหนึ่งเสมอค่ะ
เพราะตอนนี้คุณรู้พิกัดและคำตอบอย่างชัดเจนแล้วว่า สิ่งไหนที่คุณจะไม่ยอมทนเจ็บปวดกับมันอีกเป็นอันขาด
จำไว้นะคะ... ทันทีที่คุณเดินออกมา คนที่สูญเสียคือฝั่งนั้นค่ะ ไม่ใช่คุณเลย
#แรงบันดาลใจ #ข้อคิด #เสียงในใจ
ขอบคุณที่แวะมาใช้เวลาเงียบๆ ร่วมกันนะคะ
ขอให้วันนี้เป็นวันที่ใจคุณสงบและมีความสุขค่ะ
— quiet.notes
เรื่องเล่า
ข้อคิด
3 บันทึก
11
1
8
3
11
1
8
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย