Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Number 10
•
ติดตาม
19 ก.ค. เวลา 04:08 • กีฬา
ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ราชาแอสซิสต์คนใหม่ ผู้ทลายสถิติครึ่งศตวรรษของ ‘เปเล่’
ไมเคิ่ล โอลิเซ่ จารึกชื่อเป็นราชาแอสซิสต์แห่งประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก หลังจากทำไป 7 แอสซิสต์ในศึกฟุตบอลโลก 2026 ทุบสถิติตลอดกาล 56 ปีของ "ไข่มุกดำ" เปเล่ ที่เคยทำไว้ 6 ครั้งเมื่อปี 1970 ลงได้สำเร็จ
มิดฟิลด์ตัวรุกวัย 24 ปีของบาเยิร์น มิวนิค กลายเป็นหัวใจสำคัญในแนวรุกของทีมชาติฝรั่งเศสยุคใหม่ แม้ในทัวร์นาเมนต์นี้เขาจะเผชิญปัญหาเรื่องการจบสกอร์ที่ไม่เฉียบคม แต่พรสวรรค์และการจ่ายบอลระดับอัจฉริยะก็ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ที่น่าจับตามองที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน
ไมเคิ่ล อัคโปวี โอลิเซ่ (Michael Akpovie Olise) เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2001 ที่เมืองแฮมเมอร์สมิธ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เส้นทางชีวิตและสายเลือดของเขาซับซ้อนและน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเขามีคุณพ่อเป็นชาวไนจีเรีย และคุณแม่เป็นชาวฝรั่งเศส-แอลจีเรีย
ด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์นี้ ทำให้โอลิเซ่มีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่ได้ถึง 4 ประเทศ คือ อังกฤษ (ประเทศเกิด), ไนจีเรีย (ตามสัญชาติพ่อ), ฝรั่งเศส และแอลจีเรีย (ตามสัญชาติแม่) แม้ในช่วงเยาวชนเขาจะเคยผ่านการลงเล่นและฝึกซ้อมในระบบของสมาคมฟุตบอลอังกฤษมาบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ตอบรับเสียงเรียกจากฝรั่งเศส ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่และกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมในปัจจุบัน
เส้นทางฟุตบอลของโอลิเซ่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธและแรงกดดันมหาศาลในแต่ละช่วงอายุ
เขาเริ่มต้นที่เข้าฝึกซ้อมกับอะคาเดมีของอาร์เซนอลช่วงสั้น ๆ ก่อนจะย้ายไปอยู่กับเชลซีนานถึง 7 ปี (2009 - 2016) ในช่วงเวลานั้นเขามีทักษะที่สูงมากแต่ร่างกายบอบบางและโตช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน
โค้ชอคาเดมี่ของเชลซี ตัดสินใจปล่อยตัวเขาออกตอนอายุ 14 ปี โดยให้เหตุผลหลักเรื่อง "ความแข็งแกร่งของร่างกาย" ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ประเมินของสโมสรยักษ์ใหญ่ ณ เวลานั้น ประกอบกับโอลิเซ่เป็นเด็กที่มีบุคลิกนิ่งๆ เฉยชา และมีพฤติกรรม "นอกกรอบ" ซึ่งทำให้โค้ชในระบบอังกฤษหลายคนในยุคนั้นไม่เข้าใจและมองว่าเป็นเด็กปกครองยาก
มีรายงานว่าเขาเคยถูกเพื่อนร่วมทีมในอคาเดมี่ล้อเลียนเรื่องกายภาพว่า "แขนลีบและวิดพื้นไม่ไหว" ทำให้เขาต้องย้ายสโมสรเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับตัวเอง
หลังจากหลุดจากเชลซี เขาถึงขั้นเคยไม่มีสโมสรอยู่นานถึง 6 เดือน และย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ 1 ปี (2016 - 2017)
ในปี 2018 เป็นทางเร้ดดิ้งที่มองเห็นความสามารถและมองข้ามข้อจำกัดทางร่างกายของเขา ได้ให้โอกาสเซ็นสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของเรดดิ้งในสัญญา Scholarship ก่อนจะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในศึกแชมเปี้ยนชิพ ครั้งแรกในวัยเพียง 17 ปีเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2019
เพียงแค่ฤดูกาลที่ 2 ในสีเสื้อเร้ดดิ้ง เขาก็ระเบิดฟอร์มลงสนามรวมทุกรายการ 73 นัด ทำได้ 7 ประตู กับ 14 แอสซิสต์ คว้ารางวัล นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของศึกแชมเปี้ยนชิพ และติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก จนทำให้สโมสรในพรีเมียร์ลีกแย่งตัวกันอย่างหนัก
และเป็นทางคริสตัล พาเลซ ภายใต้การนำของ ปาทริค วิเอร่า ได้มองเห็นช่องโหว่ในสัญญาของเขากับเรดดิ้ง ที่มีการตั้ง ค่าฉีกสัญญาไว้ต่ำเพียง 8 ล้านปอนด์ พาเลซจึงเข้ามาจ่ายเงินจำนวนนี้ทันที ซึ่งทางผู้บริหารของเรดดิ้งยอมรับในภายหลังว่าเป็นความผิดพลาดของสโมสรที่ตั้งค่าฉีกสัญญาของอัจฉริยะคนนี้ไว้ถูกเกินไป ขณะที่ตัวโอลิเซ่ก็ต้องการย้ายเพื่อโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองในพรีเมียร์ลีก
ระยะเวลา 3 ปี กับคริสตัล พาเลซนี่เองที่เขาสร้างชื่อในฐานะปีกขวาที่ผ่านบอลได้แม่นยำที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก โดยสนามรวมทุกรายการ 90 นัด ทำได้ 16 ประตู กับ 25 แอสซิสต์
และในหน้าร้อนปี 2024 โอลิเซ่กลายเป็นแข้งเนื้อหอมขั้นสุด มีทีมยักษ์ใหญ่ในอังกฤษทั้ง เชลซี (ที่อยากได้ตัวเขากลับไป) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอเข้ามา แต่สุดท้ายโอลิเซ่เลือกปฏิเสธทีมในอังกฤษทั้งหมดแล้วย้ายไป บาเยิร์น มิวนิค ด้วยค่าตัว 50.8 ล้านปอนด์ โดยเจ้าตัวให้เหตุผลตรงๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หรือเชลซี ณ เวลานั้นไม่สามารถให้โอกาสเขาไปเล่นในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ทันที และเขาต้องการย้ายไปอยู่กับสโมสรที่มีลุ้น แชมป์และถ้วยรางวัลสม่ำเสมอ ในทุกๆ ปี ซึ่งเสือใต้ตอบโจทย์ข้อนี้ที่สุด
การย้ายสู่ถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า ด้วยค่าตัวราว 53 ล้านปอนด์ (รวมแอดออน) ภายใต้การคุมทีมของ แว็งซ็องต์ กอมปานี เขาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงฝั่งขวาของเสือใต้ได้ทันทีตั้งแต่นัดแรก ๆ และปรับตัวเข้ากับฟุตบอลเยอรมันได้อย่างไร้รอยต่อ และลงสนาม 107 นัด ทำได้ 42 ประตู กับอีก 46 แอสซิสต์ พร้อมพาทัพ "เสือใต้" กวาดแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยซ้อน, เดเอฟเบ โพคาล 1 สมัย และเดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ อีก 1 สมัย ในการเล่นให้กับเสื้อใต้เพียง 2 ฤดูกาล
โอลิเซ่เป็นผู้เล่นตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรุก (CAM) และปีกขวาอินเวิร์ต (Inverted Winger) สไตล์การเล่นของเขาถูกจำกัดความว่าเป็นพวก "Nonchalant" หรือการเล่นแบบนิ่งเฉย ดูเนือย ๆ สบายๆ ไม่รีบร้อน แต่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ที่อันตราย เขาสามารถดึงจังหวะหลอกล่อแนวรับคู่แข่ง ก่อนจะจ่ายบอลตัดหลังแบ็กได้อย่างแม่นยำราวจับวาง โดยในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด เขาทำสถิติผ่านบอลทะลุช่อง (Through Balls) สำเร็จมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ถึง 11 ครั้ง
โอลิเซ่เป็นผู้เล่นที่มีความเร็วและความสามารถในการเลี้ยงกินตัว บ่อยครั้งที่เขามักถูกนำไปเปรียบเทียบกับอาร์เยน ร็อบเบน ตำนานของบาร์เยิร์น มิวนิค ด้วยสไตล์การเลี้ยงจากริ้มเส้นด้านขวาตัดเข้าในด้วยเท้าซ้ายและสร้างสรรค์โอกาสทำประตู นอกเหนือจากความสามารถในการเลี้ยงตัดเข้าในแล้ว เขายังมีวิสัยทัศน์ในการจ่ายบอลสุดท้ายยอดเยี่ยมจนมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับเมซุตโอซิล หรือกล่าวได้ว่า โอลิเซ่คือผู้เล่นที่เป็นส่วนผสมของเอาร์เยน ร็อบเบนและเมซุต โอซิล ก็ว่าได้
ในวัย 24 ปี สามารถกล่าวได้ว่า ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ก้าวขึ้นสู่ระดับ "เวิลด์คลาส" อย่างเต็มตัว โดยได้รับการยกย่องว่ามี "ไอคิวฟุตบอล" และความอัจฉริยะในการสร้างสรรค์เกม สื่อใหญ่อย่าง Goal และ GiveMeSport จัดอันดับให้เขาอยู่ใน อันดับที่ 6-7 ในชาร์ตลุ้นรางวัล "บัลลงดอร์" ปีนี้
ในแง่ของการมีอิทธิพลในเกมส์รุก เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับผู้เล่นระดับตัวรุกระดับพระกาฬอย่าง แฮร์รี่ เคน, เออร์ลิง ฮาแลนด์ และ คิลียัน เอ็มบัปเป้ ในแง่ของตำแหน่งการเล่นปีกขวา เขาก็ถือเป็นหนึ่งในปีกขวาที่ดีที่สุดในโลกร่วมกับผู้เล่นอย่าง ลามีน ยามาล ของบาร์เซโลนา และ บูกาโย ซาก้า ของอาร์เซนอล
เส้นทางของ ไมเคิ่ล โอลิเซ่ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของคำว่า "อัจฉริยะฟุตบอลสมัยใหม่" จากเด็กหนุ่มที่เคยถูกสโมสรยักษ์ใหญ่ปฏิเสธเพราะโครงสร้างร่างกายบอบบาง สู่การเป็นเพลย์เมกเกอร์ระดับเวิลด์คลาสผู้กุมหัวใจเกมรุกของทั้ง บาเยิร์น มิวนิค และทีมชาติฝรั่งเศส
ความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ในการควบคุมจังหวะเกม วิสัยทัศน์การอ่านพื้นที่ และเท้าซ้ายที่จ่ายบอลได้แม่นยำราวจับวาง คืออาวุธร้ายที่หาผู้เลียนแบบได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน สถิติ 7 แอสซิสต์ในฟุตบอลโลก ได้พิสูจน์แล้วว่าเขามีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ข้อแม้สำคัญที่จะตัดสินว่าโอลิเซ่จะสามารถก้าวขึ้นไปนั่งแท่นเคียงข้างตำนานผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ซีเนดีน ซีดาน หรือตำนานคนอื่น ๆ ได้หรือไม่นั้น อยู่ที่ "ความสม่ำเสมอในระยะยาว" และ "ความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย"
เขาจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะสามารถรักษาร่างกายให้ห่างไกลจากอาการบาดเจ็บ และยกระดับการพังประตูให้เฉียบคมเพื่อเปลี่ยนตัวเองจาก "เครื่องจักรผลิตแอสซิสต์" ให้กลายเป็น "ตัวรุกที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก" รวมถึงการเป็นผู้นำพาพลพรรคตราไก่คว้าถ้วยรางวัลเมเจอร์ระดับนานาชาติในทัวร์นาเมนต์ถัด ๆ ไปหลังจากนี้
เส้นทางลูกหนังของพ่อมดมนต์ดำวัย 24 ปีคนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด มาร่วมติดตามกันว่า ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงกับบาเยิร์น มิวนิค และภารกิจล่าความสำเร็จครั้งต่อไปกับทีมชาติฝรั่งเศส ไมเคิ่ล โอลิเซ่ จะสร้างสรรค์จังหวะมหัศจรรย์และทำลายสถิติโลกหน้าไหนลงได้อีก เพราะสำหรับชายที่ชื่อโอลิเซ่ การทำสถิติเป็นผู้ทำแอสซิสต์สูงที่สุดในฟุตบอลโลก เป็นเพียงแค่ปฐมบทของราชาเพลย์เมกเกอร์คนใหม่แห่งยุคเท่านั้น!
ฟุตบอลโลก
ฟุตบอล
ความรู้รอบตัว
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย