19 ก.ค. เวลา 16:59 • หนังสือ

บทที่ 276

“แล้วนางเล่า?”
จี้หนานเค่อชี้นิ้วเข้าไปด้านในอย่างไม่พอใจ
กู้จือจั๋วยืนอยู่แถวหน้าสุดของเหล่าขุนนาง สีหน้าสงบนิ่ง ผ่อนคลาย
นางสวมชุดกระโปรงนักปราชญ์เรียบหรู ประดับปิ่นปักผมและเครื่องประดับครบถ้วน แต่กลับไม่รู้สึกขัดแยกกับบรรยากาศของท้องพระโรงแม้แต่น้อย
“นาง...”
น้ำเสียงของเซี่ยจิ่งแหบพร่าเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า
“เมื่อสามวันก่อน คุณหนูกู้ได้รับมอบกองทัพเชียนจีจากมือท่านซื่อจื่อกู้โดยสมบูรณ์แล้ว”
“นางได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพประจำกองทัพหนึ่งกอง”
“นางมีสิทธิ์ยืนอยู่ในท้องพระโรง”
“แล้วเจ้าจะเอาอะไรไปเทียบกับนาง?”
จี้หนานเค่อหน้าถอดสี
ในฉับพลัน นางเพิ่งตระหนักได้ว่า...
สายตาของเซี่ยจิ่ง ไม่ได้ทอดมองมายังนางอย่างตั้งใจมานานแสนนานแล้ว
นางรีบคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้
“ท่านต้องแย่งพระราชโองการสถาปนาหลังสิ้นพระชนม์ให้ท่านป้าให้ได้!”
เซี่ยจิ่งไม่ได้ตอบรับ
เขาเพียงหันหลังแล้วเดินกลับเข้าไป
จี้หนานเค่อกำลังจะตามเข้าไป แต่กลับถูกขันทีขวางไว้เสียก่อน
นางจึงทำได้เพียงยืนอยู่ด้านนอก ราวกับบ่าวรับใช้คนหนึ่ง
นางเห็นฟ่านเหิงก้มลงเก็บฎีกาที่เมื่อครู่ถูกฮ่องเต้ขว้างทิ้ง ก่อนยื่นถวายขึ้นไปอีกครั้ง
คราบเลือดบนหน้าผากของเขาแห้งกรังแล้ว แต่บนสาบเสื้อยังคงมีรอยเลือดกระเซ็นติดอยู่
เขาโค้งกายถามว่า
“ท่านอ๋องเห็นว่า พระราชพิธีพระศพของพระสนมควรจัดอย่างไรขอรับ”
เซี่ยอิงเฉินรับฎีกามา แต่ไม่ได้เปิดอ่าน
เขาเพียงถามว่า
“ฝ่าบาททรงประกอบพิธีบอกกล่าวศาลบรรพชนหรือยัง?”
ตำแหน่งพระสนมชั้นหวงกุ้ยเฟยมีฐานะรองจากฮองเฮา
การแต่งตั้งจึงแตกต่างจากพระสนมทั่วไป จำเป็นต้องให้ฮ่องเต้เสด็จไปประกอบพิธีบอกกล่าวต่อศาลบรรพชนด้วยพระองค์เอง
ฟ่านเหิงตอบ
“ยังขอรับ”
“แล้วมีตราทองและสมุดแต่งตั้งหรือยัง?”
“ยังมิได้จัดเตรียมขอรับ”
“แล้วมีพิธีสถาปนา ให้นางถวายบังคมต่อฮ่องเต้และฮองเฮาด้วยพิธีสามคุกเข่าเก้าคำนับหรือไม่?”
น้ำเสียงของเซี่ยอิงเฉินหนักแน่นขึ้นทุกประโยค
ฟ่านเหิงยังคงส่ายหน้า
“ไม่มีขอรับ”
เซี่ยอิงเฉินโยนฎีกาในมือลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ
“เช่นนั้น...เหตุใดพระราชพิธีพระศพของนางจึงจัดตามฐานันดรพระสนมชั้นหวงกุ้ยเฟย?”
ฟ่านเหิงนิ่งอึ้ง
อยู่ครู่ใหญ่ก็พูดไม่ออก
มหาเสนาบดีซ่งกลั้นยิ้มไว้ ก่อนหันไปกล่าวกับฟ่านเหิง
“เหล่าฟ่าน เจ้าเลอะเลือนแล้ว”
“ไม่มีพิธีแต่งตั้ง และยังไม่ได้บันทึกพระนามลงในทำเนียบราชวงศ์ นางจะนับเป็นพระสนมชั้นหวงกุ้ยเฟยได้อย่างไร”
“ก็เป็นเพียงหญิงสามัญผู้หนึ่ง...ที่เคยถวายงานรับใช้ฮ่องเต้เท่านั้น”
“เมื่อไม่มีฐานันดร แล้วเหตุใดกรมพิธีการต้องจัดพระราชพิธีพระศพให้นางโดยเฉพาะด้วย?”
จะให้คนทั้งแผ่นดินไว้ทุกข์เพื่อนางหรือ?
นางคู่ควรหรือ!
มหาเสนาบดีซ่งกล่าวต่อ
“ท่านเจ้าสำนักศึกษาจี้ยังอยู่หน้าประตูอู่เหมินมิใช่หรือ”
“ก็ให้เขามารับศพสกุลจี้กลับไปเสีย”
“เมื่อจวนสามีออกหนังสือปล่อยตัวอนุแล้ว นางก็กลับมาเป็นหญิงที่ยังมิได้ออกเรือนโดยชอบธรรม สมควรกลับเข้าสกุลเดิม”
“จะจัดการฝังศพอย่างไร ก็เป็นเรื่องของตระกูลจี้”
“ช่วงนี้กรมพิธีการว่างนักหรือ? ถึงกับต้องมาดูแลเรื่องงานศพของหญิงสามัญคนหนึ่งด้วย”
ฟ่านเหิงพลันกระจ่างแจ้งทันที
ถูกต้อง!
ไม่มีพิธีแต่งตั้ง
ฮ่องเต้ก็ยังไม่ทันมีพระราชโองการสถาปนาหลังสิ้นพระชนม์อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น...
สกุลจี้ก็เป็นเพียงสกุลจี้เท่านั้น
ฟ่านเหิงรีบกล่าวติด ๆ กัน
“เป็นกระหม่อมเลอะเลือนเองขอรับ”
ท่านอ๋องหลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
ให้ท่านเจ้าสำนักศึกษาจี้มารับศพกลับไป
นอกจากจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้ว ยังช่วยปลอบขวัญประชาชนและระงับความไม่พอใจของบรรดาปัญญาชนได้อีก
เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
สมกับเป็นบุตรชายคนโตที่อดีตฮ่องเต้ทรงอบรมมาด้วยพระองค์เอง
เพียงลงมือครั้งเดียว ก็คลี่คลายปัญหาใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
อ๋องจิ้นหรี่ตาลง
อาศัยเรื่องของสกุลจี้...
เซี่ยอิงเฉินดึงความสนใจของเหล่าขุนนางออกจากเรื่องที่ฮ่องเต้ประชวรหนักได้โดยตรง
โดยไม่รู้ตัว...
เขาก็ขึ้นเป็นผู้กุมสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว
ไม่ดีแล้ว
ต้องรีบกำหนดตัวรัชทายาทให้เร็วที่สุด
มิฉะนั้น...
เวลาสามเดือนก็เพียงพอให้ปีกของเซี่ยอิงเฉินแข็งแกร่งเต็มที่แล้ว
ท่านนักพรตฉางเฟิงเคยกล่าวไว้...
ผู้ที่มีวาสนามังกรคือ เซี่ยจิ่ง
อ๋องจิ้นสูดลมหายใจลึก พยายามตั้งสติ
คำทำนายของท่านนักพรตไม่เคยผิดพลาด
เขาจะต้องใจเย็น
ค่อย ๆ วางแผน
เช่นเดียวกับเมื่อหกปีก่อน ที่ผลักดันฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์
ในปีนั้น...
อดีตรัชทายาทมีตำแหน่งมั่นคงเพียงใด
สุดท้ายก็มาพ่ายแพ้อยู่ในมือของเขา
ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียว...
ก็คือยังปล่อยให้เซี่ยอิงเฉินมีชีวิตรอด
จนกลายเป็นการปล่อยเสือคืนสู่ป่า และนำมาซึ่งปัญหาในวันนี้
อ๋องจิ้นหรี่ตาลง
เซี่ยอิงเฉินราวกับเกิดมาเพื่ออยู่เหนือผู้คน
ทุกอิริยาบถ ทุกการเคลื่อนไหว
ล้วนสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
เซี่ยอิงเฉินยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ท่านเสนาบดีฟ่าน ไปจัดการเถิด”
ฟ่านเหิงรับคำ ก่อนก้มลงเก็บฎีกาบนพื้น
แม้ว่าจี้หนานเค่อจะไม่พอใจ จะโกรธเพียงใด
แต่เซี่ยจิ่งก็ไม่ได้ออกมาคัดค้านในเวลานี้
การจัดการกับสกุลจี้เช่นนี้
นับว่าตรงใจทุกคน
หากสกุลจี้ได้รับการสถาปนาเป็นฮองเฮาหลังสิ้นพระชนม์จริง
ลูกนอกคอกก็จะกลายเป็นโอรสที่ชอบธรรมทันที
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดยอมรับได้
แต่ตอนนี้...
สกุลจี้ไม่มีทั้งฐานันดรและสถานะ
เว้นเสียแต่ว่าองค์ชายทุกพระองค์ของฮ่องเต้จะตายหมด
จึงจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่บัลลังก์จะตกเป็นของกู้เยี่ยน
...ยอดเยี่ยม
ทุกคนต่างโล่งอก
อ๋องจิ้นจึงเอ่ยขึ้น
“มหาเสนาบดีซ่ง”
“ในวันนั้น เนื่องจากแผ่นดินไหวที่ชิงโจวรุนแรง อีกทั้งฝ่าบาทก็ทรงหายสาบสูญ จึงแต่งตั้งเฉินอ๋องให้สำเร็จราชการเป็นการชั่วคราว”
“บัดนี้ฝ่าบาทประชวรหนัก เรื่องเช่นนี้คงไม่อาจหายได้ภายในวันสองวัน”
“ตามความเห็นของข้า...ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการสมควรแต่งตั้งใหม่”
“เฉินอ๋องมิใช่องค์ชาย ฐานะจึงไม่ชอบธรรม”
ทันใดนั้น...
เสียงขันทีประกาศก็ดังขึ้น
“ไทเฮาเสด็จ!”
เซี่ยอิงเฉินกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“ฝ่าบาทจำเป็นต้องพักรักษาพระองค์”
“เรื่องนี้...พวกท่านไปหารือกับข้าที่ตำหนักเหวินยวนต่อเถิด”
ท่านอ๋องหลี่รับคำต่อทันที
“ราชกิจสำคัญกว่า”
“ส่วนเรื่องที่เหลือ...ข้าจะเป็นผู้กราบทูลไทเฮาเอง”
เซี่ยอิงเฉินพยักหน้า
“น้องหลาง น้องจิ่ง พวกเจ้าตามมาด้วย”
องค์ชายใหญ่ เซี่ยหลาง มีสีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด รีบขานรับติด ๆ กัน
เซี่ยอิงเฉินเดินนำออกไปก่อน มหาเสนาบดีซ่งรีบตามไปทันที
อ๋องจิ้นส่งสายตาให้ท่านเว่ยกั๋วกง ทั้งสองจงใจเดินช้าลงหนึ่งก้าว ทิ้งตัวอยู่ท้ายขบวน ส่วนขุนนางคนอื่น ๆ ต่างทยอยเดินตามกันไป
“มีเรื่องอันใดหรือ?”
ท่านเว่ยกั๋วกงเอ่ยถาม
เมื่อครู่นี้ ความหมายของอ๋องจิ้นชัดเจนว่าต้องการดึงเซี่ยอิงเฉินลงจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ แล้วผลักดันคนอื่นขึ้นแทน
ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอ๋องจิ้นก็เพียงธรรมดา ยังไม่ถึงขั้นจับมือวางแผนลับกันได้
อ๋องจิ้นไม่อ้อมค้อม พูดตรงประเด็น
“ท่านกั๋วกง...ท่านเลือกสนับสนุนองค์ชายสามใช่หรือไม่?”
ท่านเส่ยกั๋วกงมองเขาด้วยสายตาพินิจ ก่อนตอบเรียบ ๆ
“มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ”
อ๋องจิ้นยิ้มบาง ๆ อย่างมั่นใจ
“ในราชสำนัก ทุกวันนี้มีเพียงสามขั้วอำนาจ—ท่าน ข้า และมหาเสนาบดีซ่ง”
“ข้าคิดว่าท่านก็คงมองออกแล้วว่า มหาเสนาบดีซ่งหันไปอยู่ฝ่ายเซี่ยอิงเฉิน เหลือเพียงเราสองคน”
สามฝ่ายคานอำนาจกันมานาน
ฮ่องเต้ก็ทรงโปรดการรักษาดุลอำนาจเสมอ
ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายใดก็มีอำนาจในราชสำนักพอ ๆ กัน
“ท่านกั๋วกง”
“หากเราสองคนร่วมมือกัน อย่างไรก็สามารถผลักดันองค์ชายสามขึ้นได้”
“ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
ท่านเว่ยกั๋วกงนิ่งคิด
อ๋องจิ้นเฝ้ามองสถานการณ์และชั่งน้ำหนักมาตลอด ไม่เคยเลือกข้าง
เหตุใดวันนี้จึงเปลี่ยนใจเสียแล้ว?
เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะอดทนรอให้ตนกับมหาเสนาบดีซ่งตัดสินแพ้ชนะกันก่อน แล้วค่อยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในตอนท้าย
เวลานี้ เซี่ยอิงเฉินยังมีอำนาจไม่แข็งแกร่งนัก
ท้ายที่สุด อดีตรัชทายาทก็ถูกปลดเพราะก่อกบฏ ปลงพระชนม์พระบิดา และคิดชิงราชบัลลังก์
ในฐานะบุตรชายคนโตสายตรงของอดีตรัชทายาท
นี่คือมลทินที่ไม่มีวันลบเลือนได้
แม้องค์ชายสามจะอ่อนแอกว่า
แต่ก็หมายความว่า...
หากวันหนึ่งได้ขึ้นครองราชย์ ก็จำเป็นต้องพึ่งพาพวกเขา
ไม่มีทั้งกำลังและความสามารถพอจะกำจัดผู้มีพระคุณเมื่อหมดประโยชน์
หากตนร่วมมือกับอ๋องจิ้น
ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส...
หัวใจของท่านเว่ยกั๋วกงเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
อ๋องจิ้นใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนเขาเบา ๆ
ท่านเว่ยกั๋วกงจึงได้สติ
เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นไทเฮาเสด็จมาพร้อมขบวนผู้ติดตาม ทั้งสองรีบหลีกไปด้านข้างถวายบังคม
ไทเฮาเสด็จผ่านพวกเขาไปโดยไม่หยุด รีบร้อนตรงเข้าสู่ตำหนัก
“ฮ่องเต้อยู่ที่ใด?”
“จะสถาปนาสกุลจี้เป็นฮองเฮาหลังสิ้นพระชนม์หรือ? หม่อมฉันไม่มีวันยอม!”
“หญิงแพศยาผู้หนึ่ง...”
กู้จือจั๋วถอยหลบพร้อมค้อมกายคำนับ
แต่ไทเฮากลับไม่ทันแม้แต่จะมองเห็นนาง
หลังออกจากตำหนักหานจาง
กู้จือจั๋วไม่ได้ตามไปยังตำหนักเหวินยวน
นางเดินออกจากประตูวังเพียงลำพัง
อวี้ซือจื่อม้าแสนรู้เดินวนอย่างเบื่อหน่ายอยู่หน้าประตูวัง
พอเห็นนางออกมา ก็รีบส่ายหัวสะบัดหางวิ่งเข้ามา
หางยาวของมันเกี่ยวพันข้อเท้านางไปมา ราวกับกำลังออดอ้อนขอขนมหวาน
กู้จือจั๋วหัวเราะเบา ๆ
“ได้ ๆ ข้าหยิบให้ก็ได้”
ยามเย็นใกล้ค่ำ
แสงอาทิตย์สีส้มอมแดงยังค้างอยู่ตรงขอบฟ้า
อากาศหน้าร้อนอบอ้าวเสียจนแม้แต่สายลมที่พัดมาก็ยังร้อนผ่าว อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
อวี้ซือจื่อกินน้ำตาลก้อนจนสมใจแล้ว ก็เดินตามกู้จือจั๋วอย่างว่าง่าย
ไม่จำเป็นต้องจูงบังเหียนเลยแม้แต่น้อย
คนหนึ่ง ม้าหนึ่ง
เดินเอื่อย ๆ ผ่านฝูงชนที่ยังนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าประตูอู่เหมิน
กู้จือจั๋วมองเห็นจี้หนานเค่ออยู่ไม่ไกล
จี้หนานเคอสวมอาภรณ์หรูหรา
นางชอบแต่งชุดสีอ่อน ดูสง่างามราวเซียน
แต่วันนี้กลับไม่เหลือความหยิ่งผยองดังเดิม
ตรงกันข้าม กลับดูสับสน เหมือนติดอยู่ในหมอกหนาทึบ ไม่อาจหาทางออกได้
นางยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูวัง
คอยชำเลืองมองเข้าไปด้านในเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน
เมื่อเห็นกู้จือจั๋วเดินออกมา
สีหน้าของนางแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนเบือนหน้าหนีอย่างเงียบ ๆ
ท่าทางราวกับจะตัดขาด ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกันอีกตลอดชีวิต
กู้จือจั๋วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
จากที่นางรู้จักจี้หนานเค่อ...
อีกฝ่ายคงกำลังงอนเซี่ยจิ่งอีกแล้ว
แสร้งทำเป็นโกรธจนเดินจากมา
แล้วก็รอให้เซี่ยจิ่งออกมาตามง้อ
...ช่างน่าเบื่อจริง ๆ
กู้จือจั๋วลูบแผ่นหลังของอวี้ซือจื่อเบา ๆ
ในตอนนั้นเอง
เสนาบดีกรมพิธีการ ฟ่านเหิง ก็พาขันทีน้อยหลายคนหามร่างของจี้รั่วออกมาด้วย
ร่างของนางถูกห่อไว้ด้วยผ้าห่มผืนบาง
แม่นมว่านมีสีหน้าราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก ก้มหน้าตามอยู่ด้านหลัง
ฟ่านเหิงเอ่ยขึ้น
“คุณหนูกู้”
“ท่านเชิญทำธุระของท่านก่อนเถิด”
กู้จือจั๋วจูงอวี้ซือจื่อหลีกไปด้านข้าง เปิดทางให้พวกเขาผ่าน
“ระวังกันหน่อย”
ฟ่านเหิงกำชับขันทีน้อย ก่อนตะโกนเสียงดัง
“ท่านเจ้าสำนักศึกษาจี้อยู่หรือไม่?”
“ท่านเจ้าสำนักศึกษาจี้อยู่หรือไม่?”
ตะโกนเรียกอยู่สองสามครั้ง
ในที่สุดหัวหน้าตระกูลจี้ก็ลุกขึ้นยืนอย่างสั่นเทา โดยมีบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งช่วยพยุง
ศีรษะของเขาพันด้วยผ้าสีขาวหนา
ก่อนหน้านี้ ตอนที่จี้รั่วได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมชั้นหวงกุ้ยเฟย เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แล้วเอาศีรษะโขกกำแพง
เดิมทีตั้งใจจะตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่บริเวณประตูอู่เหมินมีองครักษ์เสื้อแพรยืนเฝ้าทุกสิบก้าว
ศีรษะเพิ่งกระแทกกำแพง ก็ถูกดึงตัวไว้ทัน
จึงไม่ตาย
เพียงแต่ยังเวียนศีรษะ ยืนแทบไม่อยู่
“ขะ...ข้าเอง”
หัวหน้าตระกูลจี้ตอบด้วยเสียงอ่อนแรง
ฟ่านเหิงกล่าวอย่างสุภาพ
“สกุลจี้ถึงแก่กรรมแล้ว ศพอยู่ที่นี่”
“จี้รั่ว...ตายแล้วหรือ?”
หัวหน้าตระกูลจี้ตกตะลึง
“เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?”
“เมื่อสองชั่วยามก่อน”
ฟ่านเหิงส่งสัญญาณให้ขันทีน้อยยกร่างเข้าไปตรงหน้าเขา
ขันทีแบกร่างจี้รั่วไว้บนบ่า
ผ้าห่มบางคลุมใบหน้าของนางไว้
หัวหน้าตระกูลจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง
เขาค่อย ๆ เปิดผ้าห่มขึ้นเพียงมุมหนึ่ง
เผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวที่เต็มไปด้วยผื่นแดง
เขาสะดุ้งเฮือก
รีบถอยหลังหลายก้าว
ริมฝีปากสั่นระริกไม่หยุด
ฟ่านเหิงถามยืนยัน
“ใช่จี้รั่วหรือไม่?”
หัวหน้าตระกูลจี้พยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ใช่...”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5c667647f9afce8329b6ae
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a5c66cdd926afe752b0bd91
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา