19 ก.ค. เวลา 05:57 • ท่องเที่ยว

Greece (32)… Milos : Mandrakia Fishing Village

อ้อมกอดของอ่าวเล็ก…ที่ซ่อนความสงบของทะเลอีเจียน
หลังจากออกจาก Sarakiniko เราขับรถเลียบชายฝั่งมาไม่นาน ถนนค่อย ๆ ลัดเลาะผ่านเนินเขาสีน้ำตาลอ่อน ก่อนที่ภาพของหมู่บ้านสีขาวจะปรากฏขึ้นอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย
บ้านทุกหลังยังคงเป็นสีขาวสะอาดตา ตามแบบฉบับของหมู่เกาะคิคลาดีส แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลับให้ความรู้สึกต่างออกไป
เงียบกว่า…
เรียบง่ายกว่า…
และดูเหมือนเวลาจะเดินช้ากว่าที่อื่น
นี่คือ Mandrakia หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ริมชายฝั่งของเกาะ Milos
เมื่อมองจากจุดชมวิวด้านบน อ่าวเล็ก ๆ แห่งนี้ค่อย ๆ เปิดเผยตัวเอง
น้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์ใสราวกับกระจก โอบล้อมเรือประมงลำเล็กที่ลอยนิ่งอยู่เหนือผืนน้ำ
หน้าผาหินสีครีมที่เกิดจากภูเขาไฟถูกธรรมชาติแกะสลักเป็นชั้น ๆ ตลอดแนวชายฝั่ง
ใต้หน้าผา…
มีประตูไม้หลากเฉดสีฟ้า เขียว และน้ำเงิน เรียงรายราวกับภาพวาด
หากมองเผิน ๆ อาจคิดว่าเป็นบ้านพักริมทะเล
แต่แท้จริงแล้ว…
ประตูเหล่านั้นคือ Syrmata โรงเก็บเรือของชาวประมง
บ้านแต่ละหลังถูกขุดเข้าไปในโพรงหิน เพื่อให้สามารถลากเรือขึ้นมาเก็บในฤดูที่คลื่นลมแรง ป้องกันไม่ให้เรือเสียหายจากทะเลอีเจียนที่บางวันก็สงบ บางวันก็แปรปรวนอย่างคาดเดาไม่ได้
ภูมิปัญญาง่าย ๆ ที่อยู่คู่กับเกาะ Milos มาหลายร้อยปี
สิ่งที่ทำให้ Mandrakia แตกต่างจากหมู่บ้านชายทะเลอื่น คือ
ที่นี่ไม่ได้เปิดรับทะเลกว้างตรงหน้า
กลับกัน…
โขดหินขนาดใหญ่และแนวหน้าผาธรรมชาติ กลายเป็นกำแพงคอยรับแรงคลื่นแทนผู้คน
อ่าวเล็ก ๆ แห่งนี้จึงสงบนิ่งแทบตลอดเวลา
ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วอดจินตนาการไม่ได้ว่า…
หากย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปีก่อน
ที่นี่คงเป็นเหมือนที่หลบภัยของชาวประมงหลังออกเรือมาตลอดทั้งวัน
หรือบางที…
อาจเป็นอ่าวลับที่โจรสลัดในทะเลอีเจียนเคยใช้ซ่อนเรือจากพายุและสายตาของผู้คน
แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ภูมิประเทศที่โอบล้อมอ่าวไว้อย่างมิดชิด ก็ชวนให้จินตนาการได้ไม่ยากเลย
ฉันค่อย ๆ เดินลงบันไดหินสีขาวไปจนเกือบถึงผิวน้ำ
เรือประมงแต่ละลำผูกเชือกไว้กับท่าเทียบเล็ก ๆ
ไม่มีเสียงเครื่องยนต์
ไม่มีคลื่นใหญ่
มีเพียงเสียงน้ำกระทบตัวเรือเบา ๆ
และเสียงลมทะเลที่พัดผ่านหน้าผา
น้ำทะเลใสจนสามารถมองเห็นพื้นทราย ก้อนหิน และเงาของเรือที่ทอดตัวอยู่ใต้ผิวน้ำอย่างชัดเจน
สีของทะเลที่นี่…
ไม่ใช่เพียงสีฟ้า
แต่มีทั้งเขียวมรกต เทอร์ควอยซ์ และครามเข้ม ไล่ระดับราวกับจิตรกรใช้พู่กันแต้มสีทีละชั้น
เหนืออ่าวเล็ก ๆ มีโบสถ์สีขาวหลังน้อยตั้งอยู่เงียบ ๆ
ระฆังเล็ก ๆ บนยอดโบสถ์หันหน้าออกสู่ทะเล
ราวกับเฝ้ามองชาวประมงทุกคนให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย
ใกล้กันนั้น เป็นร้านอาหารริมทะเลขนาดไม่ใหญ่
โต๊ะไม้สีขาว เก้าอี้สีน้ำเงิน และวิวของทะเลอีเจียนที่ทอดยาวออกไปจนสุดขอบฟ้า
เป็นร้านที่ไม่จำเป็นต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติมเลย
เพราะธรรมชาติได้จัดวางทุกอย่างไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว
นั่งอยู่ตรงนั้น…
ปล่อยสายตาเดินทางออกไปไกล
ไกลจนไม่รู้ว่าปลายขอบฟ้าจะพาเราไปถึงที่ใด
บางครั้ง…
ความสุขก็อาจเป็นเพียงการได้นั่งนิ่ง ๆ โดยไม่ต้องรีบไปไหน
ฉันไม่ได้เดินข้ามไปสำรวจทุกหลังของ Syrmata
ไม่ได้เปิดประตูเข้าไปดูบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในโพรงหินเหล่านั้น
แต่กลับรู้สึกว่า…
การปล่อยให้บางสถานที่ยังคงมีความลึกลับอยู่บ้าง
ก็เป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง
เหมือนบ้านของเหล่า Hobbit ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เนินเขา
เราเพียงเดินผ่าน มองเห็นจากภายนอก และปล่อยให้จินตนาการเติมเต็มเรื่องราวที่เหลือ
บางครั้ง…
ความงดงามที่สุดของการเดินทาง
อาจไม่ใช่การได้เห็นทุกสิ่ง
แต่คือการเหลือพื้นที่เล็ก ๆ ไว้ให้ความฝันได้เดินทางต่อ
ก่อนเดินจาก Mandrakia ฉันหันกลับไปมองอ่าวเล็ก ๆ แห่งนั้นอีกครั้ง
เรือยังคงลอยนิ่งอยู่ในน้ำใส
ประตูไม้หลากสีสะท้อนแสงแดดยามบ่าย
และทะเลยังคงสงบราวกับไม่เคยรู้จักคำว่าพายุ
Mandrakia ไม่ได้พยายามสร้างความประทับใจด้วยความยิ่งใหญ่
แต่เลือกจะใช้ความเรียบง่ายค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในหัวใจของผู้มาเยือน
จนเมื่อจากมาแล้ว…
เราจึงเพิ่งรู้ตัวว่า
เราได้ฝากความทรงจำชิ้นเล็ก ๆ ไว้กับหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้
และเก็บเอาความสงบของทะเลอีเจียนติดตัวกลับมาด้วย…ตลอดการเดินทางต่อจากนั้น.
โฆษณา