Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Game of State
•
ติดตาม
20 ก.ค. เวลา 04:16 • ธุรกิจ
วันนี้ที่เราเห็น หุ้นขึ้น แต่มันเข้าไปเฉพาะกลุ่มหุ้นแถว1 ล้วนๆ ไม่ได้เผื่อแผ่ให้หุ้นแถวสองเลย
เงินต่างชาติไหลเข้าไทยเยอะ แต่ซื้อแค่ DELTA, ธนาคาร, GULF, โทรคมนาคม และพลังงาน
บางทีอาจจะไม่ใช่เพราะพวกเขาชอบหุ้นกลุ่มนี้ อ่านจากหลายคน แต่เกือบทุกคนมาโฟกัสเรื่องการเติบโตของกลุ่มนี้ ที่stand alone และยังรับเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ แม้ ศก ไม่ได้เติบโตอะไรเลยในช่วงที่ผ่านมา
เริ่มมีคนจำนวนเล็กน้อยมากๆในสายการเงิน พูดถึงเรื่องนี้ว่า บางทีอาจจะเพราะพวกเขากำลังเล่น "FX Hedge + Quality Carry" ครับ
นักลงทุนสถาบันโลกที่เข้ามาตอนนี้เขาอาจจะไม่ได้เชื่อมั่นใน "เศรษฐกิจไทย" เหมือนกูรูหลายคนพยายามจะพูดในมิติของพวกเขา
แต่คนกลุ่มน้อยที่พูดเรื่องนี้ในอีกมิติ พวกเขาเชื่อว่าพวกที่เข้ามาในหุ้นแถว 1 จริงๆพวกเขาน่าจะเชื่อมั่นใน "สภาพคล่องของหุ้นใหญ่" (Liquidity Premium)
การซื้อ DELTA หรือ PTTEP เป็นการซื้อ "ตัวแทนของดอลลาร์" ในตลาดหุ้นไทย เพราะรายได้ของ 2 ตัวนี้เป็นสกุลดอลลาร์เป็นหลัก (ส่งออก) มีนักลงทุนบางส่วนอาจจะมองหุ้นสองตัวนี้เหมือนหุ้นที่มีสนทรัพย์อิงดอลลาร์
พวกเขา ไม่กล้า ลงไปในหุ้นแถวสอง เช่น กลุ่มค้าปลีก, วัสดุก่อสร้าง, หรือท่องเที่ยวภายในประเทศ
เพราะถ้าวิกฤต Dollar Milkshake ระเบิดอีกครั้ง พวกเขาจะขายหุ้นแถวสองไม่ออก หากสภาพคล่องต่ำและจะขาดทุนทั้งราคาและค่าเงิน
สรุปคือ มีความเป็นไปได้ที่ว่า หุ้นแถวหนึ่งคือ "ตู้ ATM" ของต่างชาติ ส่วนหุ้นแถวสองคือ "อะไรที่ยังต้องติดตามต่อ" ของคนในประเทศที่เข้าใจบริบทจริงๆ
2. เรื่อง BOI และการเร่งลงทุน สิ่งที่เห็นจากรัฐบาลที่กำลังเร่งเครื่องยนต์ตัวนี้เครื่องยนต์ของการลงทุนจากต่างประเทศ นี่คือ "Fuse" ที่จะจุดระเบิดหุ้นแถวสอง
นักวิเคราะห์หลายคนก็ชี้ไปทางเดียวกันแต่ก็ยังมีนักวิเคราะห์อีกสายหนึ่งที่ไม่ค่อยเชืาอมั่นในความเร็วและความโปร่งใส ในด้านการลงทุน
และยังคงเก็บเรื่องนี้ให้เป็น Indicator ปริศนา ที่จะนำไปสู่ "Leading Indicator" ที่ตลาดต่างชาติยังมองไม่เห็น
แม้ว่าจะมีคำรับรองจาก Frobes IMF Bloomberg มาพร้อมกันในการชี้ทิศทางในการลงทุนในเมืองไทย
สิ่งที่พวกเขาดูอยู่ กระบวนการ BOI ใช้เวลาพิจารณาโครงการ 3-6 เดือน ก่อนที่เม็ดเงินลงทุนจริงจะไหลเข้าระบบ แม้รัฐบาลจะแจ้งว่าตอนนี้เปิดให้ทำ Fast Track แล้วก็ตาม
แต่ขั้นตอนพวกนี้ยังไม่เห็นชัดเจนจนกระทั่งสะท้อนออกมาให้ตลาดรับทราบว่ามันเร็วได้จริงขนาดไหนและขั้นตอนจะปราศจากการต้องเพิ่มเงินปริศนาที่ต้องใส่เพิ่มหรือเปล่า
ดังนั้น หุ้นแถวสอง เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, โลจิสติกส์ในประเทศ, หรือวัสดุก่อสร้างจะเริ่มวิ่ง หลังจาก ที่โครงการ BOI เริ่มมีการเซ็นสัญญาจริง (อีกประมาณ Q4/2026- Q1/2027 น่าจะเห็นผลจริงจังในปลายปีหรือปีหน้า
ช่วงนี้ หลายคนดูว่า คือช่วงที่ราคาหุ้นแถวสองยังถูกกดดันจากสภาพคล่องต่ำและความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสูง แต่ Valuation เริ่มน่าสนใจแล้ว (P/E ต่ำกว่า 10-12 เท่า ในขณะที่หุ้นแถวหนึ่ง P/E แตะ 20+)
นี่คือจังหวะที่หากมีกลุ่มลงทุนที่สนใจจริงเหมือนนักวิเคราะห์สาย optimist พวกเขาบางกลุ่ม อาจจะเริ่มสะสมจริงโดยจุดสังเกตเล็กๆเป็นหุ้นที่มีโครงสร้างที่สามารถจุดระเบิดได้ในแถวสองสอง
คือหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนจาก BOI และยังมีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงมีวินัยการชำระคืนหุ้นกู้ที่ดีไม่มีปัญหามีระบบบัญชีที่โปร่งใสและมีการเหยียบมูลค่าของหุ้นให้อยู่ที่นานเป็น sideway ที่นาน นานมากจนน่าจะไล่กลุ่มเก็งกำไรระยะสั้นระยะกลางออกจากหุ้นตัวนั้นได้พอสมควร

3. มุมมองเรื่องของ Regional Rotation โดยเฉพาะ อินโดฯ ที่ แทบจะทุกสายของการลงทุนข่าวออกมาในทางเดียวกันว่า มูลค่าหุ้นเต็มมูลค่า
เวียดนามเองก็กำลังไหลออกเช่นกัน เนื่องจากมูลค่าของหุ้น เต็มแทบจะทั้งกระดาน จำเป็นต้องรอรอบของการลงทุนที่จะจุดระเบิดใหม่อีกรอบ ดังนั้นไทยคือ "Beneficiary" รายต่อไป
ข่าวเกี่ยวกับเกี่ยวกับ MSCI ที่ค่อนข้างชัดเจน นี่มีการประกาศออกมาเป็นทางการ แต่เข้าใจว่าการปรับระดับ การลงทุนของกลุ่มน่าจะต้องใช้เวลาประมาณครึ่งปีในการลดระดับการลงทุนถึงเลือกที่จะประกาศตอนช่วงปลายปีในการบอกว่าจะปรับระดับการลงทุนหรือไม่
อินโดนีเซียเป็นตลาดหุ้นใหญ่ อย่าง BBCA, TLKM มี Valuation สูงเกินไปเมื่อเทียบกับ Growth (PEG > 2.0) แปลว่าตอนนี้ราคาหุ้นโคตรแพง ค่าPEGตัวนี้เป็นตัววัดความแพงของหุ้น คือใช้ PE/Earning Growth rate
กองทุนต่างชาติเริ่ม "Take Profit" และเริ่มย้ายเงินออกแล้ว
เวียดนามเองก็มีปัญหาทางกฎหมาย (Real Estate Law) และการขาดสภาพคล่องของหุ้นขนาดกลาง ทำให้กองทุนที่ถือ VNM ETF เริ่มเทขายเพราะ NAV ต่ำกว่า INAV (Discount) มันเป็นสภาวะราคาทางบัญชีสิ้นวันของพวกกองทุนมันมีมูลค่าน้อยกว่ามูลค่าที่แท้จริงระหว่างวัน
อธิบายง่ายง่ายคือตอนตลาดหุ้นขาขึ้นอย่างรุนแรงหุ้นที่กองทุนถืออยู่ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างวันทำให้INAV วิ่งสูงขึ้นตลอดเวลาแต่เนื่องจาก NAV จะคำนวณแค่เฉพาะตอนสิ้นวันจึงทำให้ INAV ระหว่างวันอยู่สูงกว่า NAV
สถานการณ์พวกนี้มันมีความเสี่ยงคือหากนักลงทุนอื่นเห็นเหมือนกันว่า iNAV มันสูงทุกคนจะรุมเข้าไปซื้อ ETF ตัวนั้นจนทำให้ราคาบนกระดานพุ่งสูงเกินกว่าiNAV ไปไกลจนกลายเป็นพรีเมียม
จากกรณีนี้คุณอาจจะคิดว่าได้ของถูกตาม NAV แต่ในความจริงคือคุณซื้อของแพงเกินมูลค่าความจริง ไปเป็นที่เรียบร้อย
ผลลัพธ์คือภาพใหญ่หน่อยที่เห็น คือน่าจะมีเงินที่ไหลออกจาก 2 ตลาดนี้จะต้องหาที่ลงใหม่ใน Emerging Asia
หาผู้จัดการกองทุนที่อยู่ในแอเรียแถบนี้และมี ขอบเขตในการลงทุนชัดเจนประเภท กองทุนที่เลือกลงทุนเฉพาะอาเซียนเท่านั้น ซึ่งมีเยอะมาก และ มองซ้ายมองขวาเพื่อจะหาประเทศที่ยังเหลือช่องว่างและหุ้นยังไม่เต็มมูลค่า ไทยเหมือนจะคือทางเลือกเดียวที่มีสภาพคล่องพอ (Liquidity Pool) รองรับ
แต่เงินพวกนี้จะเข้ามาซื้ออะไรละ ?
เหมือนที่เห็นอยู่ตอนนี้ ตอนแรกจะซื้อหุ้นแถวหนึ่งอย่างที่เห็น (DELTA, KBANK, PTT) เพื่อกันดอลลาร์
แต่เมื่อ SET Index ปรับตัวขึ้นจนหุ้นใหญ่แพงเกินไป (Overbought) แล้ว กองทุนพวกนี้จะเริ่ม "Rotate" ลงมาซื้อหุ้นแถวสองที่มี Valuation ต่ำกว่าในภูมิภาคอย่างเลี่ยงไม่ได้
อันนี้มีหลายตัวมากต้องไปแกะดูเอาเอง ซึ่งช่วงนี้พวกพวกเขาก็น่าจะกำลังแกะหุ้นรายตัวรายกลุ่มอยู่เหมือนกัน
มันมีกฏบางอย่างที่เรียกว่า Mandate หรือข้อกำหนดของการลงทุน
สำหรับหุ้นกลุ่มที่ต้องเลือกลงทุนในอาเซียน เลือกหุ้นภูมิภาคนี้ไม่น้อยกว่า 80% ของพอร์ต พวกนี้ตัวเลือกไม่มาก
เมื่อเวียดนามมีปัญหาเรื่องกฎหมายและสภาพคล่อง
เมื่ออินโดนีเซีย Valuation เต็มและเริ่มถูกเทขาย
ที่สำคัญผู้จัดการกองทุน ไม่สามารถเทขายแล้วถือเงินสดดอลลาร์ 100% ได้ เพราะผิด Mandate
ในสภาพปัจจุบัน ตลาดหุ้นที่พอรองรับเงินไหลออกจากสองที่นี้ เหมือนจะเป็นทางออกเดียว พวกเขาต้องหา ที่จอดรถขนเงินในภูมิภาคที่ยังมีสภาพคล่อง พอให้เข้าและออกได้โดยไม่กระทบราคาตลาดมากเกินไป
ซึ่งในตลาดอาเซียนตอนนี้ ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะ Tier 1 คือตัวเลือกที่พอไปได้ที่สุดในบรรดาตัวเลือกที่ไม่ค่อยมีดีเลย ยกเว้นตลาดสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมูลค่ามันไม่สามารถเติมสภาพคล่องขนาดใหญ่จากเวียดนามและอินโดมาลงให้ล้นกว่านี้ได้แล้วในช่วงนี้
แต่ก็จะมีนักวิเคราะห์สายมองโลกไม่ค่อยสวยแล้วก็สายเตือน เตือนตลอด คิดเยอะตลอด
พวกนี้จะบอกว่า เก็บหุ้นแถวสองได้ แต่ต้องระวัง "Time Decay" และ "Volatility Drag" (ศัพท์สองตัวนี้ลอกเข้ามา
ปัจจุบันตอนนี้ Bond Yield ในไทยยังคงไม่สูง มาก 2% ซึ่งหมายถึง "Opportunity Cost" ของการถือหุ้นแถวสองที่ไม่มีปันผลสูงในช่วงนี้ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี แต่ว่าหุ้นหลายตัวที่มีเงินปันผลสูงและยังอยู่ในแถวสองของตลาดก็ยังพอมีและหาได้อยู่
แต่ถ้าจะเก็บหุ้นแถวสองวันนี้ และกังวลมันร่วงลงอีก 10-15% ตาม Sentiment ตลาดโลกก่อนที่ BOI จะออกฤทธิ์ ก็อาจเสียกำลังใจและขายขาดทุนก่อนที่มันจะเด้งกลับก็ได้
เรื่องนี้เอามาเขียนสนุกๆ หลังจากอ่านพวกบทวิเคราะห์ของพวกนักลงทุนเยอะแยะไปหมด
แต่ถ้าเอาไปถามพวกที่มันวิเคราะห์จุกจิกมันก็จะมองอะไรที่มากกว่านี้อีก
แต่เค่เรื่องพวกนี้ มุมมองของพวกเขาหลายๆคนก็น่าสนใจมากก็เลยเอายำ เพื่อดูว่าตลาดหุ้นไทยมันเป็นยังไงตอนนี้ และอะไรที่น่าจะเกิดขึ้น
หุ้น
ข่าว
เศรษฐกิจ
1 บันทึก
1
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย