21 ก.ค. เวลา 02:05 • ท่องเที่ยว

บางคนเวลาพามาเพียงแค่ให้ชุ่มชูใจ

เช้านั้นผมยืนหน้าโรงแรมกำลังคิดอยู่ว่าจะไป มอ.ปัตตานี อย่างไรดี แล้วเธอก็เดินเข้ามาชวนผมคุย บทสนทนาถามตอบที่เรียบง่ายไม่กี่ประโยค เธอเลยชวนผมขึ้นรถตู้นั่งไปด้วยกัน
ผมถามชื่อน้องๆบนรถทั้ง 3 คนแล้วแนะนำตัว ด้วยความสัตย์จริงผมลืมชื่อสาวน้อยคนนั้นไปทันที
“พี่ไปที่คณะถูกหรือเปล่า” เธอถาม
“พี่หลับตาเดินทะลุได้ทั้งมหาลัยเลยนะคะ”
พอเห็นว่าเด็กๆหัวเราะชอบใจผมเลยรีบปล่อยมุขเสี่ยวไปอีกดอก
“หนูเชื่อพี่เถอะค่ะ พี่ไม่โกหกหนูหรอก”
“หนูหารร้อยก่อนเลย” สาวน้อยคนเดิมตอบกลับ ส่วนอีก 2 สาวหัวเราะชอบใจ
เด็กๆ 6-7 คนลงพื้นที่ส่วนผมที่จับพลัดจับผลูกลายเป็นนักข่าวอาวุโสเลยต้องนำถามนำทางเปิดประเด็นให้น้องๆได้ถามต่อ
ชุมชนยูโย พื้นที่เทศบาลเมืองปัตตานี ติดสะพานปลา เป็นแหล่งชุมชนแออัด ความเป็นสลัมแบบต่างจังหวัดทำให้ในอดีตมีข่าวแรงงานประมงชาวพม่าก่อคดีโหดถึงชีวิตบ่อยครั้ง
เมื่อ 21 ปีที่แล้วตรงนี้เป็นพื้นที่เดียวในเมืองปัตตานีที่เราถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้ในเวลากลางคืน
ขุมชนยูโยปัจจุบันมีทั้งแรงงานพม่า กัมพูชา และอิสลามอยู่ร่วมกัน บ่ายวันเสาร์แม้จะเงียบไปบ้างแต่เราก็พอจินตนาการออกว่าไม่ควรมาเตร็ดเตร่แถวนี้เวลากลางคืน
ผมเห็นเธอเดินช้าๆมองบ้านเมืองแปลกถิ่นที่เธอเพิ่งเคยมาครั้งแรกอย่างสนุกสนาน ผมเดินรอเธอ พอเธอหยุดที่ร้านขายของเล็กๆข้างทางเราก็หลุดจากกลุ่ม
“อันนี้มาม่ารสอะไรอ่ะ” เธอเดินไปหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อแปลกตาแล้วหันมาถามผม
“หนูนี่ซนจังคะ ไปหยิบของเขามาหิวเหรอคะ”
เธอเดินดูของบนแผงราคา 2 บาท 5 บาทอย่างตั้งใจ แล้วหยิบขนมมาหนึ่งอย่าง
“แม่ค้าขายอะไรจ๊ะ” สาวน้อยถามเมื่อเห็นลูกชิ้นทอด
“มีเฟรนช์ฟรายด์ด้วยเหรอจ๊ะ ขายยังไง หนูเอา 10 บาท ได้เยอะมั้ยจ๊ะ”
ความช่างสงสัย การพูดจา วิธีการถาม และความไม่กลัวคนของเธอทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์ราวกับเวลากำลังย้อนไปให้ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งมาปัตตานีครั้งแรกเมื่อ 21 ปีที่แล้ว
ผมล้วงกระเป๋าควานหาเหรียญ 10 บาท ส่งให้ก๊ะแม่ค้า เธอชวนผมดูขนมที่ร้านเอามาขายให้เด็กๆเพราะใกล้กับโรงเรียนตาดีกา
ก๊ะเบาแก๊สลงแล้วบรรจงทอดเฟรนช์ฟรายด์ในกระทะอย่างเชื่องช้า
แต่ละวินาทีอ้อยอิ่งเหมือนเวลาหยุดเดินเพื่อให้เราหยอกล้อกัน ยิ้มให้กัน
“หนูเชื่อพี่เถอะค่ะ พี่ไม่โกหกหนูหรอก” ผมพูดประโยคนี้กับเธอเป็นคำรบสอง
“เหอะ” เธอหันมาตอบแล้วยิ้ม
เรา 4 คน เดินจากจุดที่รถตู้จอดท่ามกลางผู้คนและรถราขวักไขว่ แวะร้านนั้นร้านนี้ แวะร้านขายปลากระป๋องที่เมื่อวานผมก็แวะ
“พี่ปลากระป๋องรสนี้โคตรอร่อยเลยอ่ะ” เธอชี้ชวนให้ผมชิมปลากระป๋องจากปัตตานีที่ส่งขายเมืองนอกเท่านั้น
ใช่..เมื่อวานผมก็ชิม แต่ทำไมมันไม่เห็นอร่อยเหมือนวันนี้เลย
ชาชักที่เจ้าของโรงแรมบอกสโลแกนชวนให้ไปกินว่า “กินวันนี้หลับพรุ่งนี้” ที่เมื่อวานก็พูดแต่ผมไม่ขำ ทำไมวันนั้นผมอารมณ์ดีกว่าปกติ
เจ้าของบริษัทปลากระป๋องเห็นเราชิมแต่ละรสกันอย่างเอร็ดอร่อยเลยขอถ่ายรูปเราเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์สินค้า
เราแวะร้านยาคูลท์ เดินดูร้านค้าในงานปัตตานีดีโคตร คนมากมายเป็นพันแต่เหมือนแม่น้ำตานีจะรู้ว่าเวลาของผมกำลังจะหมดลงแล้ว
ผมมองหาเธอหลังกินข้าวเย็นเสร็จ สาวน้อยก็เดินกลับเข้ามาพร้อมถือเสื้อตัวหนึ่งเข้ามาอวด
“หนูกลับไปซื้อเสื้อที่ร้านปลากระป๋องมาตัวนึง ไม่งั้นมันเหมือนไม่แล้วใจอ่ะ”
นั่นคือเสียงพร้อมดวงตาภายใต้กรอบแว่นจากใบหน้าเปื้อนยิ้ม ที่มองมาหาผมเป็นครั้งสุดท้าย
คืนนั้นผมยกแก้วริมแม่น้ำปัตตานีเพื่อทำใจให้ยอมรับความจริงหลายอย่าง
ยอมรับว่าผมกำลังจะกลับไปเหงา ยอมรับว่าผมไม่ได้อยู่ในช่วงที่ชีวิตดีพร้อม ยอมรับว่าไม่อยากนั่งฟังอะไรทั้งนั้นบนโต๊ะท่ามกลางบทเสวนาและพยายามจดจ่อความสนใจไปในเรื่องอื่นที่ผมสนใจ
ยอมรับว่าความสุขมันผ่านเข้ามาเพื่อชุ่มชูใจชดเชยให้ชีวิตในช่วงที่ความรู้สึกกำลังแตกร้าว
เมื่อรถมาจอดหน้าโรงแรม 8 โมงเช้า ผมเดินไปบอกลาสาวน้อยคนหนึ่งแล้วพยายามมองหาเธอ
ต่อไปนี้ผมจะไม่กินปลากระป๋องยี่ห้อไหนอีก หากไม่ใช่ยี่ห้อ Lucky Star รสนั้นที่เธอชักชวนให้ชิม
คำรบสามที่ผมบอกเธอไปว่า “หนูเชื่อพี่เถอะค่ะ พี่ไม่โกหกหนูหรอก” เธอตอบว่า
“หนูหารร้อยก่อนเลย”
บางทีผมเองต่างหากที่คิดเพ้อเจ้อทั้งหมดไปเอง
โฆษณา