21 ก.ค. เวลา 08:10 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 1/ 5 :จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (กำเนิดในเงามืด การอพยพครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ)

ผู้บันทึก: มาลาคัย เอลดรินธารา
1.5 กำเนิดนครชัมบาลา: แสงสว่างใต้เปลือกโลก
เมื่อประตูที่เจ็ดถูกปิดผนึกและเสียงกรีดร้องจากโลกเบื้องบนค่อยๆ จางหายไปในความเงียบของหินและดิน สิ่งที่รอคอยผู้รอดชีวิตหนึ่งล้านคนอยู่เบื้องหน้าคือความมืด ความมืดที่สมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งแสงดาว แสงจันทร์ หรือแม้แต่แสงจากไฟป่าบนพื้นโลกที่กำลังลุกไหม้อยู่เบื้องบน
มันคือความมืดที่หนาแน่นราวกับมีน้ำหนักกดทับ มันคือความมืดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดบนพื้นโลกเคยประสบมาก่อน เพราะแม้ในคืนที่มืดมิดที่สุดของโลกเบื้องบน ก็ยังมีแสงจากดวงดาวอันไกลโพ้น หรือแสงเรืองจากจุลินทรีย์ในมหาสมุทรให้พอได้เห็นเงาของตนเอง
แต่ที่นี่ ใต้เปลือกโลกหนาหลายกิโลเมตร ไม่มีแม้แต่สิ่งนั้น ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอให้ท่านผู้อ่านจินตนาการถึงวินาทีนั้น วินาทีที่มนุษย์หนึ่งล้านคนยืนอยู่ในความมืดสนิท โดยรู้ว่าพวกเขาไม่มีวันได้เห็นท้องฟ้าอีกต่อไป
วินาทีที่เด็กๆ กำมือแน่นที่ชายเสื้อของพ่อแม่และถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า "เราจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน"
และวินาทีที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่า "นานแค่ไหน" ในบริบทนี้หมายถึงอะไร
การที่อารยธรรมของเราสามารถดำรงอยู่และรุ่งเรืองในความมืดนั้นได้เป็นเวลากว่าหมื่นสองพันปี นับว่าเป็นประจักษ์พยานถึงความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์ และเป็นผลจากการค้นพบอันน่าอัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนแรกของการอพยพ
บทนี้จะบันทึกเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านจากความมืดสู่แสงสว่าง จากความสิ้นหวังสู่ความหวัง และจากผู้ลี้ภัยสู่ผู้สร้างอารยธรรมใหม่
การสำรวจโพรงใต้พิภพอย่างเป็นระบบ เริ่มขึ้นทันทีหลังจากที่ประชากรกลุ่มแรกตั้งหลักได้ การสำรวจนี้ดำเนินการโดยคณะสำรวจที่ถูกเรียกว่า "ผู้บุกเบิก" (The Pioneers) จำนวนหนึ่งพันคน ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักสำรวจที่ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้น
พวกเขาได้รับมอบหมายให้ทำแผนที่โพรงใต้พิภพ ศึกษาสภาพแวดล้อม และประเมินความเป็นไปได้ในการดำรงชีวิตระยะยาว
รายงานของคณะสำรวจชุดนี้ถูกบันทึกอย่างละเอียดในม้วนบันทึกชุดที่ 9,000 ซึ่งข้าพเจ้าได้ใช้เวลาในการศึกษาอย่างมาก
บันทึกฉบับแรกที่เขียนโดยหัวหน้าคณะสำรวจชื่อว่า "คาลดรอน" (Caldron) บรรยายถึงสิ่งแรกที่พวกเขาค้นพบว่า
"เราเริ่มต้นการสำรวจด้วยการเดินลึกเข้าไปในความมืด ใช้เพียงแสงจากคริสตัลพกพาที่เร่งความถี่จนเปล่งแสงสีฟ้าอ่อน ทุกย่างก้าวคือความไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าพื้นดินจะทรุดตัวลงหรือไม่ เราไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ในความมืดนี้หรือไม่ และเราไม่รู้ว่าอากาศที่เราหายใจอยู่จะคงอยู่นานเพียงใด แต่แล้วเราก็มาถึงจุดที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง"
สิ่งที่คาลดรอนและคณะสำรวจค้นพบในวันที่เจ็ดของการเดินทาง คือทะเลสาบใต้ดิน ทะเลสาบขนาดมหึมาที่มีน้ำใสราวกับอากาศจนสามารถมองเห็นพื้นเบื้องล่างได้แม้ในที่มีแสงน้อย
น้ำในทะเลสาบนี้มีแร่ธาตุละลายอยู่ปริมาณมากและมีจุลินทรีย์เรืองแสง (Bioluminescent Microorganisms) อาศัยอยู่ เมื่อน้ำถูกกระทบจากการเคลื่อนไหว จุลินทรีย์เหล่านี้จะเปล่งแสงสีฟ้าและเขียวออกมา สร้างภาพที่คาลดรอนบรรยายว่า "ราวกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวถูกพลิกกลับลงมาไว้ใต้พื้นโลก"
การค้นพบทะเลสาบนี้มีความสำคัญในหลายด้าน หนึ่งคือเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับประชากรหนึ่งล้านคนได้
สองคือจุลินทรีย์เรืองแสงนี้สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งแสงสว่างธรรมชาติในระยะแรกก่อนที่จะมีการค้นพบวิธีการควบคุมดวงตะวันกลาง
และสามคือระบบนิเวศที่ดำรงอยู่ในทะเลสาบนี้พิสูจน์ว่าสิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ในโพรงใต้พิภพได้โดยไม่ต้องพึ่งพาดวงอาทิตย์
แต่การค้นพบที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการค้นพบ "ดวงตะวันกลาง" (Central Sun) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ "ดวงอาทิตย์" ในความหมายที่มนุษย์บนดินเข้าใจ หากแต่คือแกนกลางของโลกที่เปล่งพลังงานออกมาในรูปของแสงและคลื่นความถี่
แกนโลกไม่ได้เป็นก้อนหินแข็งหรือของเหลวร้อนหลอมเหลวอย่างที่มนุษย์บนดินเชื่อ หากแต่มันคือมวลพลาสมาพลังงานสูงที่หมุนวนและเปล่งแสงสว่างออกมาตลอดเวลา
แสงนี้ไม่ใช่แสงในสเปกตรัมที่ตามนุษย์ปกติมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่มันคือแสงในช่วงความถี่สูงที่ทะลุผ่านหินและแร่ธาตุบางชนิดได้ และมาปรากฏเป็นแสงสว่างในโพรงใต้พิภพที่เปลือกโลกบางพอ
รายงานของคาลดรอนบรรยายถึงวันที่คณะสำรวจไปถึงจุดที่พวกเขาเรียกว่า "ระเบียงแห่งแสง" (The Balcony of Light) ว่า
"เราเดินผ่านอุโมงค์ที่ค่อยๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง ทันใดนั้นอุโมงค์ก็เปิดออกสู่พื้นที่โล่งกว้างใหญ่ที่เราไม่สามารถมองเห็นเพดานหรือผนังอีกด้านได้ และเมื่อเราเงยหน้าขึ้นมอง เราก็เห็นมัน ดวงตะวันกลาง มันแขวนอยู่กลางความเวิ้งว้างของโพรงมหึมา เปล่งแสงสีทองอมส้มที่อบอุ่นและนุ่มนวล ไม่แสบตาเหมือนดวงอาทิตย์บนพื้นโลก แต่เป็นแสงที่เราสามารถมองตรงๆ ได้อย่างสบายตา
มันคือภาพที่งดงามที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยเห็นในชีวิต ข้าพเจ้าคุกเข่าลงกับพื้นและร้องไห้โดยไม่รู้ตัว เพราะนี่คือการยืนยันว่าเราไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในความมืดตลอดกาล ยังมีแสงสว่าง แม้ในที่ลึกที่สุดของโลก"
การศึกษาดวงตะวันกลางในเวลาต่อมา ทำให้นักวิทยาศาสตร์อาร์การ์ธาเข้าใจธรรมชาติของมันมากขึ้น ดวงตะวันกลางไม่ได้เปล่งแสงตลอดเวลา แต่มันมี "วัฏจักร" ของความสว่างที่แตกต่างกันไปตามการหมุนวนของพลาสมาในแกนโลก
ทำให้เกิด "กลางวัน" และ "กลางคืน" ในโพรงใต้พิภพตามธรรมชาติ แม้จะไม่ตรงกับรอบของโลกเบื้องบนก็ตาม
ในช่วงที่ดวงตะวันกลางสว่างที่สุดซึ่งกินเวลาประมาณสิบแปดชั่วโมง แสงจะส่องผ่านรอยแตกและชั้นหินบางๆ ลงมายังโพรงใต้พิภพ สร้างสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับเวลากลางวันบนพื้นโลก
ในช่วงที่ดวงตะวันกลางหรี่ลงซึ่งกินเวลาประมาณแปดชั่วโมง โพรงใต้พิภพจะเข้าสู่ช่วง "สนธยา" ที่แสงสลัวลงแต่ไม่เคยดับสนิท นอกจากนี้ยังมี "ฤดูกาล" ของดวงตะวันกลางที่เปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรที่ยาวนานกว่า โดยมีช่วงที่แสงมีความเข้มสูงสุดและต่ำสุดสลับกันไปเป็นรอบๆ ละหลายร้อยปี
การค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ก่อนในโพรงใต้พิภพ ระบบนิเวศในโพรงใต้พิภพไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ แต่มันดำรงอยู่มาก่อนหน้านี้เป็นเวลานับล้านปี
พืชในโพรงใต้พิภพวิวัฒนาการมาเพื่อสังเคราะห์แสงจากดวงตะวันกลางโดยเฉพาะ ใบของมันไม่ได้เป็นสีเขียวเหมือนพืชบนพื้นโลก แต่มีสีตั้งแต่ม่วงเข้มไปจนถึงน้ำเงินและดำ ขึ้นอยู่กับชนิดของรงควัตถุที่ใช้ในการดูดซับแสงในช่วงความถี่ของดวงตะวันกลาง
พืชเหล่านี้เติบโตได้โดยไม่ต้องใช้ดินในความหมายปกติ แต่พวกมันดูดซับแร่ธาตุโดยตรงจากหินผ่านระบบรากที่แตกต่างจากพืชบนโลก
รายงานของนักพฤกษศาสตร์ชื่อว่า "ฟลอร่า" (Flora) ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านอิชตาร์แห่งกานา บันทึกว่า
"พืชในโพรงใต้พิภพคือสิ่งมหัศจรรย์ พวกมันแข็งแรง ทนทาน และเต็มไปด้วยพลังงานชีวิตที่ไม่ด้อยไปกว่าพืชบนพื้นโลกเลย บางชนิดมีสรรพคุณทางยาที่เราไม่เคยพบมาก่อน บางชนิดสามารถเปล่งแสงเรืองในที่มืดได้ และบางชนิดมีผลที่กินได้และมีรสชาติดีกว่าผลไม้ใดๆ ที่ข้าพเจ้าเคยลิ้มลองบนพื้นโลก"
สัตว์ในโพรงใต้พิภพก็มีความหลากหลายที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน มีปลาที่ไม่มีตาแต่นำทางด้วยคลื่นเสียงและคลื่นไฟฟ้า มีสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่ปรับตัวให้อยู่ได้ในที่มีแสงน้อย มีแมลงเรืองแสงที่บินเป็นฝูงราวกับดวงดาวที่เคลื่อนที่ได้
และมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่คล้ายกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแต่มีขนสีเงินและดวงตาที่ปรับให้มองเห็นในสเปกตรัมอินฟราเรด
การค้นพบระบบนิเวศที่มีอยู่ก่อนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้รอดชีวิตมีแหล่งอาหารและยาเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานยืนยันว่าโพรงใต้พิภพสามารถรองรับการดำรงชีวิตระยะยาวของมนุษย์ได้
เมื่อการสำรวจเบื้องต้นเสร็จสมบูรณ์และข้อมูลถูกรวบรวมเพียงพอ ขั้นต่อไปคือการสร้างที่อยู่อาศัยถาวร และนี่คือจุดกำเนิดของนครชัมบาลา
การเลือกที่ตั้งของนครชัมบาลาไม่ได้เป็นไปโดยบังเอิญหรือตามความสะดวก แต่ถูกกำหนดอย่างพิถีพิถัน โดยท่านอัคราจารย์ธาลอนและคณะนักปราชญ์ โดยใช้หลักการสามประการ
ประการแรก…คือตำแหน่งต้องอยู่บนจุดตัดของเส้นพลังงานหรือ Ley Lines ใต้พิภพ ซึ่งจะมีพลังงานวีริลไหลเวียนหนาแน่นเป็นพิเศษ
ประการที่สอง…คือตำแหน่งต้องอยู่ใต้รอยแยกที่เจ็ดพอดี เพื่อให้เป็น "จุดศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ" ที่เชื่อมต่อกับโลกเบื้องบน
และประการที่สาม…คือภูมิประเทศต้องเป็นแอ่งกระทะธรรมชาติที่มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง เพราะนี่คือลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างเมืองตามหลักเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์
สถาปัตยกรรมยุคแรกของชัมบาลา คือการผสมผสานระหว่างวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในโพรงใต้พิภพเข้ากับเทคโนโลยีคริสตัลที่บรรพบุรุษนำติดตัวลงมาจากโลกเบื้องบน
วัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้างคือ "หินวีริล" (Vril Stone) ซึ่งคือหินที่อิ่มตัวด้วยพลังงานวีริลเป็นเวลานับล้านปีจนมีคุณสมบัติพิเศษ หินวีริลสามารถดูดซับและปลดปล่อยพลังงานได้ มันมีน้ำหนักเบากว่าหินทั่วไปแต่แข็งแรงกว่าเหล็กกล้า และสามารถ "ปรับรูป" ได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความถี่ที่เหมาะสม
วิธีการก่อสร้างในยุคแรกคือการใช้คลื่นความถี่จากคริสตัลแม่ (ซึ่งถูกนำลงมาด้วยในการอพยพ) เพื่อ "สั่ง" ให้หินวีริลเปลี่ยนรูปร่างตามที่ต้องการ
กระบวนการนี้ถูกเรียกว่า "การร้องเพลงให้หินฟัง" (Singing to the Stones) เพราะวิศวกรจะใช้คลื่นเสียงและคลื่นจิตในการสื่อสารกับสนามพลังงานในหินให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างผลึกภายในจนเกิดเป็นรูปทรงที่ต้องการ
อาคารหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้นไม่ใช่ที่พักอาศัย แต่คือ "วิหารแห่งการมาถึง" (Temple of Arrival) ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ประกอบพิธีกรรมขอบคุณต่อโลกที่ให้ที่พักพิง และเป็นศูนย์กลางการบริหารชั่วคราว
วิหารถูกสร้างขึ้นตามหลักเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์อย่างเคร่งครัด ฐานของวิหารเป็นรูปแปดเหลี่ยมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากโลกเก่าสู่โลกใหม่ หลังคาเป็นรูปโดม ที่ถูกออกแบบให้รับแสงจากดวงตะวันกลางในช่วงที่สว่างที่สุด และกระจายแสงนั้นให้ส่องลงมายังแท่นคริสตัลแม่ที่ตั้งอยู่กลางวิหาร
ผนังทั้งแปดด้านถูกจารึกด้วยสัญลักษณ์แห่งการเดินทางของมนุษยชาติ ตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นจนถึงปัจจุบัน และเว้นพื้นที่ว่างไว้สำหรับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
การออกแบบผังเมืองชัมบาลาตามหลักเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งในมรดกที่สำคัญที่สุดที่บรรพบุรุษของเราได้ทิ้งไว้ และข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในส่วนนี้เพื่ออธิบายหลักการดังกล่าวอย่างละเอียด เพราะมันคือรากฐานของทุกสิ่งที่เราสร้างขึ้นนับแต่นั้นมา
หลักเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า รูปทรงเรขาคณิตบางรูปทรงมีความถี่ที่สอดคล้องกับความถี่ของจักรวาล และเมื่อเราสร้างสิ่งก่อสร้างตามรูปทรงเหล่านี้ เรากำลัง "ปรับ" สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับพลังงานของจักรวาล
รูปทรงแรกและสำคัญที่สุดคือ "วงกลม" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเอกภาพและความเป็นหนึ่งเดียว ใจกลางเมืองชัมบาลาจึงถูกออกแบบให้เป็นลานวงกลมขนาดใหญ่ ที่มีวิหารแห่งการมาถึงตั้งอยู่ตรงกลาง
จากลานวงกลมนี้ มีถนนแปดสายแผ่ออกไปในทิศทางที่สอดคล้องกับจุดสำคัญแปดทิศ แต่ละทิศทางมีความหมายเฉพาะ
ตัวอย่างเช่น ทิศตะวันออกคือทิศแห่งการเริ่มต้นใหม่ ถนนสายนี้นำไปสู่ย่านการศึกษาและสถาบันเรียนรู้
ทิศตะวันตกคือทิศแห่งการสิ้นสุดและการเปลี่ยนผ่าน ถนนสายนี้นำไปสู่หอโถงแห่งการคืนธาตุซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวอาร์การ์ธาปลดปล่อยร่างกายเมื่อถึงเวลาอันควร
ทิศเหนือคือทิศแห่งการเฝ้ามอง ถนนสายนี้นำไปสู่หอสังเกตการณ์ที่ใช้ในการติดตามสถานการณ์บนโลกเบื้องบน
และทิศใต้คือทิศแห่งความทรงจำ ถนนสายนี้นำไปสู่หอจดหมายเหตุและหอสมุดต่างๆ
วงแหวนรอบนอกของเมืองถูกแบ่งออกเป็นโซนที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายวงปีของต้นไม้ แต่ละวงแหวนมีหน้าที่เฉพาะ
วงแหวนชั้นในสุด…คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งของวิหารและสถานที่ประกอบพิธีกรรม
วงแหวนชั้นที่สอง…คือย่านที่อยู่อาศัยของนักปราชญ์และสมาชิกสภา
วงแหวนชั้นที่สาม…คือย่านการศึกษาและวิจัย
วงแหวนชั้นที่สี่…คือย่านที่อยู่อาศัยของประชากรทั่วไป
วงแหวนชั้นที่ห้า…คือย่านการผลิตและเกษตรกรรม
และวงแหวนชั้นนอกสุด…คือพื้นที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติและระบบนิเวศของโพรงใต้พิภพ
รูปทรงเรขาคณิตที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ "เกลียวทอง" (Golden Spiral) ซึ่งถูกนำมาใช้ในการออกแบบเส้นทางน้ำและระบบพลังงานของเมือง ลำธารที่ไหลจากทะเลสาบกลางเมืองจะไหลวนเป็นเกลียวออกไปยังพื้นที่เกษตรกรรมชั้นนอก เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำที่อุดมด้วยแร่ธาตุและพลังงานจากทะเลสาบกลางจะถูกกระจายไปทั่วเมืองอย่างเท่าเทียมกัน
ระบบพลังงานก็ถูกออกแบบในลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยมีคริสตัลแม่ที่วิหารกลางเป็นจุดศูนย์กลาง และมี "เส้นเลือดพลังงาน" (Energy Arteries) ที่ฝังอยู่ใต้ถนนและอาคาร นำพลังงานวีริลไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของเมือง
ข้าพเจ้าขอเล่าถึงตัวเลขสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างนครชัมบาลาในยุคแรก จากบันทึกของวิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้างชื่อว่า "ธอร์น" (Thorn):
"เราเริ่มต้นด้วยประชากรหนึ่งล้านคนที่ต้องการที่พักพิง น้ำ อาหาร และความหวัง ในช่วงห้าปีแรก เราใช้ชีวิตในที่พักชั่วคราวซึ่งเป็นถ้ำธรรมชาติที่ถูกปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีคริสตัล ไม่มีใครบ่น ไม่มีใครเรียกร้องมากกว่าที่จำเป็น
ทุกคนรู้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ภายในสิบปี เราสร้างอาคารถาวรหลังแรกเสร็จ ภายในห้าสิบปี โครงสร้างพื้นฐานหลักของเมืองเสร็จสมบูรณ์ ภายในหนึ่งร้อยปี ชัมบาลากลายเป็นเมืองที่สวยงามและน่าอยู่ไม่แพ้นครเทโลสที่เราจากมาเลย"
เมื่อข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปยังความสำเร็จของบรรพบุรุษในยุคก่อตั้ง ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความอัศจรรย์ใจและความภาคภูมิใจ
พวกเขามาถึงความมืดด้วยความสิ้นหวัง แต่พวกเขากลับจุดแสงสว่างขึ้นมาด้วยน้ำมือของตนเอง พวกเขาสูญเสียโลกไปทั้งใบ แต่พวกเขากลับสร้างโลกใหม่ขึ้นมาจากเศษซากของความทรงจำ พวกเขาคือผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ในความมืดมิดที่สุดของกาลเวลา มนุษย์ก็ยังสามารถค้นพบแสงสว่างได้
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยข้อความจากสมุดบันทึกของท่านอัคราจารย์ธาลอน ที่เขียนขึ้นในวันที่วิหารแห่งการมาถึงสร้างเสร็จสมบูรณ์:
"วันนี้ข้าพเจ้ายืนอยู่ที่ลานกลางเมืองและมองดูนครที่เราสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า ข้าพเจ้าเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นริมทะเลสาบ เห็นผู้ใหญ่ทำงานอย่างแข็งขัน เห็นผู้เฒ่าผู้แก่นั่งสนทนากันใต้ร่มเงาของต้นไม้เรืองแสง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงหัวเราะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่เราปิดผนึกประตู และข้าพเจ้ารู้ว่าเราจะอยู่รอด เราไม่ได้มาเพื่อซ่อนตัวในความมืด แต่มาเพื่อจุดแสงสว่างดวงใหม่ให้กับมนุษยชาติ"
.
.
โฆษณา