22 ก.ค. เวลา 03:43 • ประวัติศาสตร์

บันทึกเมืองละกอนในจดหมายเหตุ มองลำปางด้วยสายตาฝรั่ง

หลังจากแอดมินพาไปรู้จักทั้งตำนาน คัมภีร์ และพงศาวดารที่ส่วนมากจะถูกเขียนขึ้นโดยพระเถระชาวล้านนา ธีมของการเล่าเรื่องจึงมักวนเวียนอยู่กับพระพุทธศาสนาไม่ออกนอกกรอบความศรัทธา
บทความนี้ LampangTimes จะชวนทุกท่านพลิกมุมเปลี่ยนการมองประวัติศาสตร์ จ.ลำปาง ด้วยสายตาของฝรั่งที่เดินทางมาถึงบ้านเราแล้วจดบันทึกสิ่งที่ได้เห็นบ้างว่าที่เขาได้สัมผัสด้วยตาเนื้อขณะนั้นลำปางเป็นอย่างไร
แอดมินเลือกจดหมายเหตุของฝรั่ง 5 คน ที่เดินทางมา จ.ลำปาง ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ต่างอาชีพกันเพื่อเราจะได้ทราบว่าแต่ละคนเขามีความสนใจและบันทึกอะไรบ้าง
สิ่งที่น่าสนใจมากๆ อย่างแรกเลยคือ ในบันทึกตะวันตกส่วนใหญ่มักจะสะกดชื่อเมืองลำปางว่า "Lakon", "Lagon", "Lakhon" หรือ "Muang Lakhon" ซึ่งตรงกับตำนานของล้านนาที่เรียกลำปางว่า “ลคร” หรือ “นคร”
ติดตามไปพร้อมกันครับว่าจดหมายเหตุของชาวต่างชาติ 5 คน ที่เขียนถึงเมืองลำปางเขาเป็นใคร เขาเห็นอะไรบ้าง
1. บันทึกของคาร์ล บ็อค (Carl Bock) ค.ศ. 1881
คาร์ล บ็อค เป็น #นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจ ชาวเดนมาร์ค เขาเดินทางขึ้นมายังหัวเมืองเหนือของสยามใน พ.ศ. 2424 (ค.ศ. 1881) ตอนเขาอายุ 32 ปี และได้แวะพักที่ลำปาง ซึ่งตรงกับช่วงที่เจ้าพรหมาภิพงษธาดา เป็นเจ้าหลวงผู้ครองนคร
บ็อค บรรยายถึงบรรยากาศเมืองลำปางว่าเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าไม้สักที่สำคัญ เจ้าผู้ครองนครลำปางให้การต้อนรับอย่างดี เขาบันทึกเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมวัดสำคัญ เช่น วัดพระแก้วดอนเต้า ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของชาวเมือง และช้างทำงานในป่าไม้
☆ หนังสืออ้างอิง
Bock, C. (1884). Temples and Elephants: The Narrative of a Journey of Exploration Through Upper Siam and Lao. London: Sampson Low, Marston, Searle, & Rivington. (มีฉบับแปลไทยในชื่อ "พระวิหารและช้าง: บันทึกการเดินทางสำรวจสยามและลาว").
2. บันทึกของโฮลต์ เอส. ฮัลเล็ตต์ (Holt S. Hallett) — ค.ศ. 1884
ฮัลเล็ตต์ เป็น #วิศวกร ชาวอังกฤษที่ได้รับมอบหมายให้สำรวจเส้นทางเพื่อวางแนวทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างพม่า สยาม และจีน เดินทางผ่านลำปางในปี พ.ศ. 2427
เขาบันทึกโครงสร้างของเมืองลำปางอย่างเป็นระบบ ทั้งกำแพงเมืองเก่า ตลาดการค้า คลอง ค่ายทหาร และประชากรที่มีหลากหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวเมืองเหนือ ชาวเงี้ยว/ไทใหญ่ ชาวพม่า รวมถึงการดำเนินธุรกิจของบริษัททำไม้สักชาวอังกฤษ
☆ หนังสืออ้างอิง
Hallett, H. S. (1890). A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States. Edinburgh and London: William Blackwood and Sons.
3. บันทึกของ ดร. แดเนียล แมคกิลวารี (Dr. Daniel McGilvary) — ค.ศ. 1867–1911
ดร.แมคกิลวารี เป็น #มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน ผู้เข้ามาตั้งสถานีมิชชันนารีในล้านนาและเดินทางมาลำปางหลายครั้งตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2410 เรื่อยมา
เขาบันทึกถึงการสร้างสถานีมิชชันนารีลำปาง การสถาปนาโรงพยาบาลและโรงเรียนแห่งแรกๆ ในลำปาง บทบาทของเจ้าหลวงลำปาง ความเชื่อดั้งเดิม เรื่องผี การรักษาโรค และบรรยากาศสังคมช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาล
☆ หนังสืออ้างอิง
McGilvary, D. (1912). A Half Century Among the Siamese and the Lāo: An Autobiography. New York and Chicago: Fleming H. Revell Company.
4. บันทึกของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ (H. Warington Smyth) — ค.ศ. 1891–1896
วาริงตัน สมิธ เป็น #นักธรณีวิทยา ชาวอังกฤษที่เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมโลหะกิจและภูมิวิทยา หรือสมัยนี้ก็คือกรมทรัพยากรธรณี ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5
เขาบันทึกการเดินทางตามลำน้ำวังและการทำป่าไม้สัก บรรยายภาพการชะลอซุงไม้สักลงแม่น้ำวังเพื่อให้ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา บทบาทของพ่อค้าไม้ชาวอังกฤษและพม่า รวมถึงสภาพทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติรอบเมืองลำปาง
☆ หนังสืออ้างอิง
Smyth, H. W. (1898). Five Years in Siam, from 1891 to 1896 (Vol. 1 & 2). London: John Murray.
5. บันทึกของเรจินัลด์ เลอ เมย์ (Reginald Le May) — ค.ศ. 1913–1922
เลอ เมย์ เป็น #รองกงสุลอังกฤษประจำเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะประวัติศาสตร์ล้านนา
เขาฉายภาพลำปางในยุคทองของการทำไม้สักช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บันทึกถึงวิถีชีวิตของฝรั่งชาวอังกฤษที่เข้ามาทำงานในบริษัททำไม้ (เช่น Bombay Burmah Trading Corporation และ Borneo Company) ชุมชนคริสเตียน และบรรยากาศการเปิดเส้นทางรถไฟสายเหนือที่มาถึงสถานีรถไฟนครลำปาง
☆ หนังสืออ้างอิง
Le May, R. (1926). An Asian Arcady: The Land and People of Northern Siam. Cambridge: W. Heffer & Sons Ltd.
บันทึกของฝรั่งทั้ง 5 คนนี้สะท้อนสิ่งที่พวกเขาได้เห็นลำปางขณะนั้นว่าเป็นศูนย์กลางการค้าไม้สักที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา และเป็นเมืองที่มีชุมชนต่างชาติ (อังกฤษ พม่า ไทใหญ่) อาศัยอยู่อย่างคึกคักก่อนการตัดเส้นทางรถไฟเข้ามาถึง
แอดมินเลือกค้นบันทึกของ 2 คน มาเล่าให้ฟังคือ คาร์ล บ็อค นักธรรมชาติวิทยา-นักสำรวจ กับ โฮลต์ เอส. ฮัลเล็ตต์ นักวิศวกร
ในหนังสือ "Temples and Elephants: The Narrative of a Journey of Exploration Through Upper Siam and Lao" (ค.ศ. 1884) คาร์ล บ็อค (Carl Bock) เกิดที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค ช่วงหนึ่งบันทึกถึงเมืองลำปาง (ในเล่มใช้ชื่อว่า "Lakon" หรือ "Lagon") บรรยายถึงบรรยากาศเมือง สถาปัตยกรรมวัดวาอาราม และวิถีชีวิตผู้คน
แอดมินยกโควตและข้อความแปลไทยจากบันทึกของบ็อค ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองและวัดในลำปาง ดังนี้ครับ
"เมืองนคร (ลำปาง) ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำวัง #ตัวเมืองล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐเก่าแก่และคูเมือง... สภาพบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่และไม้สัก ถือเป็นเมืองที่มีความคึกคักและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในหัวเมืองเหนือ มีตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าท้องถิ่นและผักสด ตลอดจนผ้าพื้นเมืองที่ชาวบ้านนำมาแลกเปลี่ยนกัน"
หนึ่งในสถานที่ซึ่งบ็อคประทับใจและบันทึกไว้อย่างละเอียดคือ วัดพระแก้วดอนเต้า ที่เขาเขียนไว้ในชื่อ Wat Phra Keo ระบุว่าเป็นวัดโบราณที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต
"บรรดาวัดวาอารามทั้งหลายในเมืองนคร (ลำปาง) วัดที่งดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สุดคือ 'วัดพระแก้ว' ... ตัววิหารและอาคารต่างๆ มีความโดดเด่นด้วย #งานสถาปัตยกรรมไม้จำหลักที่วิจิตรงดงาม หลังคาซ้อนชั้นซับซ้อนตามแบบฉบับท้องถิ่นที่มีกลิ่นอายอิทธิพลพม่าผสมผสานอย่างลงตัว"
"ภายในวัดประดับประดาด้วยงานปิดทองและกระจกสี ลายแกะสลักไม้รูปสัตว์ในตำนานและลายพรรณพฤกษาตามเสาและช่อฟ้า #สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือท้องถิ่น ชาวเมืองให้ความเคารพศรัทธาสถานที่แห่งนี้อย่างสูงยิ่ง และยังคงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระแก้วมรกตที่เคยประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ก่อนจะถูกย้ายไป"
คาร์ล บ็อค นักธรรมชาติวิทยายังตื่นตาตื่นใจกับจำนวนช้างในเมืองลำปาง ซึ่งถูกเกณฑ์มาลากซุงยุคสัมปทานป่าไม้สักว่า
"สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาที่สุดในเมืองนครคือ 'ช้าง' ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเมืองใดในสยามที่มีช้างสัญจรไปมาปะปนกับผู้คนในชีวิตประจำวันมากเท่าที่นี่ ช้างนับร้อยเชือกถูกใช้งานทั้งในการขนส่งสินค้า เดินทางข้ามป่าเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลากจูงขอนไม้สักขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมป่าไม้"
ในฉบับแปลภาษาไทยอย่างเป็นทางการ บันทึกเล่มนี้ถูกแปลในชื่อ "พระวิหารและช้าง: บันทึกการเดินทางสำรวจสยามและลาว" (สำนักพิมพ์กรมศิลปากร/ต้นฉบับแปลโดย เสถียร พันธรังษี และคณะ)
ซึ่งถือเป็นเอกสารชั้นต้นชิ้นสำคัญที่ทำให้เห็นภาพลำปางเมื่อเกือบ 150 ปีก่อนได้อย่างชัดเจนที่สุดเล่มหนึ่งครับ
ในขณะที่หนังสือ "A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States" (ค.ศ. 1890) ของ โฮลต์ เอส. ฮัลเล็ตต์ (Holt S. Hallett) วิศวกรชาวอังกฤษที่เดินทางสำรวจแนวทางรถไฟผ่านล้านนาในปี พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884) เขาได้บันทึกรายละเอียดของเมืองลำปาง (ในเล่มเรียกว่า Muing Lakhon หรือ Lakhon) ด้วยสายตาของนักสำรวจและวิศวกร ซึ่งก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ บ็อค
ข้อความและโควตแปลไทยจากบันทึกของฮัลเล็ตต์ ที่บรรยายถึงเมืองลำปางมีดังนี้
"เมืองนคร (ลำปาง) ตั้งอยู่บนแม่น้ำวัง ตัวเมืองประกอบด้วยพื้นที่ชั้นในซึ่ง #ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐและคูเมืองโบราณ คูเมืองมีความกว้างและยังคงมีน้ำขังอยู่บางส่วน ตัวกำแพงเมืองมีเชิงเทินและซุ้มประตูทางเข้าที่แข็งแรง สภาพภายในเมืองมีความกว้างขวาง เต็มไปด้วยบ้านเรือนไม้สักและไม้ไผ่ที่ปลูกสร้างอยู่ท่ามกลางสวนไม้ร่มรื่น"
ฮัลเล็ตต์ให้ความสนใจกับเศรษฐกิจ ตลาด และชนชาติที่อาศัยอยู่ในลำปางเป็นพิเศษ โดยบันทึกไว้ว่า
"ลำปางเป็นศูนย์กลางการค้าที่คึกคักและมีชีวาอย่างยิ่ง ตลาดของเมืองเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ผสมผสานกัน ทั้งชาวไทยเหนือท้องถิ่น พม่า เงี้ยว (ไทใหญ่) และชาวตองซู่ นอกเหนือจากผักสดและเสบียงอาหารแล้ว ตลาดแห่งนี้ยังมีสินค้าผ้าพื้นเมือง เครื่องเงิน และของป่าที่ชาวบ้านนำลงมาจากภูเขา..."
"ชาวพม่าและชาวเงี้ยวจำนวนมากเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ โดยส่วนใหญ่เข้ามาเป็นพ่อค้า นายหน้า และผู้รับเหมาในอุตสาหกรรมทำไม้สัก ซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทตะวันตก"
"ริมแม่น้ำวังและตามลำห้วยรอบเมือง เราจะได้พบเห็นฝูงช้างจำนวนมากที่ถูกฝึกมาอย่างดี พวกมันถูกใช้ในการชักลากขอนไม้สักขนาดใหญ่จากผืนป่าลึกลงสู่แม่น้ำ เพื่อรอฤดูน้ำหลากที่จะพัดพาขอนไม้เหล่านี้ลอยลงไปตามแม่น้ำวัง มุ่งหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพฯ"
ฮัลเล็ตต์ ได้แวะสำรวจวัดหลายแห่งในตัวเมืองลำปาง และบันทึกถึงความประณีตของช่างฝีมือท้องถิ่นและพม่าว่า
"วัดวาอารามในเมืองนคร (ลำปาง) มีสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งหลายแห่ง หลังคาวิหารทำด้วยไม้ซ้อนชั้นหลายชั้นตามแบบฉบับท้องถิ่น และหลายวัดได้รับการบูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่โดยคหบดีชาวพม่าที่มั่งคั่ง อาคารเหล่านั้นตกแต่งด้วยงานแกะสลักไม้ที่ซับซ้อน ปิดทอง และประดับด้วยกระจกสีอย่างวิจิตร"
บันทึกของฮัลเล็ตต์ถือเป็นเอกสารที่มีความแม่นยำสูงในเชิงภูมิศาสตร์ เพราะเขาบันทึกทั้งพิกัด ระยะทาง ระยะเวลาเดินทาง สภาพลำน้ำ และจำนวนประชากรไว้อย่างละเอียด เพื่อนำไปใช้รายงานต่อสมาคมการค้าแห่งบริเตนใหญ่ (British Chambers of Commerce) ในการผลักดันโครงการรถไฟในยุคนั้น
บทส่งท้าย หลายท่านคงพอจำซีรีย์ตลาดจีน 9 Eps ที่แอดมินปักหมุดยุคเริ่มต้นความรุ่งเรืองของสัมปทานป่าไม้และความเฟื่องฟูของตลาดจีนที่กำลังพุ่งถึงขีดสุด ทำให้มีเรือล่องมาค้าขายในเมืองลำปางอย่างคึกคัก บ็อคกับฮัลเล็ตต์ ยืนยันว่าบ้านเราเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ด้วยข้อความในบันทึก
ฝรั่งทั้ง 2 คนนี้ยังชื่นชมศิลปกรรมความงามของวัดวาอารามโดยเฉพาะวัดพระแก้วดอนเต้า แอดมินมั่นใจว่าพวกเขาไม่รู้จัก “ครูบาโน” #พระครูอาโนชัยธรรมจินดา เจ้าอาวาสวัดปงสนุกเหนือแน่นอน
แต่บันทึกของบ็อค ฝรั่งชาวเดนมาร์คเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าวิชาสล่าช่างของครูบาโนเป็นระดับพุทธอินฟลูบูรพศิลปินอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะงดงามจนชาวต่างชาติยังยกย่อง
และสุดท้ายที่แอดมินไม่เคยจินตนาการถึงคือสมัยรัชกาลที่ 5 ลำปางมีช้างเดินอยู่เต็มเมืองอาศัยกันแออัดริมน้ำวังเป็นภาพอย่างไร
จนถึงทุกวันนี้คนลำปางเคยสงสัยหรือไม่ครับว่าทำไมบ้านเราไม่เคยเปิดศูนย์เลี้ยงช้างเป็นปางเพื่อการธุรกิจ เรามีแต่โรงคชบาลกับฝึกลูกช้าง
คนลำปางกับช้างนั้นมีความผูกพันกันอยู่มากไม่ใช่แค่ “หนานทิพย์ช้าง” แต่ย้อนไปไกลกว่านั้นมากคือช้างเคยอัญเชิญพระแก้วมรกตมาหยุดแล้วประดิษฐานที่ลำปางระยะหนึ่ง
พูดแล้วก็หงุดหงิดสัญลักษณ์ประจำจังหวัดอีกแล้วครับ (ฮา)
หวังว่าจดหมายเหตุที่แอดมินยกขึ้นมาอธิบายนี้คงพอจะทำให้เห็นภาพลำปางเมื่อมองในมุมของฝรั่งได้ไม่มากก็น้อยนะครับ
#มองลำปางด้วยสายตาฝรั่ง
#LampangTimes
โฆษณา