เมื่อวาน เวลา 06:00 • ข่าวรอบโลก

ทำความรู้จัก "แอนดี เบิร์นแฮม" ว่าที่นายกฯ อังกฤษคนใหม่

ทำความรู้จัก "แอนดี เบิร์นแฮม" ว่าที่นายกฯ อังกฤษคนใหม่ เด็กชานเมืองลิเวอร์พูลผู้ได้รับความนิยมจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์
สหราชอาณาจักรกำลังเปิดฉากบทใหม่ทางการเมือง เมื่อแอนดี เบิร์นแฮม เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ในวันนี้
แม้ชื่อของเขาอาจยังไม่คุ้นหูผู้คนในต่างประเทศ แต่ภายในสหราชอาณาจักร เบิร์นแฮมได้รับการยอมรับว่าเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงแข็งแกร่ง และเป็นตัวแทนของประชาชนชนชั้นแรงงานในภาคเหนือของอังกฤษมาอย่างยาวนาน
ความแตกต่างเหนือ-ใต้หล่อหลอมแนวคิดทางการเมือง
แอนดี เบิร์นแฮม
เบิร์นแฮมเกิดและเติบโตในภาคเหนือของอังกฤษ ก่อนย้ายลงใต้เพื่อศึกษาวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสถาบันของชนชั้นนำ
ศาสตราจารย์จอห์น มัลแลน อดีตอาจารย์ของเขา เคยเล่าว่า เบิร์นแฮมมักสวมเสื้อฟุตบอลมาเรียน ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติบนถนนทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ แต่ไม่ใช่ภาพที่พบเห็นได้บ่อยนักในวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
มัลแลนจดจำเบิร์นแฮมในวัยหนุ่มว่าเป็นคนคลั่งไคล้ฟุตบอล สามารถท่องบทละครของเชกสเปียร์ และคบหากับหญิงสาวที่ได้รับการมองว่าโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในวิทยาลัย คือ มารี-ฟรองซ์ ฟาน ฮีล สาวชาวดัตช์ ซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของเขา
เสื้อฟุตบอลที่เบิร์นแฮมสวมในมหาวิทยาลัยสะท้อนอัตลักษณ์ชนชั้นแรงงาน ซึ่งภายหลังกลายเป็นจุดเด่นทางการเมืองของเขา
เบิร์นแฮม วัย 56 ปี มักกล่าวถึงรากเหง้าของตนในภาคเหนือและครอบครัวผู้ใช้แรงงาน นักวิเคราะห์มองว่า ทั้งภูมิหลังส่วนตัวและประสบการณ์ในฐานะนายกเทศมนตรีเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ซึ่งภาคภูมิใจว่าเป็นแหล่งกำเนิดชนชั้นแรงงานของโลกในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวนโยบายระดับชาติของเขา
ภูมิหลังดังกล่าวอาจช่วยให้พรรคแรงงาน ซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองค่อนไปทางซ้าย สามารถดึงคะแนนเสียงจากผู้ใช้แรงงานบางส่วนที่หันไปสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลับคืนมา
เบิร์นแฮมเคยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Channel 4 เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า เขาต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อให้พรรคแรงงานกลับมาเป็นพรรคที่ประชาชนเชื่อมั่น และยืนอยู่ข้างผู้ใช้แรงงานอย่างชัดเจนอีกครั้ง
ต่อสู้กับภาพเหมารวมของแฟนฟุตบอลภาคเหนือ
เบิร์นแฮมเกิดในเขตชานเมืองลิเวอร์พูล เป็นบุตรของช่างโทรศัพท์และพนักงานต้อนรับ ก่อนเติบโตในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์
หลังสำเร็จการศึกษาจากเคมบริดจ์ เขาและภรรยาย้ายไปอยู่ในกรุงลอนดอน ก่อนที่เบิร์นแฮมจะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงาน ขณะมีอายุ 31 ปี โดยเป็นตัวแทนเขตเลือกตั้งในภาคเหนือ
ต่อมาเขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬา ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์
ในปี 2009 เบิร์นแฮมเดินทางไปลิเวอร์พูลเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในวาระครบรอบโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรห์เมื่อปี 1989 ซึ่งมีแฟนบอลเกือบ 100 คนเสียชีวิตจากการเบียดเสียดในสนามกีฬา เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นโศกนาฏกรรมด้านกีฬาที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ
ในช่วงแรก ผู้เสียชีวิตและแฟนฟุตบอลถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มอันธพาล ขณะที่ผู้รอดชีวิตและครอบครัวของเหยื่อมองว่ารัฐบาลไม่ได้สอบสวนเหตุการณ์อย่างจริงจัง
ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ เบิร์นแฮมถูกฝูงชนโห่ ก่อนที่เขาจะกลั้นน้ำตาและหยุดอ่านข้อความที่เตรียมไว้ พร้อมพยักหน้ารับเสียงตะโกนเรียกร้องความยุติธรรม
ชาร์ลอตต์ ไวลด์แมน นักประวัติศาสตร์ด้านชนชั้นแรงงานจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ กล่าวว่า เหยื่อและครอบครัวได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้าย และเบิร์นแฮมเป็นหนึ่งในนักการเมืองกลุ่มแรกที่รับฟังพวกเขาอย่างจริงจัง
ต่อมา เบิร์นแฮมผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้งการสอบสวน ซึ่งพบว่าความผิดพลาดของตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของโศกนาฏกรรม ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้เสียชีวิตตามที่ถูกกล่าวหา
บทบาทดังกล่าวช่วยเปลี่ยนภาพเหมารวมของชายชนชั้นแรงงานทางภาคเหนือ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นคนรุนแรง ก้าวร้าว หรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และยังช่วยให้เบิร์นแฮมได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนที่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากกระแสโลกาภิวัตน์และนักการเมืองในกรุงลอนดอน
แอนดี เบิร์นแฮม
สร้างชื่อจากการบริหารแมนเชสเตอร์
ระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เบิร์นแฮมลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงาน 2 ครั้ง โดยในปี 2015 เขาได้รับการเสนอชื่อจากเพื่อนร่วมพรรคอย่างเคียร์ สตาร์เมอร์ แต่พ่ายแพ้ทั้งสองครั้ง
หลังทำงานในรัฐสภานาน 16 ปี เขาตัดสินใจลาออกและกลับไปยังภาคเหนือ ก่อนชนะการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ในปี 2017 และสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศจากการบริหารท้องถิ่น
ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 แมนเชสเตอร์เป็นที่รู้จักทั้งจากความเสื่อมโทรมของเมืองอุตสาหกรรมเก่า และวงการดนตรีอินดี้ที่เฟื่องฟู โดยเป็นบ้านของวงดนตรีอย่าง The Smiths, New Order, The Stone Roses และ Oasis
เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เบิร์นแฮมพยายามแก้ไขภาพลักษณ์ด้านความเสื่อมโทรมของเมือง พร้อมมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมดนตรีท้องถิ่นอย่างเต็มที่
แม้โครงการฟื้นฟูเมืองจะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว แต่เบิร์นแฮมเร่งผลักดันเพิ่มเติม เขานำระบบรถโดยสารประจำทางกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเมือง และโน้มน้าวรัฐบาลกลางให้ถ่ายโอนอำนาจด้านการศึกษาและที่อยู่อาศัยมายังเมืองมากขึ้น
ปัจจุบัน เส้นขอบฟ้าของแมนเชสเตอร์เต็มไปด้วยเครนก่อสร้าง ย่านคลองและโกดังอุตสาหกรรมเดิมได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์ศิลปะ ขณะที่อาคารกระจกสูงระฟ้าทำให้บางพื้นที่มีรูปลักษณ์คล้ายมหานครสมัยใหม่ในตะวันออกกลาง
แมนเชสเตอร์ยังกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วที่สุดในสหราชอาณาจักร
เบิร์นแฮมจึงเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "แมนเชสเตอร์นิยม" (Manchesterism) ให้เป็นต้นแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งประเทศ โดยตั้งเป้ากระจายอำนาจออกจากรัฐบาลกลางในกรุงลอนดอนไปยังเมืองและภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงเปิดสำนักงานของทำเนียบนายกรัฐมนตรีในภาคเหนือ
ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน เขาเรียกร้องให้ประชาชนจินตนาการถึงการเติบโตที่ดีในทุกพื้นที่ และความหวังในหัวใจของทุกคน ก่อนย้ำว่าไม่ควรหยุดอยู่แค่การจินตนาการ แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง
เขายังให้คำมั่นว่าจะลดอัตราภาษีสำหรับธุรกิจค้าปลีก สร้างที่อยู่อาศัยสาธารณะในจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และลดรายจ่ายด้านสวัสดิการด้วยแนวทางที่เป็นธรรมและยั่งยืน
โรส มาร์ลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Co-operatives UK ซึ่งเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้เบิร์นแฮม กล่าวว่า "แมนเชสเตอร์นิยม" หมายถึงการที่ประชาชนรวมตัวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ลงมือทำด้วยตนเอง และมีทัศนคติว่าอุปสรรคต่าง ๆ สามารถแก้ไขได้
ในมุมมองทางเศรษฐกิจ เธอระบุว่า เบิร์นแฮมอาจนิยามแนวคิดนี้ว่าเป็นการสิ้นสุดของลัทธิเสรีนิยมใหม่
นอกจากบทบาททางการเมืองแล้ว เบิร์นแฮมยังเป็นดีเจในวงการดนตรีอินดี้ของเมือง มาร์ลีย์เล่าว่า เมื่อเขาเดินทางกลับจากลอนดอนใหม่ ๆ ยังแต่งตัวเต็มยศเหมือนนักการเมืองจากเวสต์มินสเตอร์ แต่ไม่นานก็เริ่มคลายเนกไท หันมาสวมรองเท้าผ้าใบและเสื้อยืดตามวิถีของชาวแมนเชสเตอร์ และเริ่มทำหน้าที่ดีเจ
กลายเป็นบุคคลระดับชาติในช่วงโควิด-19
ในช่วงการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลกลางอังกฤษกำหนดมาตรการล็อกดาวน์ตามจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละพื้นที่ ทำให้แมนเชสเตอร์ต้องเผชิญข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่าอีกหลายเมือง แต่กฎเกณฑ์มักสร้างความสับสน
เดือนตุลาคม 2020 ระหว่างที่เบิร์นแฮมกำลังแถลงข่าวสด ผู้ช่วยส่งโทรศัพท์ให้เขาดูข่าวว่ารัฐบาลกำลังประกาศมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่
เบิร์นแฮมแสดงความไม่พอใจและโจมตีรัฐบาลกลางทันที โดยระบุว่า นี่ไม่ใช่วิธีบริหารประเทศในช่วงวิกฤตระดับชาติ พร้อมเตือนว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้มีรายได้น้อยและแรงงานที่มักถูกผู้มีอำนาจมองข้าม
ท่าทีดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ และทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องในระดับประเทศ ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังหวาดกลัวและสับสนจากโรคระบาด
โจชี เฮอร์มันน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น The Mill กล่าวว่า เบิร์นแฮมสามารถถ่ายทอดความรู้สึกไร้อำนาจของชาวแมนเชสเตอร์ที่มองว่ารัฐบาลกลางไม่เข้าใจชีวิตของผู้คนในพื้นที่
เหตุการณ์ดังกล่าวช่วยสร้างภาพของเบิร์นแฮมว่าเป็นนักการเมืองอีกประเภทหนึ่ง และอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ปูทางให้เขาก้าวเข้าสู่ถนนดาวนิงในเวลาต่อมา
ความท้าทายบนเวทีระดับประเทศ
นับตั้งแต่นั้น เบิร์นแฮมยังคงเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของสหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม เขามีแนวโน้มต้องเผชิญปัญหาเดียวกับที่สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลสตาร์เมอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ ราคาพลังงานสูง ความจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่คาดเดาได้ยากอย่างสหรัฐฯ
เฮอร์มันน์ตั้งข้อสังเกตว่า เบิร์นแฮมเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการได้รับการยอมรับ จึงยังไม่แน่ชัดว่าเขาจะรับมืออย่างไร หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิจารณ์เขาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในยามดึก
การบริหารประเทศย่อมแตกต่างจากการบริหารเมือง และนั่นคือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษจะต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างรวดเร็ว
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/news/ต่างประเทศ/279956
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา