วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สรุป 5 ทริก ส่งต่อมรดก แบบเสียภาษี 0 บาท ที่คนรวยใช้

เวลาพูดถึง “ภาษีมรดก” หลายคนอาจมองว่า นี่คือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
เพราะเมื่อมหาเศรษฐีส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลาน อย่างน้อยความมั่งคั่งบางส่วนก็น่าจะถูกจัดเก็บกลับมา เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ
แต่ความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป
โดยจากข้อมูลในช่วงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา บ้านเรามีมหาเศรษฐีระดับ Top 50 ของประเทศหลายคนที่จากไป
ทำให้มีการคาดการณ์ว่ามีความมั่งคั่งที่ถูกส่งต่อ รวมกันแล้วสูงถึงราว 248,000 ล้านบาท
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ภาษีมรดกที่รัฐจัดเก็บได้ กลับมีเพียงประมาณ 1,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ 0.6% ของความมั่งคั่งที่กำลังถูกส่งต่อ
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ หากย้อนดูข้อมูล 10 ปีที่ผ่านมา รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมรดกได้รวมกันเพียงแค่ราว 5,000 ล้านบาท
สวนทางกับเป้าหมายที่ตั้งใจจะเก็บปีละ 4,000 ล้านบาท..
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า คนรวยไม่ได้เก่งแค่การสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังต้องเชี่ยวชาญในการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินอีกด้วย
และถ้าหากอยากรู้ว่าคนรวยมีวิธีวางแผนส่งต่อมรดกกันอย่างไร จึงแทบไม่ต้องควักเงินจ่ายภาษี จนถึงขั้นที่บางครอบครัวไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงวิธีจัดการภาษีมรดก สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนคือ สมการภาษีมรดกของบ้านเรา
อย่างแรกเลย ภาษีมรดกไม่ได้จัดเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท แต่จะจัดเก็บจากทรัพย์สินหลัก ๆ 4 กลุ่ม ได้แก่
- อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน และคอนโดมิเนียม
- หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เช่น หุ้น หุ้นกู้ และกองทุน
- เงินฝากธนาคาร
- ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินเหล่านี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียภาษีมรดกทันที
เพราะกฎหมายจะเริ่มจัดเก็บภาษีก็ต่อเมื่อเราได้รับมรดกจากเจ้ามรดกคนเดียวกันรวมกันเกิน 100 ล้านบาท และจะคิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้รับมรดกมูลค่า 150 ล้านบาท ส่วนที่ถูกนำมาคำนวณภาษีจะมีเพียง 50 ล้านบาท ไม่ใช่มูลค่าทั้งก้อน
ซึ่งส่วนเกินที่ถูกนำมาคิดภาษีนี้ ถ้าผู้รับมรดกเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ลูกหรือหลาน จะคิดในอัตรา 5% และถ้าเป็นคนอื่นจะเสียที่ 10%
พูดง่าย ๆ ภาษีมรดกของไทยจะดูว่า เราได้มรดกเป็นทรัพย์สินที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่
ถ้าได้เกินจึงค่อยดูต่อว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร เพื่อคิดอัตราภาษีที่ต้องเสียภาษี
เมื่อเข้าใจสมการนี้แล้วก็จะเห็นว่า การวางแผนมรดกจึงไม่ได้มีแค่เรื่องการลดมูลค่าทรัพย์สินไม่เกินเกณฑ์
แต่ยังเกี่ยวข้องกับทั้งประเภททรัพย์สิน และการกระจายมรดกด้วย
ซึ่งสามารถสรุปออกมาแบบเข้าใจง่าย ๆ
แบ่งออกเป็น 5 กลยุทธ์ ได้แก่
1. เก็บไว้เป็นกองมรดกที่ยังไม่แบ่ง
เมื่อเจ้ามรดกจากไป ทายาทอาจตกลงกันว่าจะยังไม่แบ่งบ้าน ที่ดิน หรือหุ้น ออกมาเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เลือกเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้รวมกันในสถานะที่เรียกว่า กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
การทำแบบนี้ในมุมของกฎหมายภาษีจะตีความว่า ทายาทยังไม่ได้รับมรดก และเมื่อยังไม่ได้รับ ภาระภาษีมรดกจึงยังไม่เกิดขึ้น
และหากว่าทรัพย์สินในกองมรดกนั้นสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นจากค่าเช่า หรือเงินปันผล ผู้จัดการมรดกก็แค่นำรายได้เหล่านั้นไปยื่นและเสียภาษีเงินได้ในนามของกองมรดก
ซึ่งกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง จะมีสถานะเป็นหน่วยภาษีแยกต่างหาก แต่ก็มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง
ส่วนบรรดาดอกผลที่เหลือ หลังจากหักภาษีเงินได้เรียบร้อยแล้ว ทายาทก็สามารถนำมาแบ่งปันกันใช้จ่ายได้ตามปกติ
พูดง่าย ๆ นี่คือกลยุทธ์ซื้อเวลาที่ทำให้ยังไม่ต้องเสียภาษีมรดก และทายาทก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลจากกองมรดกนั้น ออกมาแบ่งกันใช้จ่ายได้เรื่อย ๆ ตามปกติ
2. ส่งต่อมรดกให้คู่สมรสตามกฎหมาย
อย่างที่เรารู้กันว่า หากได้รับมรดกจากเจ้าของมรดกคนเดียวกันมากกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีมรดกตามอัตราภาษีที่กำหนด
แต่รู้หรือไม่ว่า หากผู้รับมรดกเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่ว่ามรดกก้อนนั้นจะมีมูลค่ามากแค่ไหน ก็จะได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกทั้งจำนวนโดยไม่มีการจำกัดเพดานสูงสุดเลย
ด้วยเหตุผลนี้ หลายครอบครัวจึงเลือกส่งต่อความมั่งคั่งให้คู่สมรสก่อน
จากนั้นคู่สมรสผู้รับไม้ต่อจึงค่อยบริหารจัดการ หรือทยอยส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลานในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อลดภาระภาษีมรดกลงต่อไป
3. เลือกส่งต่อเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ภาษีมรดกของบ้านเราไม่ได้จัดเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท โดยส่วนใหญ่จะจัดเก็บเฉพาะพวกทรัพย์สินที่มีทะเบียนเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ทรัพย์สินอย่างทองคำแท่ง เครื่องประดับเพชรพลอย นาฬิกาหรู พระเครื่อง งานศิลปะ
จะไม่ถูกนำมารวมคำนวณเป็นฐานภาษีการรับมรดก ไม่ว่าจะถูกส่งต่อในมูลค่ารวมกันมากมายมหาศาลแค่ไหนก็ตาม
เพราะทรัพย์สินเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในทรัพย์สินที่จะถูกนับรวมเป็นฐานภาษีมรดก ตั้งแต่แรกนั่นเอง
ซึ่งนี่ก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรามักจะเห็นข่าวเหล่ามหาเศรษฐี มักจะนิยมสะสมของมีค่าและงานศิลปะกันนั่นเอง
4. ทยอยส่งต่อทรัพย์สิน ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
แทนที่จะรอให้ทรัพย์สินทั้งหมดถูกส่งต่อพร้อมกันในรูปของมรดก อีกหนึ่งวิธีที่หลายครอบครัวนิยมใช้ คือการทยอยส่งต่อทรัพย์สินตั้งแต่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่
เพราะยิ่งมูลค่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ในกองมรดกปลายทางน้อยลงเท่าไร โอกาสที่จะเกิดภาระภาษีมรดกก็ยิ่งลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การส่งต่อทรัพย์สินในช่วงที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่จะไม่ได้อยู่ภายใต้เกณฑ์ภาษีมรดก แต่จะมาอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ภาษีการรับให้แทน
โดยในแต่ละปี พ่อแม่สามารถส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกแบบได้รับยกเว้นภาษีรับให้ สูงสุดถึง 40 ล้านบาทต่อคน ซึ่งแยกเป็น 2 ตะกร้า
ตะกร้าแรก กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างเช่น บ้าน ที่ดิน สามารถโอนให้ลูกได้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี
อีกตะกร้าที่เป็นพวกสังหาริมทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ เงินฝาก ก็สามารถโอนให้ลูกได้อีกไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีเช่นกัน
นั่นหมายความว่า ถ้าครอบครัวไหนวางแผนล่วงหน้าดี ๆ แล้วทำต่อเนื่องหลายปี มูลค่าทรัพย์สินที่จะกลายเป็นมรดกในวันที่เจ้าของจากไป ก็จะค่อย ๆ ลดลง
เปรียบเสมือนการทยอยย่อขนาดกองมรดกให้เล็กลงเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินไปกระจุกตัวจนล้นเพดาน 100 ล้านบาทในอนาคต และรอดจากภาษีมรดกไปได้แบบเนียน ๆ
5. ประกันชีวิต เครื่องมือเปลี่ยนมรดกให้เป็นเงินปลอดภาษี
ประกันชีวิตถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลัง ที่กลุ่มเศรษฐีนิยมใช้กันมากที่สุดในการส่งต่อความมั่งคั่ง
เพราะในทางกฎหมาย เงินสินไหมทดแทนที่ทายาทได้รับจากบริษัทประกันไม่ถูกนับว่าเป็นมรดก
ทีนี้ก็เท่ากับว่า แทนที่จะทิ้งเงินก้อนใหญ่ให้นอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารเฉย ๆ ซึ่งเงินฝากถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ถูกนับรวมในฐานภาษีมรดกแน่นอน
เศรษฐีหลายคนจึงเลือกวิธีบริหารจัดการ โดยโยกเงินฝากส่วนนั้นไปจ่ายเป็นเบี้ยประกันชีวิต แล้วระบุชื่อลูกหลานเป็นผู้รับผลประโยชน์แทน
ด้วยวิธีบริหารจัดการง่าย ๆ แค่นี้ เมื่อเจ้ามรดกจากไป เงินก้อนนี้ ก็จะส่งตรงถึงมือทายาทในรูปแบบเงินสินไหมทดแทน โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว
และที่สำคัญไปกว่านั้น เงินสินไหมที่ได้ยังสามารถใช้เป็นสภาพคล่อง เพื่อให้ทายาทมีเงินสดก้อนใหญ่เตรียมไว้ ในกรณีที่จำเป็นต้องจ่ายภาษีมรดกของทรัพย์สินส่วนอื่น ๆ ได้อีกด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงเห็นแล้วว่าเหตุผลที่คนรวยบางครอบครัวสามารถส่งต่อความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล โดยเสียภาษีมรดกเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่เสียเลย
อาจไม่ใช่เพราะพวกเขามีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น แต่เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจกติกา และวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่การเลือกว่าจะส่งต่อทรัพย์สินเมื่อไร ส่งต่อให้ใคร ส่งต่อเป็นทรัพย์สินประเภทใด ไปจนถึงการเตรียมสภาพคล่องเอาไว้ล่วงหน้า
ดังนั้น สำหรับใครที่อยากวางแผนส่งต่อมรดก สิ่งสำคัญคือ การเริ่มจัดเตรียมโครงสร้างที่เหมาะสม กับทรัพย์สิน และครอบครัวของตัวเองให้เร็วที่สุด และที่สำคัญคือต้องถูกต้องตามกฎหมาย
เพราะยิ่งเริ่มวางแผนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีทางเลือกในการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#ภาษีมรดก
โฆษณา