Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Supawan’s Colorful World
•
ติดตาม
23 ก.ค. เวลา 05:16 • ท่องเที่ยว
Egypt (36)… Philae Temple
มหาวิหารแห่งเทพีไอซิส… วิหารที่แม่น้ำไนล์ไม่อาจกลืนหาย
สายน้ำไนล์ในยามเช้าสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ เรือค่อย ๆ แล่นออกจากฝั่งเมืองอัสวาน .. ก่อนจะพาเราไปยังเกาะเล็ก ๆ กลางแม่น้ำ เกาะแห่งนี้ชื่อ Agilkia
ไม่นานนัก เงาของเสาหินขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเหนือแนวต้นปาล์ม .. นั่นคือ วิหารฟิเล (Philae Temple)
วิหารที่ชาวอียิปต์โบราณยกย่องให้เป็น “บ้านของเทพีไอซิส” เทพีผู้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความเป็นแม่ และการกำเนิดชีวิต
แต่เดิม วิหารทั้งหมดตั้งอยู่บน เกาะฟิเล (Philae Island) ซึ่งเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ก่อนจะถูกย้ายมายังเกาะแห่งนี้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เพื่อหนีน้ำจากการสร้างเขื่อนอัสวาน
ทันทีที่ก้าวขึ้นจากท่าเรือ .. ภาพเสาหินขนาดใหญ่ ผนังแกะสลัก และวิหารหินสีทองอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปกว่าสองพันปี
แต่ก่อนที่เราจะก้าวผ่านประตูวิหาร ลองหลับตา แล้วจินตนาการย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน…
The Sacred Island of Isis
ในยุคนั้น เกาะเล็ก ๆ กลางแม่น้ำไนล์แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้แสวงบุญ เรือสินค้าจากอียิปต์ตอนเหนือและนูเบียทยอยเข้ามาเทียบท่า นักบวชในชุดลินินสีขาวเดินขวักไขว่ กลิ่นกำยานลอยอบอวลทั่วลานวิหาร เสียงสวดมนต์ดังแว่วมาตามสายลม
ที่นี่มิใช่เพียงศาสนสถาน หากแต่เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวอียิปต์มายาวนานหลายศตวรรษ
วิหารฟิเลมิได้ถูกสร้างขึ้นเพียงครั้งเดียว
จุดเริ่มต้นของศาสนสถานบนเกาะแห่งนี้ย้อนกลับไปถึงสมัยของฟาโรห์ Taharqa แห่งราชวงศ์ที่ 25 ราว 690–664 ปีก่อนคริสตกาล
ต่อมา ฟาโรห์ Nectanebo I (Nakhtnebef) แห่งราชวงศ์ที่ 30 ได้สร้างศาลเจ้าสำหรับเทพีไอซิสขึ้นทางตอนใต้ของเกาะ
.. แต่สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลงานของกษัตริย์ราชวงศ์ปโตเลมี และจักรพรรดิโรมัน ซึ่งร่วมกันก่อสร้างเพิ่มเติมต่อเนื่องกว่า 400 ปี จนกลายเป็นหนึ่งในวิหารยุคกรีก–โรมันที่งดงามที่สุดของอียิปต์
หลังจากอเล็กซานเดอร์มหาราชพิชิตอียิปต์ และเกิดราชวงศ์กรีกปโตเลมี (Ptolemaic Dynasty) วิหารแห่งนี้ก็ได้รับการขยายครั้งใหญ่ จนกลายเป็นศูนย์กลางการบูชาเทพีไอซิสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคกรีก–โรมัน
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเดินชมวิหาร เราจะเห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมอียิปต์ผสมผสานกับศิลปะแบบกรีกและโรมันได้อย่างกลมกลืน
ฟาโรห์ปโตเลมีหลายพระองค์ รวมถึงจักรพรรดิโรมันหลายพระองค์ ต่างร่วมกันสร้าง เสริม และตกแต่งวิหารแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
... แต่แม้ว่าผู้ปกครองจะเปลี่ยนจากอียิปต์ เป็นกรีก และโรมัน แต่เทพีไอซิสยังคงได้รับการเคารพบูชาไม่เสื่อมคลาย
สำหรับชาวอียิปต์โบราณ เกาะฟิเลเป็นดินแดนของ เทพีไอซิส
ส่วนเกาะ Biga ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน
เชื่อว่าเป็นสถานที่ฝังพระศพของ โอซิริส พระสวามีของพระนาง และยังเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์
ทุก ๆ สิบวัน นักบวชจะอัญเชิญรูปเคารพของเทพีไอซิสลงเรือศักดิ์สิทธิ์ แล่นข้ามสายน้ำมายังเกาะ Biga เพื่อให้พระนางได้พบกับพระสวามีอีกครั้ง
พิธีนี้เป็นหนึ่งในพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอียิปต์โบราณ
Philae Temple เป็นวิหารที่อุทิศแด่ เทพีไอซิส (Isis) ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก
.. เทพีแห่งความรัก ความเป็นแม่ เวทมนตร์ การรักษา และความอุดมสมบูรณ์
ตำนานของพระนางคือเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของอารยธรรมอียิปต์
The Sacred Voyage of Isis
ลองจินตนากานึงความยิ่งใหญ่ งดงามของภาพขบวนเรือศักดิ์สิทธิ์ที่ค่อย ๆ แล่นเหนือผืนน้ำไนล์ ท่ามกลางนักบวช ผู้ถือธง และเสียงสวดมนต์
... คงเป็นภาพที่งดงามที่สุดภาพหนึ่งของโลกยุคโบราณ
การกำเนิดของเทพฮอรัส
ภายในวิหารฟิเล มีอาคารหลังเล็กที่เรียกว่า Mammisi หรือ “บ้านแห่งการประสูติ” สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของ เทพฮอรัส ซึ่งผู้อ่านที่ติดตามซีรีส์ Egypt มาตั้งแต่ต้น คงคุ้นเคยกับตำนานนี้เป็นอย่างดี
หลังจากโอซิริสถูกเซธสังหาร เทพีไอซิสได้รวบรวมพระวรกายของพระสวามี ก่อนจะให้กำเนิดฮอรัส ผู้เติบโตขึ้นเพื่อทวงคืนความยุติธรรม และกลายเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ทุกพระองค์แห่งอียิปต์
ผนังวิหารฟิเลยังคงบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไว้ด้วยภาพสลักอันงดงาม
The Birth of Horus
ภาพที่เราเห็นในวันนี้คือการจำลองเหตุการณ์ตามตำนานอียิปต์โบราณ เมื่อเทพีไอซิสทรงอุ้มพระโอรสฮอรัสไว้ในอ้อมแขน ท่ามกลางเทพีฮาธอร์ นักบวช และเครื่องบูชา
ฉากแห่งความอ่อนโยนนี้ ตัดกับมหากาพย์การต่อสู้ของฮอรัสกับเซธที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา
วิหารที่เคยมีชีวิต .. เมื่อเดินผ่านแนวเสาหินอันยิ่งใหญ่ หลายคนอาจรู้สึกว่าวิหารแห่งนี้เงียบสงบ แต่แท้จริงแล้ว เมื่อสองพันปีก่อน ที่นี่เต็มไปด้วยชีวิต
.. เสียงพิณ เสียงขลุ่ย กลิ่นกำยาน นักบวช ผู้แสวงบุญ และพิธีกรรมที่ดำเนินอยู่แทบทุกวัน
ผนังทุกด้านที่เราเห็นในวันนี้ ต่างเคยเป็นฉากหลังของพิธีศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น
Festival at Philae
ภายในวิหารยังมีแท่นหินแกรนิตขนาดใหญ่ .. เดิมแท่นแห่งนี้ใช้ประดิษฐาน “เรือศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งบรรจุรูปเคารพของเทพีไอซิส
เมื่อถึงวันประกอบพิธี นักบวชจะอัญเชิญเรือองค์นี้ออกแห่ไปรอบวิหาร เพื่ออวยพรให้แม่น้ำไนล์นำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่ผู้คน
ปัจจุบัน รูปเคารพและวัตถุศักดิ์สิทธิ์หลายชิ้นไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว บางส่วนถูกมอบเป็นของขวัญแก่ประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมช่วยอียิปต์อนุรักษ์โบราณสถานในช่วงการสร้างเขื่อนอัสวาน
เหลือเพียงแท่นหินแกรนิตที่ยังคงตั้งอยู่ ณ จุดเดิม เป็นพยานแห่งพิธีกรรมเมื่อหลายพันปีก่อน
ภาพจินตนาการนี้ทำให้เราเห็นลานวิหารที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผู้คนสวมชุดลินินสีขาว นักดนตรี นักบวช และประชาชนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลของเทพีไอซิส
เมื่อมองภาพนี้ แล้วหันกลับมามองภาพของกำแพงหินที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า ทุกก้อนหินล้วนเคยเป็นพยานของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่
แทบทุกผนัง คือภาพสลักนูนต่ำที่ยังคมชัดอย่างน่าอัศจรรย์ ... เหมือนภาพสลักที่ยังมีชีวิตแม้เวลาจะผ่านมากว่าสองพันปี
... เส้นผม เครื่องทรง สร้อยพระศอ และอักษรเฮียโรกลิฟิก ยังคงงดงามราวกับเพิ่งแกะสลักเสร็จเมื่อไม่นานมานี้
ภาพส่วนใหญ่เป็นพิธีถวายเครื่องบูชาแด่เทพีไอซิส เทพโอซิริส และเทพฮอรัส
หลายภาพแสดงเหตุการณ์สำคัญในตำนาน เช่น
* การประสูติของเทพฮอรัส
* การถวายเครื่องหอม ดอกบัว และอาหารแด่เทพเจ้า
* การเฉลิมฉลองการกำเนิดของฮอรัส
* พิธีสวมมงกุฎให้เทพฮอรัส (The Crowning of Horus)
พระพักตร์ของเทพีไอซิสที่เห็นอยู่ทั่วทั้งวิหาร เปี่ยมไปด้วยความสงบนิ่งและความเมตตา จนรู้สึกราวกับพระนางกำลังเฝ้ามองผู้มาเยือนทุกคนอยู่เสมอ
จากวิหารโบราณสู่โบสถ์คริสต์
ในขณะที่ศาสนาอียิปต์โบราณค่อย ๆ เสื่อมลงทั่วประเทศ ... วิหารฟิเลกลับเป็นสถานที่ที่ยังคงประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าได้ยาวนานกว่าที่อื่น
แต่เมื่อจักรวรรดิโรมันรับคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิ จักรพรรดิ Justinian แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ ได้มีคำสั่งปิดวิหารในคริสต์ศตวรรษที่ 6
ต่อมาวิหารถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์คริสต์ถึงสี่แห่ง ... ภาพสลักหลายแห่งถูกสกัดทำลาย หรือแก้ไขให้สอดคล้องกับความเชื่อใหม่
ร่องรอยของศิลปะคริสต์ที่ถูกสลักทับบนผนังบางส่วน ยังปรากฏให้เห็นจนถึงปัจจุบัน เป็นหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านระหว่างสองศาสนา
วิหารที่เกือบสูญหายไปใต้สายน้ำ
หากมาเยือนเมื่อร้อยปีก่อน เราคงเห็นวิหารฟิเลจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลาหลายเดือนของทุกปี หลังการสร้างเขื่อนอัสวานแห่งแรก ..
และเมื่อมีโครงการสร้างเขื่อนอัสวานสูง วิหารแห่งนี้ก็เกือบจะหายไปตลอดกาล
UNESCO จึงร่วมกับนานาชาติ ดำเนินโครงการยักษ์ระหว่างปี ค.ศ.1972–1980
วิหารทั้งหลังถูกตัดออกเป็นก้อนหินกว่า 40,000 ก้อน แต่ละก้อนถูกบันทึกตำแหน่งอย่างละเอียด ก่อนจะเคลื่อนย้ายมายังเกาะ Agilkia ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำ แล้วประกอบกลับขึ้นใหม่ทุกก้อน
สิ่งที่เราเดินชมอยู่ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงโบราณสถาน แต่เป็นหนึ่งในโครงการอนุรักษ์มรดกโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
Saving Philae
เมื่อมองภาพนี้ เราอาจเข้าใจได้ว่า เหตุใดวิหารฟิเลจึงยังคงยืนหยัดอยู่จนถึงปัจจุบัน
หากไม่มีความร่วมมือของผู้คนจากทั่วโลก … เราคงไม่มีโอกาสได้มายืนอยู่ท่ามกลางเสาหินเหล่านี้ หรือชื่นชมภาพสลักของเทพีไอซิสที่ยังคงงดงามราวกับเพิ่งแกะสลักเมื่อวาน
วิหารฟิเลจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของอียิปต์โบราณ .. แต่เป็นเรื่องราวของ ศรัทธา ที่ดำรงอยู่ยาวนานกว่าสองพันปี ของ ความรัก ระหว่างไอซิสกับโอซิริส ที่กลายเป็นตำนานอมตะ
.. และของ ความร่วมมือของมนุษยชาติ ที่ช่วยกันรักษามรดกอันล้ำค่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม
วันนี้…เมื่อเรือแล่นออกจากเกาะอีกครั้ง ภาพเสาหินค่อย ๆ เลือนหายไปตามสายน้ำไนล์ แต่เรื่องราวของวิหารฟิเลยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ราวกับว่าเทพีไอซิสยังคงเฝ้ามองผู้มาเยือนทุกคนจากเกาะศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อยู่เสมอ
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย