23 ก.ค. เวลา 18:43 • ท่องเที่ยว
ตลาดสำเพ็ง

ใต้เงาผ้าใบและเส้นด้ายแห่งความปลอดภัย

เสียงชีพจรใต้หลังคาผ้าใบ หากกรุงเทพมหานครคือร่างกายที่มีเส้นเลือดใหญ่เป็นถนนสายหลัก "สำเพ็ง" ก็คงเปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจฐานรากมาอย่างยาวนาน เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ตรอกซอยของย่านการค้าแห่งนี้ สิ่งแรกที่ปะทะความรู้สึกไม่ใช่เพียงเสียงจอแจของการต่อรองราคา แต่คือบรรยากาศที่ถูกบีบอัดด้วยสสารนับพันชนิด ร่มผ้าใบสีฟ้าสลับขาวกางเกยกันจนแทบไม่เห็นแสงอาทิตย์
ลูกโป่งหลากสี ของเล่นพลาสติก และลังกระดาษถูกจัดวางซ้อนกันสูงท่วมหัว
ในฐานะนักเดินทางที่เข้ามาสำรวจพื้นที่ ผมถูกกลืนหายไปในกระแสคลื่นมนุษย์ที่ไหลเวียนไปตามทางเดินแคบๆ ที่กว้างไม่ถึงสองเมตร ผู้คนเดินเบียดไหล่ คนเข็นรถเข็นส่งของต้องตะโกนขอทางเป็นระยะ ความคึกคักนี้คือเสน่ห์ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลในแต่ละวัน แต่มันก็ซ่อนคำถามที่น่าหนักใจเอาไว้ใต้ร่มเงาที่แออัดนั้น... หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา พื้นที่แห่งนี้จะรับมืออย่างไร?
ก้าวเท้าสู่เขาวงกต - เมื่อพื้นที่เศรษฐกิจเบียดทับพื้นที่ชีวิต
ผมหยุดยืนสังเกตการณ์ที่ทางแยกเล็กๆ กลางตลาด อากาศในนี้ร้อนอบอ้าวและนิ่งสนิทเนื่องจากไม่มีลมพัดผ่าน การกางผ้าใบและร่มเพื่อบังแดดบังฝน แม้จะช่วยปกป้องสินค้า แต่มันกลับทำหน้าที่เสมือนฝาชีที่กักเก็บความร้อนและปิดกั้นการระบายอากาศ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดเมื่อมองไปรอบตัวคือ "ข้อจำกัดเชิงพื้นที่" (Spatial Constraint) สินค้าถูกแขวนห้อยลงมาจากโครงเหล็กและหลังคาชั่วคราว บางร้านวางตะกร้าและเก้าอี้พลาสติกสีเขียวล้ำออกมาในพื้นที่สัญจร เมื่อบวกกับปริมาณคนที่หนาแน่น ทางเดินที่แคบอยู่แล้วจึงแทบไม่เหลือช่องว่าง
ในมุมมองของการพัฒนาเมืองตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 11: Sustainable Cities and Communities)
เมืองหรือชุมชนที่ยั่งยืนจะต้องมีความปลอดภัย เข้าถึงได้ และมีภูมิต้านทานต่อภัยพิบัติ (Resilience) แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือขั้วตรงข้าม ความแออัดนี้ทำให้สำเพ็งกลายเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูงมาก หากเกิดวิกฤตขึ้นมา
วินาทีวิกฤต - คำถามที่ไม่มีใครอยากหาคำตอบ
ลองจินตนาการถึงสถานการณ์จำลองที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นจริง: จู่ๆ มีประกายไฟหล่นลงมาจากสายไฟที่พันกันยุ่งเหยิงด้านบน หรือมีลูกค้าวัยกลางคนเกิดอาการฮีทสโตรก (Heatstroke) ล้มหมดสติอยู่กลางซอย
คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวทันทีคือ... "ความช่วยเหลือจะเข้ามาถึงได้อย่างไร?"
การเข้าถึงของหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน: รถพยาบาลไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ส่วนลึกของตลาดได้แน่นอน เปลหามผู้ป่วยจะเคลื่อนที่ผ่านฝูงชนและสิ่งกีดขวางในทางเดินกว้าง 1.5 เมตรได้อย่างไร? ทุกๆ นาทีที่เสียไปกับการเคลียร์ทาง หมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตที่เพิ่มขึ้น
อัคคีภัย: สินค้าในสำเพ็งส่วนใหญ่เป็นพลาสติก ผ้า และกระดาษ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี หากเกิดเพลิงไหม้ ร่มและผ้าใบที่กางติดกันจะเป็นสะพานไฟที่ทำให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว รถดับเพลิงเข้าไม่ได้ สายฉีดน้ำอาจลากเข้าไปไม่ถึง และที่สำคัญที่สุด... เส้นทางอพยพหนีไฟ (Evacuation Route) อยู่ที่ไหน?
เมื่อมองหาป้ายบอกทางออกฉุกเฉิน หรือถังดับเพลิงที่ติดตั้งในจุดที่หยิบจับง่าย กลับพบว่ามันถูกกลืนหายไปกับกองสินค้า หรือแทบไม่มีอยู่เลยในบางจุด ปัญหาความปลอดภัยเหล่านี้ถูกมองข้ามมาโดยตลอด เพียงเพราะคำว่า "มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว"
เสียงสะท้อนและรากเหง้าของปัญหา
ทำไมปัญหาความแออัดและเสี่ยงภัยนี้จึงฝังรากลึก? จากการสังเกตและพูดคุยกับผู้คนในพื้นที่ (สมมุติฐานเชิงสังคมวิทยา) ปัญหาไม่ได้เกิดจากความมักง่าย แต่เกิดจาก "การต่อสู้เพื่อปากท้อง" ในพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงลิบลิ่ว
ตารางนิ้วคือเงินทอง: ทุกพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสหมายถึงโอกาสในการขายของ การขยับของเข้ามาเก็บในร้านหมายถึงการสูญเสียพื้นที่โชว์สินค้า พ่อค้าแม่ค้าจึงพยายามขยายอาณาเขตของตนออกมาให้มากที่สุด
โครงสร้างที่ไร้การออกแบบร่วมกัน: ต่างคนต่างกางร่ม ต่างคนต่างต่อเติมหลังคา
ผ้าใบของตนเองโดยไม่มีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องระดับความสูงหรือวัสดุ ทำให้โครงสร้างด้านบนกลายเป็นโดมผ้าใบที่ปิดทึบและเป็นอันตราย
การผ่อนปรนของกฎระเบียบ: เจ้าหน้าที่อาจมองเห็นปัญหา แต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับมวลชนที่ทำมาหากิน
จึงเกิดสภาพการปล่อยปละละเลย (Status Quo) ที่รอคอยวันปะทุ
ทางออกที่ยั่งยืน - จัดระเบียบเพื่ออยู่รอด ไม่ใช่เพื่อลบเลือน (Solutions)
การแก้ปัญหาชุมชนการค้าเก่าแก่เช่นสำเพ็ง ไม่ใช่การนำรถแทรกเตอร์มาไถทิ้งแล้วสร้างห้างสรรพสินค้าติดแอร์ เพราะนั่นคือการทำลายวิญญาณของสถานที่ แต่การบรรลุเป้าหมาย SDG 11 ต้องการการออกแบบพื้นที่ (Urban Design) และการจัดการที่ประนีประนอมระหว่าง "ความปลอดภัย" และ "เศรษฐกิจ"
เพื่อให้สำเพ็งไปต่อได้ในระยะยาว นี่คือข้อเสนอและแนวทางแก้ไขที่ควรเกิดขึ้น
การกำหนด "เส้นสีแดง" (Red Line Zoning)
Action: ตีเส้นบนพื้นทางเดินอย่างชัดเจน ห้ามมิให้มีการวางสินค้าหรือสิ่งกีดขวางใดๆ ล้ำเส้นนี้เข้ามาโดยเด็ดขาด เพื่อการันตีว่าทางเดินจะมีความกว้างขั้นต่ำ (เช่น 1.5 - 2 เมตร) เสมอ
Impact: ทำให้คนเดินช้อปปิ้งได้สะดวกขึ้น ลดความแออัด และที่สำคัญคือเปิดทางให้รถเข็นกู้ชีพหรือทีมผจญเพลิงขนาดเล็กสามารถสัญจรได้ในกรณีฉุกเฉิน
2. เปลี่ยนโดมผ้าใบ เป็น "หลังคาชุมชนระบายอากาศ"
Action: รณรงค์หรือจัดสรรงบประมาณร่วมกันระหว่างเทศบาลและเจ้าของตลาด ในการรื้อถอนร่มและผ้าใบที่กางสะเปะสะปะ แล้วออกแบบโครงสร้างหลังคาโปร่งแสงส่วนกลาง (Canopy) ที่ใช้วัสดุกันไฟลาม (Fire-retardant) มีช่องระบายอากาศ (Ventilation louvers) และยกสูงพ้นระยะสายไฟ
Impact: ลดการสะสมความร้อน ทำให้ตลาดสว่างขึ้น ลดการใช้ไฟส่องสว่าง และตัดวงจรสะพานไฟหากเกิดเพลิงไหม้
3. จัดระเบียบสายไฟและระบบดับเพลิงชุมชน
Action: นำสายไฟและสายสื่อสารที่รกรุงรังลงใต้ดิน หรือจัดระเบียบใส่ท่อร้อยสายไฟที่ปลอดภัย ติดตั้งระบบตรวจจับควันและถังดับเพลิงเคมีแห้งในจุดที่มองเห็นชัดเจนทุกๆ ระยะ 20 เมตร พร้อมฝึกอบรมพ่อค้าแม่ค้าให้เป็น "อาสาสมัครตอบโต้เหตุฉุกเฉินเบื้องต้น"
Impact: เปลี่ยนผู้เช่าพื้นที่ให้กลายเป็นแนวร่วมในการรักษาความปลอดภัย เพราะทรัพย์สินที่เสี่ยงที่สุดคือสินค้าของพวกเขาเอง
4. คณะกรรมการจัดการพื้นที่ (Community-based Management)
Action: การบังคับจากภาครัฐอาจไม่ยั่งยืนเท่าการตั้งกติกาชุมชน พ่อค้าแม่ค้าต้องรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบกันเอง (Peer Monitoring) หากร้านไหนวางของล้ำเส้น ชุมชนต้องมีมาตรการตักเตือนกันเองก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงมาจัดการ
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ผ้าใบ
ขณะที่ผมเดินหลุดออกมาจากแนวผ้าใบผืนสุดท้ายของสำเพ็ง แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมาทำให้รู้สึกเหมือนได้สูดหายใจเต็มปอดอีกครั้ง สำเพ็งยังคงเปี่ยมไปด้วยพลังงานและชีวิตชีวา มันคือแหล่งทำมาหากินที่หล่อเลี้ยงครอบครัวนับพัน และเป็นหมุดหมายของนักจับจ่าย
แต่ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่สามารถเติบโตได้บนความเสี่ยง หากเรายังคงเพิกเฉยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน วันหนึ่งกลไกทางเศรษฐกิจตรงนี้อาจพังทลายลงในพริบตาเดียว
การแก้ปัญหาสำเพ็งไม่ใช่การลบภาพจำที่วุ่นวาย แต่คือการจัดระเบียบความวุ่นวายนั้นให้อยู่ภายใต้โครงสร้างที่ปลอดภัย การตระหนักรู้และร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและชุมชนเท่านั้น ที่จะทำให้ "ตลาดสำเพ็ง" ก้าวไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ยั่งยืนตามหลัก SDG 11 ได้อย่างแท้จริง เป็นพื้นที่ที่ไม่เพียงแต่สร้างความมั่งคั่ง แต่ยังปกป้องชีวิตของทุกคนที่ก้าวเท้าเข้ามาใต้ร่มเงาของมัน. #SPUCAหนีเรียนไปเที่ยว
โฆษณา