Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
25 ก.ค. เวลา 06:56 • หนังสือ
บทที่ 312
ตอนที่นางกำลังจะจากไป จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าแปลกหน้าดังขึ้นจากด้านนอก
สัญชาตญาณทำให้นางรีบหลบซ่อนตัว เข้าไปอยู่ในอุโมงค์ลับด้านหลังร่างของบิดามารดา และก็ในวันนั้นเอง นางได้ยินเรื่องที่ไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
การบูชายัญ
การเปลี่ยนชะตา
ชีวิตผู้คนทั้งเมืองเฮยสุ่ยเป่า
คนทั้งตระกูลอินกว่าร้อยชีวิต ล้วนเป็นเครื่องสังเวย
นางยังได้ยินพวกเขาพูดอีกว่า...
นางคือ จุดศูนย์กลางของค่ายกล
เจ้าของเสียงนั้น นางจำได้
เป็นแม่ทัพโหยวจีที่น้องชายพากลับมา
คนเดียวกับที่ออกคำสั่งสังหารคนทั้งตระกูลอิน
เขามาที่นี่เพื่อตามหาภาพเหมือนของนาง และยังนำภาพวาดที่บิดาเป็นผู้วาดให้นางด้วยมือตนเองติดตัวไป
หลังจากคนพวกนั้นจากไป นางก็ใช้ไฟเผาใบหน้าของตนเองไปครึ่งซีก
กุยเหนียงจื่อหงายกายนอนลงบนตั่งงาม น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
นางล้วงหยกครึ่งซีกออกมาจากอกเสื้อ กำมันไว้แน่นเสียจนแทบจะแตก
ริมฝีปากของกุยเหนียงจื่อขยับแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความแค้นอันเข้มข้น
“ในที่สุด...ข้าก็หาเจ้าพบแล้ว!”
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“กุยเหนียง เจ้าอยู่หรือไม่?”
กุยเหนียงจื่อใช้ฝ่ามือเช็ดน้ำตาตรงพวงแก้ม แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ข้าอยู่”
นางใช้นิ้วเกี่ยวผ้าคลุมหน้าขึ้นมาสวมดังเดิม ก่อนลุกจากตั่งงามไปเปิดประตู
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกคือ ถิงเหลียน นางพักอยู่ห้องข้าง ๆ และกำลังยิ้มหวานให้นาง
“จางพัวจื่อมาเรียกพวกเรา บอกให้ไปที่โถงด้านหน้า”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“เหมือนว่าทางการจะมาเรียกรายชื่อพวกนักดนตรีหญิงน่ะ” ทิงเหลียนเองก็งุนงง “หรือว่ากองสังคีตของทางการกำลังขาดคน?”
นางมีใบหน้างดงามสะดุดตา น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล
“ถึงอย่างไรกองสังคีตก็ไม่ใช่ที่น่าอยู่หรอก พวกเราอย่างตอนนี้ อยากไปร้องเพลงที่ไหนก็ไป แบบนี้ต่างหากที่สบายที่สุด”
ระหว่างพูด นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดผืนหนึ่งกับขวดกระเบื้องเล็กขนาดเท่าข้อนิ้วออกมา
หลังเขย่าขวดเบา ๆ ก็เทยาที่อยู่ข้างในลงบนผ้า
“นี่”
ทิงเหลียนยื่นผ้าให้ พลางกล่าวเสียงอ่อนหวาน
“ปิดตาไว้สักครู่ เดี๋ยวก็หายแดงแล้ว”
นางไม่ได้ถามเลยว่าเหตุใดกุยเหนียงจื่อจึงร้องไห้
“ถ้าไปช้าแล้วทำให้พวกทหารทางการไม่พอใจ จะไม่ดีเอา”
กุยเหนียงจื่อใช้ผ้าปิดดวงตา ขณะที่ทิงเหลียนจูงมือนางเดิน นำทางไปยังโถงด้านหน้า
เมื่อเดินผ่านสวนเล็กที่ยังคงมีร่องรอยความเสียหายอยู่ไม่น้อย ก็เห็นทหารของทางการกำลังรออยู่ในโถงใหญ่ของหอเทียนซี
กุยเหนียงจื่อลดผ้าลงจากดวงตา
ร่องรอยเส้นเลือดแดงและคราบน้ำตาหายไปจนหมดสิ้น
“ชุดเฟยอวี๋!”
ทิงเหลียนกระซิบข้างหูนางด้วยเสียงแผ่ว
“เป็น...องครักษ์เสื้อแพรหรือ?!”
น้ำเสียงอ่อนหวานของนางสั่นเล็กน้อย
“...เหตุใดถึงกับดึงองครักษ์เสื้อแพรมาด้วย คนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะนั่น...เหมือนจะเป็นขันทีในวัง”
---
กุยเหนียงจื่อเองก็กำลังมองอยู่เช่นกัน
ปฏิกิริยาแรกของนางคือคิดว่า คนของท่านอ๋องจิ้นถูกส่งมา
แต่เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนความคิด
หากเพียงต้องการจับนาง คงไม่จำเป็นต้องระดมกำลังถึงเพียงนี้
สำหรับอ๋องผู้ทรงอำนาจ หากคิดจะจับตัวนาง ก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
นักดนตรีหญิงที่มาบรรเลงในหอเทียนซีมีอยู่ยี่สิบกว่าคน ต่างทยอยมารวมตัวกันครบทุกคน ยืนรออยู่ในโถงใหญ่ที่ไม่กว้างไม่แคบนัก มองหน้ากันไปมาอย่างสับสน
แม้จะทาแป้งแต่งหน้าไว้เพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดความหวาดหวั่นบนใบหน้าได้
ทิงเหลียนกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
นางเคยได้ยินว่า องครักษ์เสื้อแพรมีหน้าที่จับกุมอาชญากรตัวฉกาจ แล้วเหตุใดจึงมาสอบสวนพวกนักดนตรีหญิงเช่นพวกนางเล่า?
กุยเหนียงจื่อกล่าวอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรหรอก พวกเราไม่ได้ก่อเรื่องผิดกฎหมายเสียหน่อย”
“ใต้เท้าขอรับ คนมาครบแล้ว”
เถ้าแก่กล่าวอยู่ด้านข้าง
“ทั้งหมดมีสิบแปด...เอ๊ย ยี่สิบแปดคน เป็นนักดนตรีหญิงทั้งหมดของหอเทียนซี”
เขารีบกล่าวย้ำอีกประโยคหนึ่ง
“พวกนางเพียงร้องเพลงบรรเลงดนตรี ไม่ขายตัว และไม่รับงานดี่มเป็นเพือนแขก”
นายกองแห่งองครักษ์เสื้อแพรมีใบหน้าดุดัน เขากวาดตามองทุกคน ก่อนส่งสัญญาณให้ลูกน้องเรียกพวกนางเข้าไปสอบถามทีละคนเป็นการส่วนตัว
กุยเหนียงจื่อยืนรออย่างเงียบสงบ
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ นางก็รู้สึกหนาวเย็นจับใจ
ทั้งที่ยังไม่ถึงยามอาทิตย์อัสดง เหตุใดจึงหนาวเย็นถึงเพียงนี้?
เมื่อเห็นฝ่ามือของนางเย็นเฉียบ ทิงเหลียนนึกว่านางกำลังหวาดกลัว จึงแอบไปถามพี่สาวที่ยืนอยู่ด้านหน้า
หลังพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ นางก็หันกลับมากล่าวกับกุยเหนียงจื่อ
“พี่อิ๋งอิ๋งบอกว่าไม่ต้องกลัว ช่วงหลายวันนี้ทางการตรวจสอบนักดนตรีหญิงไปไม่น้อยแล้ว ทั้งหอนางโลม โรงคณิกา รวมถึงสถานที่ครึ่งบังม่าน ต่างก็มีองครักษ์เสื้อแพรเข้าไปตรวจสอบทีละแห่ง”
กุยเหนียงจื่อหนาวเสียจนแทบทนไม่ไหว แต่ก็ยังยิ้มบาง ๆ แล้วเอียงศีรษะกล่าวเสียงเบา
“ดูเหมือน...กำลังตามหาคนอยู่”
นางสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่องครักษ์เสื้อแพรเรียกใครเข้าไป พวกเขาจะเทียบกับภาพวาดในมือก่อน แล้วจึงซักถามทีละข้อ
ขณะเดียวกัน ขันทีที่นั่งอยู่หลังโต๊ะก็จะจดบันทึกทุกอย่างลงไป
“เจ้าพูดถูกจริง ๆ”
“ห้ามพูด!”
องครักษ์เสื้อแพรตวาดเสียงดังอย่างดุดัน
ทิงเหลียนรีบยืนตัวตรง ก่อนเอื้อมมือไปจับมืออันเย็นเฉียบของกุยเหนียงจื่อไว้
ไม่นานก็ถึงคิวของทิงเหลียน
ตอนเดินเข้าไป นางยังดูตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่เมื่อเดินออกมาก็ยิ้มให้กุยเหนียงจื่อ ราวกับจะบอกว่า ไม่ต้องกังวล ไม่มีอะไร
กุยเหนียงจื่อจัดชายแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนก้าวเดินเข้าไปเช่นกัน
นางหยุดยืนห่างจากพวกเขาสามก้าว แล้วค้อมกายทำความเคารพอย่างงดงามและอ่อนช้อย
ทหารองครักษ์เสื้อแพรจับจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นชา
“ถอดผ้าคลุมหน้าออก”
กุยเหนียงจื่อยกมือปลดผ้าคลุมหน้า เผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่าสะพรึงที่ปกคลุมใบหน้า แม้แต่ทหารองครักษ์เสื้อแพรก็ยังอดเบือนสายตาไม่ได้
หากไร้รอยแผลนั้น ความงามของนางย่อมเรียกได้ว่างดงามล่มเมือง แต่บัดนี้...
น่าเสียดายเหลือเกิน
เขาเทียบใบหน้าของนางกับภาพเหมือนในมือ ภาพนั้นเป็นเด็กสาววัยสิบเอ็ดสิบสองปี ก่อนจะถามไปตามระเบียบ
“ชื่อ”
“กุยโหยวเหนียง”
“อายุ”
“เกิดปีไท่หยวนที่แปด เดือนเก้า”
“เป็นคนที่ใด”
กุยเหนียงจื่อไม่เคยคิดปิดบังภูมิลำเนาของตน
นางรู้ดีว่า ‘จุดศูนย์กลางของค่ายกล’ อย่างตนสำคัญเพียงใด หลายปีมานี้นางเดินทางไปทั่วแผ่นดินในฐานะนักดนตรีหญิง ส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ให้คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องเมื่อครั้งอดีตปรากฏตัว
“ยงโจว เมืองเฮย...”
ริมฝีปากของกุยเหนียงจื่อสั่นระริก
หนาว...
หนาวเหลือเกิน...
นางเริ่มสั่นเทิ้มทั้งร่างอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างกายโอนเอนไปมา สายตามืดดำเป็นระลอก
ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่กำลังซักถามเห็นเพียงว่านางนิ่งงัน ไม่ตอบคำถาม
ชั่วอึดใจต่อมา นางก็ล้มคว่ำลงกับพื้น หมดสติไม่ไหวติง
เขาตกใจ รีบก้มลงตรวจลมหายใจ ก่อนหันไปรายงาน
“ยังหายใจอยู่ขอรับ หรือจะเป็นโรคเก่ากำเริบ?”
นายกองขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“ปลุกนางขึ้นมา”
ทิงเหลียนยืนรอกุยเหนียงจื่ออยู่ด้านนอก พอเห็นนางล้มลง ใบหน้าก็ซีดเผือดทันที กลัวว่าทหารองครักษ์เสื้อแพรจะรู้สึกว่าถูกลบหลู่เพราะนางหมดสติกะทันหัน
ทิงเหลียนกัดฟันแน่น รีบหาเหตุผลขึ้นมากล่าว
“ท่าน...ท่านเจ้าคะ นาง...นางมีไข้เจ้าค่ะ ป่วยมาหลายวันแล้ว”
แม้น้ำเสียงจะสั่นเทา แต่นางก็ยังฝืนพูดต่อ
“ท่านเจ้าคะ...ให้บ่าวพานางลงไปพักก่อนได้หรือไม่...”
“เจ้าว่าป่วยก็ป่วยหรือ? องครักษ์เสื้อแพรปฏิบัติราชการ จะยอมให้พวกเจ้ามาก่อกวนได้อย่างไร!”
นายร้อยแค่นเสียงเย็น ใบหน้าดุดันที่เต็มไปด้วยเนื้อทำให้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
ในสายตาเขา นักดนตรีหญิงพวกนี้ชอบเสแสร้งที่สุด
หรือคิดจะทำท่า ‘ไซซีเอามือกุมอก’ เพื่อยั่วยวนผู้คนกันแน่?
ทิงเหลียนตัวสั่นไปทั้งร่าง แต่ก็ยังไม่ยอมถอย
“ทะ...ท่านเจ้าคะ นางป่วยจริง ๆ... บ่าวสนิทกับนาง หากท่านจะถามอะไร ถามบ่าวแทนนางก็ได้เจ้าค่ะ”
“นักดนตรีหญิงคนหนึ่งยังคิดจะมาต่อรองกับข้า? ลากออกไป โบย...”
นายกองชี้ไปยังกุยเหนียงจื่อ เขาอยากรู้ให้เห็นกับตาว่า ป่วยจริงหรือแกล้งป่วย
ถึงจะป่วย ก็ต้องลุกขึ้นมาตอบคำถามให้เสร็จก่อน จะตายค่อยตาย!
“เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ!”
องครักษ์เสื้อแพรอีกคนรีบดึงแขนเขาไว้ พลางกระซิบเสียงต่ำ
“คำของใต้เท้าเซิ่ง ท่านลืมแล้วหรือ?”
นายกองสะดุ้งเฮือกทันที
เขาพลันนึกขึ้นได้ว่า เซิ่งเจียงเคยกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามาลงทะเบียนนักดนตรีหญิงเหล่านี้ ห้ามพูดจาหยาบคาย ห้ามแตะเนื้อต้องตัว ห้ามวางตัวไม่เหมาะสม และยิ่งห้ามข่มขู่หรือทำร้ายผู้ใดเด็ดขาด
เซิ่งเจียงติดตามรับใช้คนผู้นั้นมานาน วิธีการเฉียบขาด โหดเหี้ยม และไม่เคยไว้หน้าใคร ภายในหน่วยองครักษ์เสื้อแพร แม้แต่ผู้บัญชาการยังต้องหลีกทางให้เขาสามส่วน
ยิ่งไปกว่านั้น เดือนก่อนเขาเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการ รอเพียงผู้บัญชาการคนปัจจุบันเกษียณสิ้นปี ก็จะขึ้นรับตำแหน่งแทน
แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงให้ความสำคัญกับนักดนตรีหญิงเหล่านี้นัก แต่หากกล้าขัดคำสั่งอย่างลับหลัง ชีวิตตนคงจบสิ้นแน่
นายกองรีบชักเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปกลับมา สีหน้าโกรธจัดฝืนบิดเป็นรอยยิ้มอัปลักษณ์ หัวเราะเสียงแหบแห้งสองที แล้วพยายามทำเสียงให้อ่อนโยนที่สุด
“อ้อ...อย่างนั้นเอง เช่นนั้นเจ้าก็พานางลงไปพักเถิด~”
เขายังตั้งใจลากเสียงท้ายให้สูงขึ้นอีกด้วย
“ขอบพระคุณท่านเจ้าค่ะ”
ทิงเหลียนนึกว่าจะต้องรับเคราะห์เสียแล้ว ไม่คิดเลยว่าองครักษ์เสื้อแพรจะพูดง่ายเช่นนี้ นางรีบยอบกายคำนับ ขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยรอยยิ้มจากใจจริง
ทิงเหลียนรีบเข้าไปพยุงกุยเหนียงจื่อ
ฝ่ามือของนางเย็นเฉียบ ริมฝีปากซีดขาว ทั้งร่างยังสั่นไม่หยุด ราวกับสวมเพียงเสื้อบาง ๆ ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง
เถ้าแก่รีบเรียกหญิงร่างใหญ่ผู้หนึ่งมาช่วยอุ้มกุยเหนียงจื่อออกไป
“เมื่อครู่นางบอกว่าเป็นคนที่ใดนะ?”
ขันทีผู้จดบันทึกเอ่ยถาม
“ยงโจว?”
นายร้อยได้ยินไม่ชัด จึงหันไปถามคนอื่น
“ยงโจวนั่นแหละ... แต่ต่อจากนั้นเหมือนจะพูดว่า ‘เฮย’ หรือ ‘ไห่’ อะไรสักอย่าง”
บางคนบอกว่า ‘เฮย’ บางคนบอกว่า ‘ไห่’ ไม่มีผู้ใดได้ยินคำสุดท้ายของนางชัดเจน
“รอนางฟื้นแล้วค่อยถามใหม่”
ดวงตาของนางคล้ายกับเด็กหญิงในภาพไม่น้อย
แต่ใบหน้านั้น...
ด้วยรอยแผลขนาดใหญ่เช่นนี้ จะดูออกได้อย่างไรว่าหน้าตาเหมือนหรือไม่
ไว้ถามใหม่ก็แล้วกัน
ขันทีพยักหน้า ก่อนร้องเรียก
“คนต่อไป”
นักดนตรีหญิงอีกคนก้าวเข้ามา และถูกซักถามทีละข้อเช่นเดียวกับก่อนหน้า
1
ทิงเหลียนให้หญิงร่างใหญ่พากุยเหนียงจื่อไปนั่งตากแดด แล้วเรียกเบา ๆ
“กุยเหนียง... กุยเหนียง...”
สติของกุยเหนียงจื่อยังแจ่มชัด
นางได้ยินเสียงเรียกของทิงเหลียนทุกคำ
นางอยากตอบ
แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก
แขนขาทั้งสี่ราวกับถูกโซ่เหล็กตรึงไว้แน่น ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย หน้าอกก็เหมือนถูกของหนักกดทับ แม้แต่การหายใจก็ยากลำบาก
ความเย็นเยียบสายหนึ่งแทรกซึมเข้าไปในอวัยวะภายในทั้งห้า แม้จะนั่งอยู่ใต้แสงแดดแรงกล้า ทั้งร่างก็ยังเย็นเฉียบ ราวกับศพที่ยังหายใจ
ความรู้สึกเช่นนี้...
แท้จริงแล้วกุยเหนียงจื่อไม่ใช่คนแปลกหน้า
มันเหมือนกับเมื่อครั้งที่นางกลับไปยังเมืองเฮยสุ่ยเป่าไม่มีผิด
ที่แห่งนั้นทำให้นางรู้สึกราวกับยืนอยู่ในยมโลก
ตั้งแต่ผิวหนัง อวัยวะภายใน จนลึกถึงไขกระดูก ล้วนถูกแช่แข็ง ราวกับมีภูตผีนับไม่ถ้วนกำลังเบียดบีบร่างของนาง
ยิ่งอยู่ที่นั่นนานเพียงใด ก็ยิ่งทรมานมากขึ้นเท่านั้น
ภายหลัง นางหลบซ่อนอยู่ในห้องลับ นอนซมอยู่ถึงสามวันเต็ม จึงค่อยขยับร่างกายได้
เด็กหญิงวัยสิบสองปีในตอนนั้น...
ครอบครัวถูกฆ่าล้างตระกูล ไร้บ้าน ไร้ที่พึ่งพิง...
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a62da1d7c84994cb1bf6b35
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a62dac8c5772dc844ad34d4
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย