26 ก.ค. เวลา 06:00 • ข่าวรอบโลก

ไขปริศนา 74 ปี พบซากเครื่องบินแพนแอม "Clipper Endeavor" ใต้แอตแลนติก

ทีมนักสำรวจพบซากเครื่องบินแพนแอม "Clipper Endeavor" บนพื้นมหาสมุทร หลังประสบอุบัติเหตุนอกเปอร์โตริโกเมื่อปี 1952 คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 52 ราย
ทีมนักสำรวจด้านประวัติศาสตร์การบินค้นพบซากเครื่องบินของสายการบินแพนอเมริกันเวิลด์แอร์เวส์ (Pan American Airways) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "แพน แอม" (Pan Am) ใต้มหาสมุทรแอตแลนติกนอกชายฝั่งประเทศเปอร์โตริโก หลังการหายไปอย่างลึกลับของเครื่องบินลำดังกล่าวกลายเป็นปริศนาที่ถูกพูดถึงมานานกว่า 74 ปี
จากการค้นพบ เครื่องบินลำดังกล่าวประสบอุบัติเหตุตกลงในมหาสมุทรนอกชายฝั่งเปอร์โตริโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 52 ราย
ซากเครื่องบินแพนแอม "Clipper Endeavor" ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก
มูลนิธิ Air/Sea Heritage Foundation ร่วมกับองค์กรหลายแห่ง รวมถึงรายการ Expedition Unknown ของช่อง Discovery Channel ค้นพบซากเครื่องบินแพนแอมที่มีชื่อว่า "Clipper Endeavor" บนพื้นมหาสมุทรแอตแลนติก นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของเปอร์โตริโกเมื่อเดือนที่ผ่านมา
การค้นพบครั้งนี้ยุติปริศนาที่ดำเนินมานานหลายสิบปีว่า เครื่องบินโดยสารแบบ Douglas DC-4 ตกลงและจมหายไป ณ จุดใด หลังประสบอุบัติเหตุไม่นานหลังทะยานออกจากเปอร์โตริโก เมื่อวันที่ 11 เมษายน ปี 1952
ขณะเกิดเหตุ เครื่องบินลำดังกล่าวมีผู้โดยสาร 64 คน และลูกเรือ 5 คน รวมทั้งหมด 69 คน โดยแม้ทุกคนจะรอดชีวิตจากแรงกระแทกในเบื้องต้น แต่มีผู้ได้รับการช่วยเหลือเพียง 17 คน ส่วนอีก 52 คนเสียชีวิตพร้อมกับเครื่องบินที่จมลงอย่างรวดเร็ว
ต่อมา เจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่า การที่ผู้โดยสารไม่ได้รับคำแนะนำด้านความปลอดภัยก่อนเครื่องขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมการบิน
รัส แมทธิวส์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Air/Sea Heritage Foundation กล่าวว่า ทีมงานทั้งตกตะลึงและยินดีกับการค้นพบ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถ่อมตนเมื่อนึกถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน
พบซากที่ความลึกราว 600 เมตร
ทีมสำรวจ ซึ่งมีบริษัท Deep Sea Vision เข้าร่วมด้วย ใช้ระบบโซนาร์ความละเอียดสูงค้นหาซากเครื่องบินบนพื้นมหาสมุทรที่ความลึกประมาณ 2,000 ฟุต หรือราว 610 เมตร เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน
ทีมงานได้รับความช่วยเหลือโดยบังเอิญจากเรือวิจัยลำหนึ่ง ซึ่งติดตั้งระบบโซนาร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเดินทางผ่านบริเวณที่ทีมสำรวจจำกัดพื้นที่ค้นหาไว้พอดี
เรือวิจัยดังกล่าวตกลงหยุดปฏิบัติภารกิจเป็นเวลา 48 ชั่วโมงเพื่อช่วยสำรวจพื้นที่ โดยอุปกรณ์ใต้น้ำถูกส่งลงไปทำงานประมาณ 30 ชั่วโมง ก่อนกลับขึ้นสู่ผิวน้ำพร้อมข้อมูลที่แสดงตำแหน่งของซากเครื่องบิน
จอช เกตส์ พิธีกรรายการ Expedition Unknown กล่าวว่า เมื่อข้อมูลถูกนำกลับขึ้นมา ทีมงานก็พบซากเครื่องบินอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย ซากเครื่องบินแตกออกเป็น 2 ส่วน ก่อนที่ทีมสำรวจจะส่งอุปกรณ์ลงไปบันทึกภาพเพิ่มเติม และสามารถยืนยันตัวเครื่องบินได้อย่างชัดเจน
ภาพถ่ายแสดงให้เห็นตราสัญลักษณ์ปีกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Pan Am รวมถึงชื่อเครื่องบินที่ยังสามารถอ่านได้ แม้จะจมอยู่ใต้ทะเลมานานกว่า 7 ทศวรรษ
ทั้งนี้ ช่อง Discovery Channel เตรียมนำเสนอการค้นพบครั้งนี้ในรายการ Expedition Unknown ภายในปีนี้
ไม่มีแผนกู้ซากขึ้นจากทะเล
โฆษกรายการ Expedition Unknown ระบุว่า ไม่มีแผนกู้ซากเครื่องบินขึ้นมา หรือรบกวนพื้นที่แต่อย่างใด เนื่องจากจุดดังกล่าวถือเป็นสุสานของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้
Air/Sea Heritage Foundation กำลังประสานงานกับรัฐบาลเปอร์โตริโก เพื่อขยายมาตรการคุ้มครองพื้นที่พบซาก พร้อมผลักดันการจัดสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต
นอกจากนี้ ทีมงานยังได้ติดต่อครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรม รวมถึงผู้รอดชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่ 2 คนแล้ว
เครื่องยนต์ดับหลังออกจากเปอร์โตริโก
เครื่องบิน Clipper Endeavor มีกำหนดเดินทางไปยังนครนิวยอร์ก แต่เครื่องยนต์ด้านขวาทั้ง 2 เครื่องขัดข้องไม่นานหลังทะยานขึ้น ตามข้อมูลของมูลนิธิ Pan Am Historical Foundation นักบินจึงจำเป็นต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินอย่างรุนแรงบนผิวน้ำในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
เครื่องบินมีแพชูชีพและอุปกรณ์ลอยตัวส่วนบุคคลเพียงพอสำหรับทุกคนบนเครื่อง แต่เกิดความสับสนระหว่างการอพยพ เนื่องจากไม่มีการชี้แจงด้านความปลอดภัยก่อนออกเดินทาง มีอุปสรรคด้านภาษา และไม่มีขั้นตอนอพยพที่ประสานกันอย่างเป็นระบบ
รายงานระบุว่า เครื่องบินจมลงในเวลาไม่ถึง 3 นาที หน่วยยามฝั่งและกองทัพอากาศสหรัฐฯ เข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร 12 คนและลูกเรือ 5 คน แต่ผู้โดยสารและลูกเรืออีก 52 คนเสียชีวิต
ผู้รอดชีวิต 2 คนยังมีชีวิตอยู่
ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมี 2 คน คนแรกคือหญิงวัย 102 ปี ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุประมาณ 20 ปีและทำงานเป็นพยาบาล เธอมีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูเครื่องบินเพื่อช่วยให้ผู้โดยสารออกมาได้ อีกคนเป็นทารกที่เจ้าหน้าที่พบลอยอยู่บนผิวน้ำ และสามารถช่วยฟื้นคืนชีพได้สำเร็จ
เกตส์เปิดเผยว่า ผู้รอดชีวิตทั้งสองคนรู้สึกตื้นตันและซาบซึ้งอย่างมาก เมื่อได้รับแจ้งว่าซากเครื่องบินที่สูญหายมานานถูกค้นพบแล้ว
โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนมาตรฐานการบิน
หลังอุบัติเหตุ คณะกรรมการการบินพลเรือนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานก่อนหน้าของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ได้เสนอให้แก้ไขกฎระเบียบการบินพลเรือน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารบนเที่ยวบินที่เดินทางเหนือผืนน้ำ
ข้อเสนอที่ถูกนำไปปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดให้มีการชี้แจงแก่ผู้โดยสารก่อนออกเดินทางว่า เสื้อชูชีพ แพชูชีพ และทางออกฉุกเฉินอยู่ที่ใด รวมถึงวิธีใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้
ดัก มิลเลอร์ จาก Pan Am Historical Foundation กล่าวว่า การให้ลูกเรือแสดงบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนเครื่องออก จะช่วยให้คำสั่งและคำแนะนำของลูกเรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นในยามฉุกเฉิน
คำให้การของพยานในเหตุการณ์ระบุว่า ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจความร้ายแรงของสถานการณ์ แม้ลูกเรือจะพยายามแจ้งเตือนแล้วก็ตาม
เกตส์กล่าวว่า ทุกครั้งที่ผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินในปัจจุบัน พวกเขามีความปลอดภัยมากขึ้นจากบทเรียนที่เกิดขึ้นกับ Clipper Endeavor และผู้โดยสารของเที่ยวบินนี้เมื่อเกือบ 3 ใน 4 ของศตวรรษก่อน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/news/ต่างประเทศ/280131#&gid=1&pid=1
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา