วันนี้ เวลา 07:01 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ไทยได้-เสียอะไรจากการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์

  • การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ช่วยดึงดูดการลงทุน สร้างงานทักษะสูง และผลักดันประเทศสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
  • ดาต้าเซ็นเตอร์มีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และอาจทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟที่สูงขึ้น
  • มีความเสี่ยงที่ดาต้าเซ็นเตอร์ จะจองขีดความสามารถของสายส่งไฟฟ้าจนกีดกันอุตสาหกรรมอื่น และอาจสร้างภาระต้นทุนให้ประชาชนหากไม่มีการใช้งานจริง
เมื่อคลื่นยักษ์แห่งอุตสาหกรรม Data Center และ AI กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ปรเทศไทย กำลังเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อระบบโครงสร้างไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ข้อมูลล่าสุดปรากฏว่า Data Center ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI นั้น มีปริมาณสูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ หรือ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าครึ่งหนึ่ง จากกำลังการผลิตของประเทศที่มีอยู่
นำมาซึ่งคำถามที่สังคมไทยต้องร่วมกันขบคิดและหาคำตอบให้ชัดเจน จากการลงทุนระดับโลกครั้งนี้ว่า “ไทยได้-เสียอะไร” และจะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนท่ามกลางความท้าทายนี้ได้อย่างไร
หากจะพิจารณาในฝั่งของ “สิ่งที่ไทยได้” แน่นอนว่า Data Center และ AI คือ New Engine of Growth หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน เพื่อนำพาประเทศให้หลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ติดหล่มมานานหลายสิบปี
การเข้ามาของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโดยเฉพาะกลุ่ม Hyper Scaler ไม่ได้นำมาเพียงแค่เม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่ยังหมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การเสียภาษีคืนสู่ประเทศ และการสร้างงานในสายอาชีพทักษะสูงสำหรับคนรุ่นใหม่
สิ่งเหล่านี้ คือ แรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากยุคที่พึ่งพาแรงงานราคาถูกและทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่ยุค Digital Economy อย่างเต็มตัว
การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ให้เกิดการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทย ไปสู่ระบบ Smart Grid และการใช้เทคโนโลยี AI ในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล
โดยเฉพาะการช่วงชิงความได้เปรียบผ่านการมี Green Energy หรือ พลังงานสะอาดที่มั่นคง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนระดับโลก ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกประเทศไทยในการลงทุน
แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ประเทศต้องเสีย หรือ ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ ประการแรก ภาระอันหนักอึ้งของระบบไฟฟ้า เมื่อมีความต้องการไฟฟ้ามหาศาลเข้ามาในเวลาอันรวดเร็ว (Data Center บางแห่งใช้ไฟเทียบเท่ากับคนทั้งจังหวัด) ระบบไฟฟ้าเดิมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบ้านอยู่อาศัย และอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมย่อมเกิดอาการ “สำลัก” เสถียรภาพ ความถี่ และแรงดันไฟฟ้าในสายส่งอาจได้รับผลสะเทือนอย่างรุนแรงหากไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ
ประการที่สอง “ต้นทุนแฝง” ที่อาจตกสู่ประชาชน เพราะปกติการผลิตไฟฟ้าของไทยจะเรียงลำดับตามต้นทุนจากตํ่าไปสูง (Merit Order) โดยใช้ก๊าซจากอ่าวไทยเป็นหลัก แต่เมื่อดีมานด์ใหม่พุ่งทะลุเพดานจนก๊าซในอ่าวไทยไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาแพงและผันผวนจากตลาดโลกมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า
หากไม่มีการออกแบบโครงสร้างค่าไฟใหม่ ต้นทุนส่วนเพิ่มมหาศาลนี้ จะถูกนำไปเฉลี่ยรวมในค่า FT ทำให้ประชาชนไทยทั้งประเทศ ต้องแบกรับภาระค่าไฟที่แพงขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มทุนเหล่านี้
นอกจากนี้ ประเทศยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้าน “โอกาส” และ “ทรัพยากร” การที่ Data Center จองขีดความสามารถของสายส่ง (Grid Capacity) ในปริมาณมาก อาจกลายเป็นการกีดกันโอกาสของอุตสาหกรรมในภาคการผลิตจริง (Real Sector) อื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานสะอาดเพื่อพัฒนาประเทศเช่นกัน
หากนักลงทุนบางกลุ่มเข้ามาเพียงเพื่อ “กั๊กที่” หรือจองพื้นที่สายส่งทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ใช้งานจริง ภาระหนี้จากการลงทุนสร้างสายส่งที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 30 ปี จะกลายเป็นต้นทุนตกค้างในระบบที่ประชาชนต้องร่วมกันจ่ายผ่านค่าไฟฟ้าฐานในระยะยาว
ทั้งยังมีการใช้ทรัพยากรนํ้าจำนวนมาก ในการระบายความร้อนของระบบ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) หากระบบควบคุมไฟฟ้าถูกแทรกแซง จะกลายเป็นภัยความมั่นคงระดับชาติทันที
ดังนั้น การเข้ามาของ Data Center จึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ประเทศต้องเผชิญ แต่ประเทศจะก้าวข้ามความเสี่ยงนี้ไปได้อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมกฎกติกา ว่าจะออกแบบให้โอกาสและความเสี่ยงเกิดความสมดุลได้อย่างไร
เพราะหากก้าวผ่านได้ Data Center จะไม่ใช่แค่ศูนย์เก็บข้อมูล แต่จะเป็นรากฐานใหม่ที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในยุคดิจิทัลได้อย่างสง่างามและยั่งยืน
โฆษณา