เมื่อวาน เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

จีนกำลังเปลี่ยนเกม Made in China จากของถูก สู่สินค้ามูลค่าสูง

จีน เคยถูกมองว่าเป็นโรงงานหลักของโลก จากการเป็นฐานการผลิต ในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มทำให้โลกเห็นว่า ยุคสมัยของแรงงานราคาถูกนั้น ได้จบลงไปแล้ว
ด้วยการเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ ไปสู่ผู้ผลิตสินค้ามูลค่าสูง ทัดเทียมกับประเทศเจ้าตลาดเดิม อย่างญี่ปุ่นและยุโรป
แม้จะโดนเตะตัดขาจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อยู่ตลอดเวลาก็ตาม
แล้วจีนในวันนี้ กำลังใช้กระบวนท่าแบบไหน ? และจะแข่งขันอย่างไร ? เพื่อให้มีที่ยืนในระเบียบโลกใหม่นี้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในอดีต จีนเคยตกขบวนเศรษฐกิจโลก เพราะมัวยึดติดอยู่กับสังคมเกษตรกรรม ขณะที่โลกเริ่มหันไปหาเทคโนโลยีแล้ว
แต่นโยบายสำคัญ ที่เป็นใบเบิกทางทางเศรษฐกิจให้กับจีน คือนโยบายการเปิดและปฏิรูปประเทศ ในสมัยอดีตผู้นำสูงสุด เติ้ง เสี่ยวผิง
1
ที่เริ่มจากการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ได้แก่ เซี่ยเหมิน ซัวเถา จูไห่ และเซินเจิ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
1
โดยในช่วงเริ่มต้น จีนอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มาผนวกกับต้นทุนราคาถูก เพื่อผลิตสินค้าและส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ
ขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสนี้ ซึมซับองค์ความรู้ต่าง ๆ
1
เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศเริ่มจุดติด จีนจึงมองหาแหล่งเงินทุน มาหมุนฟันเฟืองเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่ง ได้แก่
- ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange)
- ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange)
4
การเปิดตลาดหลักทรัพย์ของตัวเอง ถือเป็นการส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่า จีนเริ่มใช้กลไกทุนนิยม ในการขับเคลื่อนประเทศแล้ว
แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะในระหว่างทาง จีนเจอกับปัญหารัฐวิสาหกิจนอกตลาดที่ขาดทุนย่อยยับ เพราะตามกลไกตลาดไม่ทัน และบริหารไม่มีประสิทธิภาพ
จนรัฐบาลจีนในยุคนั้น ตัดสินใจปิดบริษัทที่ขาดทุนทิ้งไป ปล่อยให้ล้มละลาย หรือควบรวมกิจการ
1
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดทางให้ภาคเอกชนของจีน ก้าวเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ส่วนรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ เช่น พลังงาน โทรคมนาคม รัฐบาลจีนก็ยังคงดูแลอยู่
2
ในปี 2001 จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จีน เริ่มเข้ามาเปลี่ยนเกมการค้าโลก
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุค Made in China..
โดยจีนสามารถไต่จากผู้ส่งออกอันดับ 10 ขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับ 6 ของโลก ในเวลาเพียง 1 ปีหลังเข้าร่วม WTO
และในปี 2009 จีนขึ้นครองบัลลังก์ผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของโลกได้สำเร็จ แซงเจ้าตลาดเดิม ทั้งสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น
1
ซึ่งนี่คือจุดที่จีน กลายเป็นโรงงานของโลกโดยสมบูรณ์..
มาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่า ที่จีนกลายมาเป็นโรงงานของโลกได้นั้น มาจากการที่มีทรัพยากรมนุษย์มหาศาล และมีค่าแรงราคาถูก
แต่ต้องบอกว่า หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ค่าแรงของคนจีน ก็ไม่ได้ถูกที่สุด ทั้งยังเกาะกลุ่มกับประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญ อย่างอินเดียและเวียดนามด้วย
2
นอกจากนี้ ในปี 2010 ค่าแรงของจีน ได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนี่คือสัญญาณที่บอกว่า ยุคแห่งค่าแรงวันละ 1 ดอลลาร์สหรัฐนั้น สิ้นสุดลงแล้ว..
2
ประกอบกับการที่สหรัฐอเมริกา เริ่มใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้มีการคาดการณ์กันว่า จีนกำลังจะเสียความสามารถในการส่งออกไป
แต่หากมองย้อนกลับไป ตัวเลขมูลค่าการส่งออกของจีน กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังทำสถิติสูงสุดใหม่ ในปี 2025 อีกด้วย
นั่นแสดงให้เห็นว่า ค่าแรงที่สูงขึ้น และการกีดกันทางการค้านั้น ไม่สามารถทำอะไรจีนได้เลย
โดยที่จีนยังสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก จนทิ้งห่างประเทศอื่น ๆ ได้มากขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกันเมื่อคนจีนมีรายได้มากขึ้น ก็มีกำลังซื้อมากขึ้น ซึ่งก็หมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คำถามคือ แล้วจีนทำได้อย่างไร ?
คำตอบเดียวเลย คือ.. เทคโนโลยี
ที่ผ่านมา จีนเริ่มประสบปัญหาเดียวกับที่หลายประเทศกำลังเจออยู่ในตอนนี้ นั่นคืออัตราการเกิดที่ลดลง
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการลงทุนพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory จากเดิมที่ผลิตด้วยมือ มาเป็นผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ
1
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้โรงงานของโลกแห่งนี้ สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น ในเวลาที่ลดลง
ที่สำคัญ จีนได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้รับจ้างผลิตสินค้า ที่มีอัตรากำไรต่ำ มาเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้
1
ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน หุ่นยนต์ และเครื่องจักรความแม่นยำสูง (Precision Machineries)
โดยจีนยังได้นำหุ่นยนต์และ AI เข้ามาใช้ในโรงงานมากขึ้น เพื่อยกระดับการผลิต และควบคุมคุณภาพอีกด้วย
ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้แทบไม่มีข้อจำกัดทางชีวภาพ ไม่มีความเหนื่อยล้า ทั้งยังสามารถเรียนรู้ และทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย
1
โดยในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา จีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 30,000 แห่ง ครอบคลุม 80% ของภาคการผลิตที่สำคัญของจีน
และมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2040 หุ่นยนต์เพียง 1 ตัว จะทำงานเทียบเท่ามนุษย์ถึง 3 คน
1
หนึ่งในตัวอย่างของผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ ก็คือ Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติจีน ที่หลังจากเข้าซื้อกิจการ KUKA แบรนด์หุ่นยนต์แขนกลชั้นนำของเยอรมนี
Midea ก็ได้นำ Know-How ต่าง ๆ ของ KUKA มาพัฒนาร่วมกับระบบสายพานการผลิตของตัวเอง ให้ทำงานร่วมกับ AI ได้เกือบ 100%
โดย Midea ยังได้ส่งออกเทคโนโลยีแขนกลนี้ไปใช้ในฐานการผลิตทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำให้โลกเห็นว่า โครงสร้างการส่งออกของจีนนั้น เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
จากประเทศผู้รับจ้างผลิตสินค้าราคาถูก ในวันนี้จีนกลายมาเป็นผู้เล่นสำคัญในสมรภูมิเทคโนโลยีการผลิตแห่งอนาคต ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยนับตั้งแต่ปี 1992 ถึง 2024 มูลค่าการส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจีน เติบโตเฉลี่ย 16.4% ต่อปี ขณะที่ฝั่งรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้านั้นเติบโตเฉลี่ย 16.7% ต่อปี
หรือสรุปได้ว่า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงของจีนนั้น เติบโตขึ้นแบบติดจรวด..
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการที่จีนไม่ได้เพียงแค่ขยับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต ไปเป็นผู้ส่งออกสินค้าไฮเทคเท่านั้น
แต่เป็นการที่จีน กำลังก้าวขึ้นไปเป็นเจ้าของระบบนิเวศด้านการผลิตสินค้าของโลก
คำว่า Made in China ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าราคาถูก กำลังจะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของโครงสร้างพื้นฐานการผลิตยุคใหม่ ที่ทุกประเทศอาจต้องพึ่งพา..
Reference
- INSIGHTS ON NEW CHINA ECONOMY EP.1 : จีนกำลังชะลอตัว หรือโลกกำลังประเมินจีนต่ำเกินไป ?
โฆษณา