26 ก.ค. เวลา 07:18 • หนังสือ

บทที่ 325

อินซีเหยียนคลี่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นงดงามราวบุปผานับร้อยผลิบาน
“เจ้าสูงขึ้นแล้ว”
เสิ่นซวี่ “...”
เขามองมือที่ยื่นมาตรงหน้า ภาพฝันร้ายและความเสียใจนับไม่ถ้วนในค่ำคืนที่ผ่านมา ทับซ้อนกันในห้วงเวลานี้
เสิ่นซวี่ยื่นมือไปกุมไว้ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำในความฝัน กุมไว้แน่น...แน่นเสียจนไม่ยอมปล่อยอีก
อย่างน้อย ในครั้งนี้...จะไม่มีวันต้องแยกจากกันอีก
“ท่านพี่...”
“อื้ม”
“ท่านพี่”
“ข้าอยู่นี่!”
ท้ายที่สุด...ฝันร้ายก็เปลี่ยนไปเสียที
ที่แท้ คนอย่างเขา...ผู้คลานตะเกียกตะกายขึ้นมาจากห้วงนรกอันมืดมิด ก็มีวันที่ได้รอคอยแสงตะวันเช่นกัน
กู้จือจั๋วยืนรออยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าด้านในไม่มีความเคลื่อนไหวใด ก็วางใจลง
นางหันไปพูดกับเซิ่งเจียงว่า
“ข้าจะเขียนใบสั่งยาไว้ เป็นยาสำหรับพี่สาวตระกูลอินที่อยู่ข้างใน ท่านเซิ่งช่วยสั่งคนไปจัดยามาสามชุด ต้มเสร็จก็ดื่มได้เลย”
เซิ่งเจียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบตอบ
“...ขอรับ”
เขาต้องรีบไปทำเสียแล้ว ต้องทำให้เสร็จก่อนที่นายท่านจะออกคำสั่ง หากนายท่านรู้ว่าเขารู้หน้าที่ถึงเพียงนี้ จะต้องชมว่าเป็นคนมีไหวพริบแน่นอน
กู้จือจั๋วใช้แท่งถ่านเขียนตำรับยาลงบนกระดาษเหลืองที่พกติดตัว ก่อนส่งให้เขา แล้วอธิบายข้อควรระวังทุกอย่างอย่างละเอียด
เซิ่งเจียงถึงกับอยากยืมแท่งถ่านจากนางมาคัดลอกไว้เสียเอง
เมื่ออธิบายทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็เรียกฉิงเหมย ก่อนจะเดินออกไปก่อน
พร้อมทั้งอุ้มเจ้าแมวผู้ “ไร้ที่พึ่ง” ติดตัวไปด้วย
“เล่ามาสิ เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
กู้จือจั๋วถามด้วยสีหน้าสนใจเต็มที่
ฉิงเหมยเล่าให้ฟังทั้งหมด ทั้งสิ่งที่นางเห็นกับตา และสิ่งที่ระหว่างทางมายังหอเทียนซี นางตั้งใจซักถามเซิ่งเจียงเพิ่มเติม
เมื่อฟังจบ กู้จือจั๋วก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้เกือบทั้งหมด
น่าสนุกจริง ๆ!
ยิ่งฟัง ดวงตาของกู้จือจั๋วก็ยิ่งเป็นประกาย คิ้วขยับด้วยความตื่นเต้น
“คุณหนูเจ้าคะ” ฉิงเหมยอดถามไม่ได้ “เหตุใดท่านอ๋องจิ้นถึงไม่เหมือนนักพรตปีศาจผู้นั้นเจ้าคะ? ตอนที่นักพรตปีศาจถูกพาตัวไป บ่าวเห็นกับตาเลย เขาเหมือนคนตายที่ถูกฝังมาแล้วสองวันก่อนจะถูกขุดขึ้นมา ต่อให้บอกว่าเป็นศพ คนก็คงเชื่อ แต่ท่านอ๋องจิ้นกลับดู...เหมือนยังปกติดี”
“ฉางเฟิงคือผู้ประกอบพิธี”
“ส่วนคนอื่น ๆ ก็แค่ช้ากว่าเท่านั้น ไม่มีผู้ใดหนีพ้น”
ผู้ที่ถูกผลกรรมสะท้อนกลับก่อนที่สุด ย่อมเป็นผู้ลงมือประกอบพิธี
แต่ดังที่พี่สาวตระกูลอินกล่าวไว้ ทุกคนที่เคยได้รับผลประโยชน์จากค่ายกลย้ายดวงชะตา ล้วนต้องได้รับผลกรรมสะท้อนกลับ และแบกรับเหตุแห่งกรรมด้วยกันทั้งสิ้น
“เหมียว...”
เจ้าแมวส่งเสียงคล้ายเห็นด้วยได้อย่างเหมาะเจาะ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉิงเหมยก็ยิ้มกว้างขึ้นทันที
“คุณหนูใหญ่ แล้วตอนนี้พวกเราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ”
กู้จือจั๋วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
“กลับจวนก่อนเถอะ”
“ตอนออกมา ข้าเพียงสั่งให้คนไปเชิญท่านอาสามมารับรองท่านอ๋องหลี่ ท่านอาสามคงกำลังตามหาข้าอยู่แน่ กลับไปคราวนี้...คงถูกบ่นจนหูชา”
“เฮ้อ...”
“กลับไปให้ท่านอาสามอบรมจนพอใจเสียก่อน แล้วค่อยไปดูฉางเฟิงที่ประตูอู่เหมิน ได้ยินมาว่าพวกบัณฑิตที่นั่นยังไม่ยอมแยกย้ายกันเลย”
ต้องยอมรับว่าบรรดาบัณฑิตเหล่านี้ช่างหัวแข็งเสียจริง
ได้ยินคุณชายเล่าว่า ทุกวันนี้พวกเขาไม่เพียงส่งฎีกาทูลเตือนฮ่องเต้วันละสามฉบับอย่างไม่เคยขาด แต่ยังเขียนบทความและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับภัยพิบัติใหญ่ที่ชิงโจวออกมาอีกมากมาย
เซี่ยอิ่งเฉินถึงกับเลื่อนตำแหน่งให้คนสามคนเป็นกรณีพิเศษ
ยกเว้นการสอบเคอจวี่ พระราชทานบรรดาศักดิ์ แล้วส่งไปดำรงตำแหน่งขุนนางที่ชิงโจวโดยตรง
ทันทีที่มีแบบอย่างเช่นนี้เกิดขึ้น บรรดาบัณฑิตต่างก็ฮือฮากันทั้งแผ่นดิน
ปกติแล้ว ต่อให้สอบเคอจวี่ได้เป็นบัณฑิตจิ้นซื่อคนใหม่ นอกจากการเข้าสอบหน้าพระที่นั่งและงานเลี้ยงประดับดอกไม้ คนส่วนใหญ่ก็แทบไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ฮ่องเต้ตลอดชีวิต
แต่บัดนี้ บทความของพวกเขาสามารถส่งถึงเบื้องพระพักตร์ได้โดยตรง บางทีอาจเข้าตาท่านอ๋องเฉินก็เป็นได้
ฉิงเหมยรีบพยักหน้ารับ ก่อนเดินตามกู้จือจั๋วพลางถามต่อ
“คุณหนูเจ้าคะ แล้วเมื่อนักพรตปีศาจฉางเฟิงมีจุดศพขึ้นเต็มตัวแล้ว จะเกิดอะไรต่อหรือเจ้าคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
ทั้งสองชาติภพของนาง ยังไม่เคยเห็นการถูกผลกรรมสะท้อนกลับที่รุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน
แต่กู้จือจั๋วเคยอ่านพบตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันจากตำราลัทธิเต๋าเก่าแก่เล่มหนึ่ง กำลังจะอธิบายให้ฉิงเหมยฟัง ก็เห็นเถ้าแก่รีบวิ่งเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย
“คุณหนูขอรับ กองทหารอวี่หลินเว่ยล้อมหอเทียนซีของพวกเราไว้แล้ว!”
“อวี่หลินเว่ย?”
อวี่หลินเว่ยเช่นเดียวกับจินอู๋เว่ย ล้วนสังกัดกององครักษ์ยี่สิบหกกองแห่งเมืองหลวง เป็นกองกำลังองครักษ์ของฮ่องเต้
ทั้งสามกองทัพใหญ่และกององครักษ์ยี่สิบหกกอง มีหน้าที่พิทักษ์เมืองหลวง
ส่วนอวี่หลินเว่ยนั้น เป็นหนึ่งในสิบสองกององครักษ์ชั้นสูง
กู้จือจั๋วจำได้ว่า ในสิบสองกององครักษ์ชั้นสูง นอกจากจินอู๋เว่ยและองครักษ์เสื้อแพรแล้ว อวี่หลินเว่ย ฝูจวินเว่ย และฉีโส่วเว่ย ทั้งสามกองนี้ ฮ่องเต้ทรงมอบให้อยู่ในการควบคุมของท่านอ๋องจิ้น
การที่อวี่หลินเว่ยเคลื่อนกำลังครั้งใหญ่กะทันหัน ย่อมเป็นเพราะเรื่องที่ท่านอ๋องจิ้นถูกเสิ่นซวี่กักบริเวณอย่างแน่นอน
เสิ่นซวี่ในตอนนี้ ยังห่างไกลจากเสิ่นซวี่ผู้กุมอำนาจเหนือราชสำนักในอีกสิบปีข้างหน้า
ชาติก่อน เขาสร้างพรรคพวก กำจัดศัตรูทางการเมือง กระทั่งภายหลังรวบอำนาจเหนือกรมอวี้หม่ากำกับและกองทหารเถิงเซียงทั้งสี่ จนได้ครอบครองอำนาจทางทหาร
นับแต่นั้นมา เขาก็อยู่เหนือขุนนางทั้งปวง ปกปิดฟ้าด้วยมือเดียว
แต่ตอนนี้ ท่านอ๋องจิ้นยังคงเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้ทรงอำนาจของราชวงศ์ต้าฉี่ เป็นหนึ่งในสามขั้วอำนาจของราชสำนัก ทั้งมีกำลังทหาร ทั้งมีเครือข่ายผู้สนับสนุน
“ข้าจะออกไปดูหน่อย”
ท่าทีไม่ทุกข์ร้อนของกู้จือจั๋ว ทำให้เถ้าแก่ที่เดิมยังลนลาน ค่อย ๆ สงบลง เขารีบเดินตามหลังนาง พร้อมรายงานต่อ
“คนของอวี่หลินเว่ยมาถามก่อนว่าผู้บัญชาการอยู่หรือไม่ ข้าน้อยไม่ได้ตอบ พวกเขาจึงสั่งคนล้อมหอไว้ ขับไล่ผู้คนแถวนั้นออกทั้งหมด แล้วบังคับให้ข้าน้อยส่งตัวผู้บัญชาการออกมา”
กู้จือจั๋วหัวเราะเยาะไม่หยุด
คิดจะเลียนแบบกรมตรวจการบูรพา แต่กลับเลียนแบบได้ไม่ถึงแก่น
หากเป็นกรมตรวจการบูรพา ป่านนี้คงบุกพังเข้ามาแล้ว ไหนเลยจะเสียเวลาปิดล้อมอยู่ข้างนอกแล้วคอยข่มขู่เช่นนี้
กู้จือจั๋วก้าวออกไปด้านนอก
ฉิงเหมยส่งสัญญาณให้เถ้าแก่รีบเข้าไปแจ้งเซิ่งเจียง ส่วนตัวนางก็ตามติดกู้จือจั๋วไปทุกฝีก้าว มือหนึ่งแตะอยู่บนด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ตรงเอว
แม้ภายนอกนางจะเป็นเพียงสาวใช้ และระยะหลังดูเหมือนจะทำแต่งานของสาวใช้
แต่ความจริงแล้ว นางก็เป็นคนที่อู๋เชียนหู่ฝึกฝนขึ้นมาด้วยมือตนเองเช่นกัน
ปัง!
กู้จือจั๋วผลักประตูใหญ่ของหอเทียนซีเปิดออก
กองทัพอวี่หลินส่งกำลังมาร่วมร้อยนาย ภายใต้การนำของรองผู้บัญชาการผู้หนึ่ง ปิดล้อมถนนทั้งสายที่หอเทียนซีตั้งอยู่จนแน่นหนา
หอเทียนซีปิดประตูไม่ยอมออกมา อีกทั้งยังเมินเฉยต่อพวกเขา ท่าทีเช่นนี้ทำให้รองผู้บัญชาการหยางไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง กำลังจะสั่งคนเคาะประตู ใครจะคิดว่าประตูกลับเปิดออกเอง
เด็กสาวในชุดกระโปรงแพรสีม่วง มีเพียงสาวใช้ติดตามมาคนเดียว ก้าวออกมาจากด้านในอย่างสงบเยือกเย็น
สายตาของนางกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนตวาดอย่างหยิ่งผยอง
“ถึงกับกล้ามาก่อเรื่องที่หอสุราของข้า หรือคิดว่าจวนเจิ้นเป่ยอ๋องของพวกเรารังแกได้ง่ายนัก?”
กู้จือจั๋วยกชายกระโปรง ก้าวข้ามธรณีประตูออกมา
นางกวาดตามองทุกคนจากเบื้องสูง มุมปากยกยิ้มบาง ๆ
“ถอยไปเสีย อย่าให้ข้าต้องพูดเป็นครั้งที่สอง”
“เหมียว!”
เจ้าแมวอาศัยบารมีเจ้าของ ขู่ฟ่อพลางกางกรงเล็บออกจากอุ้งเท้า
“จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง?”
รองผู้บัญชาการหยางที่นำทหารมาแค่นเสียงเหยียดจากโพรงจมูก
“ไม่เคยได้ยินมาก่อน คุณหนูกู้ ท่านไม่ใช่คนจวนเจิ้นกั๋วกงหรอกหรือ? อย่างไรเสีย ถึงกับเพิ่มบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลกู้เองเลยหรือ”
“จวนอ๋องรึ? ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง”
“คุณหนูกู้ มาวางท่าเช่นนี้ก็ไร้ประโยชน์ ทุกคนต่างรู้ฐานะของตระกูลกู้กันดี”
“ต้าฉี่จะมีอ๋องต่างแซ่ได้อย่างไร”
“หรือคุณหนูกู้จะเสียสติไปแล้ว?”
หยางเฉวียนหัวเราะออกมา คนอื่น ๆ ก็พากันหัวเราะตาม จงใจหัวเราะเสียจนตัวโยน
น่าเบื่อสิ้นดี
กู้จือจั๋วกอดอก มองพวกเขาราวกับกำลังมองคนโง่
อาจเป็นเพราะท่าทีของนางสงบนิ่งเกินไป หัวเราะไปได้ครู่เดียว หยางเฉวียนก็หัวเราะต่อไม่ออก
เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากลิงในคณะกายกรรม ขณะที่ผู้ชมเพียงคนเดียวกลับมองอย่างไม่ประทับใจ
กู้จือจั๋วหัวเราะเยาะ
“แม้แต่เรื่องที่เจิ้นกั๋วกงได้รับการสถาปนาเป็นเจิ้นเป่ยอ๋องยังไม่รู้ มิน่าเล่า อายุมากป่านนี้แล้ว ถึงยังเป็นได้แค่รองผู้บัญชาการ”
นางเน้นเสียงที่คำว่า “รอง” อย่างชัดเจน
ทุกคำราวกับทิ่มแทงลงกลางใจของหยางเฉวียน
“คิดจะบีบข้า ผู้ที่ดูเหมือนลูกพลับนิ่ม ๆ เพื่อประจบเจ้านายของตน หวังแลกตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของหยางเฉวียนสลับเขียวสลับซีด
ปีนี้เขาอายุสี่สิบสี่แล้ว
สำหรับขุนศึก หากยังเลื่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการเต็มตัวไม่ได้ อีกไม่นานก็ถึงวัยต้องปลดเกษียณแล้ว
กู้จือจั๋วมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหัวเราะเยาะเบา ๆ
“รู้หรือไม่ เหตุใดคนอื่นถึงไม่ขยับ แต่มีเพียงเจ้าที่รีบพุ่งออกมาเป็นคนแรก”
“เพราะอะไร?”
หยางเฉวียนถามโดยไม่รู้ตัว
“เพราะ...” กู้จือจั๋วยิ้มอย่างมีเมตตา “เจ้าโง่”
ฉิงเหมยอดหัวเราะไม่ได้
“โง่ถึงเพียงนี้ มิน่าถึงได้เป็นแค่รองมาตลอด!”
กู้จือจั๋วลูบลายปักบนแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ
“ก็รีบวิ่งมาสร้างผลงานมิใช่หรือ”
“น่าเสียดาย คนที่ชอบออกหน้าออกตาก่อน ส่วนใหญ่ล้วนทั้งโง่ทั้งเขลา และมักมีจุดจบไม่สวย”
อย่างน้อยคนอื่นก็ยังต้องสืบให้รู้ก่อนว่า เหตุใดกรมตรวจการบูรพาจึงลงมือ ไม่ว่าจะคิดถวายฎีกาถอดถอน หรือคิดกดดันให้กรมตรวจการบูรพาปล่อยตัวคน อย่างไรก็ต้องมีเหตุผลที่ชอบธรรม
แต่เขากลับดีใจจนรีบกระโดดออกมาเสียเอง คิดหรือว่าแค่นี้จะบีบให้เสิ่นซวี่ยอมได้?
หากจับเจ้าแมวมาขู่เสียยังจะได้ผลกว่าเสียอีก
ที่เกินไปกว่านั้นคือ ไม่ไปก่อเรื่องที่กรมพิธีการ หรือไม่ก็จวนของเสิ่นซวี่ กลับมาหาเรื่องถึงหอเทียนซีของนาง
เห็นว่านางรังแกง่ายนักหรือ?
ไม่ได้แล้ว!
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห!
กู้จือจั๋วโมโห
ส่วนหยางเฉวียนยิ่งโมโหมากกว่า
ความอับอายหลังถูกเปิดโปงความคิด กลายเป็นความเดือดดาลจนกลบสติทั้งหมด
เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นสมอง เขาตะคอกถาม
“คุณหนูกู้ตั้งใจจะซ่อนตัวผู้ต้องหาอย่างนั้นหรือ?”
“ผู้ต้องหารึ? ผู้ใดกัน?”
“เสิ่นซวี่”
“แล้วราชโองการเล่า? หนังสือราชการเล่า? ไม่มีอะไรสักอย่าง ก็กล่าวหาว่าข้าซ่อนตัวผู้ต้องหา เจ้าจะหลอกผู้ใด?”
“หรือเจ้าจะเสียสติไปแล้ว?”
นางย้อนคำพูดไร้สาระของหยางเฉวียนกลับไป ด้วยน้ำเสียงเดียวกันทุกประการ
กู้จือจั๋วสะบัดแขนเสื้อ พลางกล่าวเสียงเย็น
“ข้าไม่มีเวลามาเถียงกับพวกเจ้า หากมีความสามารถ...”
นางก้าวลงจากบันไดหนึ่งก้าว
ทั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กสาวอายุไม่ถึงวัยปักปิ่น แต่รัศมีที่แผ่ออกมากลับแข็งแกร่งกว่าทุกคนรวมกันเสียอีก
“ก็ไปปิดล้อมกรมพิธีการสิ”
กู้จือจั๋วก้าวมาหนึ่งก้าว
หยางเฉวียนก็ถอยหลังหนึ่งก้าว
ไม่รู้ตัวเลยว่าเหงื่อเม็ดละเอียดผุดเต็มลำคอแล้ว
ล้วนกล่าวกันว่าคุณหนูกู้เก่งกาจ ไม่ด้อยไปกว่าซื่อจื่อเลย
วันนี้เห็นกับตา...
ช่างราวกับเห็นผี!
เด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะดุถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
ไม่กลัวว่าจะไม่มีผู้ใดกล้าแต่งงานด้วยหรือ!
หากถูกเด็กสาวคนหนึ่งข่มจนถอยกลับ วันหน้าที่อวี่หลินเว่ย เขาคงไม่มีหน้าเงยอีกต่อไป
หยางเฉวียนกัดฟัน ฝืนหยุดฝีเท้าที่กำลังถอย ก่อนออกคำสั่งทันที
“บุกเข้าไป! ผู้ใดกล้าขวาง...ฆ่าได้โดยไม่ต้องรับโทษ!”
คำว่า “ฆ่าได้โดยไม่ต้องรับโทษ” นั้น เห็นได้ชัดว่าพุ่งเป้าไปยังกู้จือจั๋ว
ทว่าในวินาทีต่อมา กลับมีเสียงตวาดดังกึกก้องดังมาจากด้านหลัง
“ฆ่าได้โดยไม่ต้องรับโทษหรือ? อวี่หลินเว่ยคิดจะฆ่าผู้ใดโดยไม่ต้องรับโทษกัน!”
หัวใจของหยางเฉวียนกระตุกวูบ
เขารีบหันกลับไปตามต้นเสียงทันที
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา