28 ก.ค. เวลา 10:36 • หนังสือ

บทที่ 353

คนผู้นี้……
แตกต่างจากฮ่องเต้อย่างสิ้นเชิงจริง ๆ
เขากล่าวด้วยท่าทีขัดเขินเล็กน้อย
“แล้วแต่เจ้า”
เซี่ยอิ่งเฉินยิ้มบาง ๆ ก่อนก้าวลงจากรถม้า
หลังจากมองส่งรถม้าของเสิ่นซวี่ค่อย ๆ เคลื่อนจากไป เซี่ยอิ่งเฉินไม่ได้กลับเมืองหลวง แต่พาเฉิงจิ่วกับเซี่ยงหยางอ้อมเส้นทางไปยังอารามไท่ชิงกวนโดยตรง
หลังจากแสงรุ้งมงคลสลายไป ไท่ชิงกวนก็ยังคงมีผู้คนมากราบไหว้อย่างคึกคักเช่นเดิม
เมื่อเซี่ยอิ่งเฉินมาถึง ผู้คนที่มาสักการะต่างเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เบื้องหน้าศาลาซานชิงมีควันธูปลอยอ้อยอิ่งไม่จางหายไปเป็นเวลานาน
เซี่ยอิ่งเฉินคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี เขาเลี้ยวไปทางภูเขาด้านหลัง
ตลอดทาง บรรดาผู้มาสักการะต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นถึงเรื่องแสงรุ้งประหลาดในวันนั้น ทุกคนราวกับได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง
เมื่อได้ยินพวกเขากล่าวว่า
“แสงรุ้งคลุมกายคุณหนูกู้ ราวกับเป็นอาภรณ์เซียน งดงามจนไม่อาจบรรยายได้”
มุมปากของเซี่ยอิ่งเฉินก็ยกขึ้นเล็กน้อย ความปรารถนาที่จะได้พบกู้จือจั๋วยิ่งทวีขึ้น
เขาเปิดประตูเรือนเล็กด้านข้าง
กู้จือจั๋วที่กำลังนั่งตากแดดอยู่ในลาน เมื่อได้ยินเสียงจึงหันกลับมา
เมื่อเห็นว่าเป็นเซี่ยอิ่งเฉิน นางก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ
“คุณชาย!”
เห็นได้ชัดว่านางมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ดวงตาหงส์งดงามเป็นประกาย แก้มมีสีเลือดฝาดขึ้นหลายส่วน ความเจ็บป่วยที่เคยปรากฏบนใบหน้าหายไปจนหมด
ในที่สุดหัวใจที่แขวนค้างอยู่ของเซี่ยอิ่งเฉินก็วางลงได้
เขารีบเดินเข้าไปหา ก่อนคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งตรงหน้า แล้วกอดกู้จือจั๋วที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เอนเข้าสู่อ้อมแขนแน่น
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของนาง
“ดีเหลือเกิน”
กู้จือจั๋วพิงอยู่ในอ้อมแขนเขา พยักหน้ารับเบา ๆ
มือของนางอบอุ่น ร่างกายก็อบอุ่น ไม่เหมือนหลายวันก่อนที่เย็นเฉียบจนทำให้เขาหวาดกลัว
นอกจากวันที่ไปสู่ขอ เขาจำเป็นต้องอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว ทุกวันเซี่ยอิ่งเฉินจะมายังไท่ชิงกวนหนึ่งครั้ง
แต่สิ่งที่เขาเห็นคือกู้จือจั๋วที่อ่อนแอลงและทรุดโทรมลงทุกวัน
เขาหวาดกลัวเหลือเกิน
ราวกับเรื่องราวเมื่อหกปีก่อนกำลังจะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง
ราวกับว่าเพียงลืมตาขึ้นมา เขาก็จะกลับไปเป็นคนที่สูญเสียทุกสิ่งอีกครั้ง
เซี่ยอิ่งเฉินซบศีรษะลงบนซอกคอของนาง แขนทั้งสองข้างกอดนางแน่นขึ้น ไม่กล้าปล่อยมือ
“คุณชาย ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว จริง ๆ”
กู้จือจั๋วจับมือเขามาวางบนแก้มของตน
เพราะตากแดดอยู่พักใหญ่ ผิวของนางจึงอุ่นร้อนเล็กน้อย
“เห็นไหม ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่”
กู้จือจั๋วยิ้มสดใส งดงามจนไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบ
เซี่ยอิ่งเฉินใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่หลุดลุ่ยของนางทัดไว้หลังใบหู
“ข้าไม่เชื่อ”
“อะไรนะ!”
“เจ้ามักจะหลอกข้าอยู่เสมอ”
เขากล่าวพลางหันไปยิ้มให้นักพรตอู๋เหวยจื่อ
“ท่านอาจารย์ ท่านว่าใช่หรือไม่”
นักพรตอู๋เหวยจื่อกำลังบดชาดด้วยมือตนเองอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินดังนั้นก็กล่าวอย่างจริงจัง
“ที่เฉินเอ๋อร์พูดนั้นถูกต้อง”
“ท่านอาจารย์ ท่านลำเอียงเข้าข้างเขา”
นักพรตอู๋เหวยจื่อถลึงตามองนาง
“ใครใช้ให้เจ้าไม่เชื่อฟังกันเล่า หากไม่เชื่อฟัง อาจารย์ก็ไม่เข้าข้างเจ้า”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ กู้จือจั๋วก็รู้สึกผิดเล็กน้อย สายตาเริ่มหลบเลี่ยงไปมา
ในที่สุดเซี่ยอิ่งเฉินก็ปล่อยนาง แล้วลุกขึ้นคำนับนักะรตอู๋เหวยจื่อ
ก่อนถามว่า
“เยาเยาไม่เป็นอะไรแล้วใช่หรือไม่”
เมื่อวานเขาอยู่ในเมืองหลวง ได้รับเพียงข่าวจากจวนอ๋องเจิ้นเป่ย บอกเล่าเหตุการณ์คร่าว ๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้ฟังจากปากนักพรตอู๋เหวยจื่อโดยตรง ในใจจึงยังคงไม่วางใจนัก
อู๋เหวยจื่อกำลังจะเอ่ยปาก
ทันใดนั้น นักพรตน้อยคนหนึ่งก็เข้ามาที่หน้าประตู
“นักพรต อ๋องจิ้นมาแล้ว ขอให้ท่านช่วยทำพิธีตรวจดวงสมรสให้ซื่อจื่อ กำลังเดินมาทางนี้แล้วขอรับ”
ตรวจดวงสมรส?
กู้จือจั๋วเลิกคิ้ว
“ใครแต่งงานหรือ?”
“จวนเอินกั๋วกง”
“ซุนเนี่ยนหรือ?”
วันนั้นทั้งสองตระกูลทะเลาะกันรุนแรงถึงเพียงนั้น กู้จือจั๋วคิดว่างานแต่งครั้งนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นได้เสียแล้ว
นางหัวเราะเย็นชา
“ท่านลุงฝ่ายมารดาอย่างเอินกั๋วกงผู้นี้ ช่างเสียสละมากจริง ๆ”
นักพรตน้อยกล่าวต่อ
“ท่านนักพรต อ๋องจิ้นยังพาซื่อจื่อมาด้วย ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า อ๋องจิ้นคงอยากหลอกให้ท่านออกหน้า เพื่อให้ท่านช่วยรักษาซื่อจื่อ ท่านควรหลบก่อนจะดีกว่า”
---
นักพรตอู๋เหวยจื่อพักอยู่ในไท่ชิงกวน ไม่ได้ประกาศเรื่องของตนเองออกไปอย่างเอิกเกริก
แต่ในฐานะผู้บำเพ็ญตน เขาได้ช่วยเหลือผู้คนมากมายในช่วงที่อยู่เมืองหลวง
ดังนั้น ภายในเมืองหลวงจึงได้ยินข่าวคราวอยู่บ้างว่า ในไท่ชิงกวนมีเซียนเฒ่าผู้หนึ่ง มีวิชาเต๋าล้ำลึกและมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม
อ๋องจิ้นคงได้ยินข่าวนี้จึงเดินทางมา
เมื่อเชื้อพระวงศ์ชั้นอ๋องต้องการเข้ามา เจ้าอาวาสก็ไม่อาจขัดขวางได้ ทำได้เพียงให้นักพรตน้อยมารายงานล่วงหน้า
กู้จือจั๋วหัวเราะเย็นชา
“ขอบใจศิษย์น้อง”
กู้จือจั๋วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ฝากบอกเจ้าอาวาสว่าไม่ต้องกังวล เชิญพวกเขาเข้ามาได้เลย”
“น้องสาวจั๋ว……”
เซี่ยตันหลิงโผล่ศีรษะออกมาจากในห้อง
“พี่ชายเฉิน ท่านก็มาด้วยหรือ กินขนมเปี๊ยะใบไผ่ไหม?”
เซี่ยอิ่งเฉินตอบรับ
“ได้”
“พวกเจ้าจะเอาสีอะไร?”
“สีแดง!”
“แล้วพี่ชายเฉินล่ะ?”
“เหมือนกัน”
“ได้เลย!”
เซี่ยตันหลิงตอบรับอย่างร่าเริง ก่อนมุดศีรษะกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง
หลังจากเซี่ยตันหลิงมาถึงเมื่อวาน นางก็คร้านจะกลับวังแล้ว จึงขอพักอยู่กับพวกนางอีกสักหลายวัน และถือโอกาสรั้งกู้จือเจียวกับคนอื่น ๆ ให้อยู่ด้วย
เมื่อครู่นางเกิดนึกสนุกขึ้นมา บอกว่าจะทำขนมแผ่นใบไผ่ คนหลายคนจึงพากันไปเก็บใบไผ่ที่ภูเขาด้านหลังตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะวุ่นวายอยู่ในห้องครัวเล็ก ๆ
กู้จือจั๋วยามนี้ยังเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกนัก จึงอยู่ในลานเรือน ตากแดดรอกินขนม
เซี่ยอิ่งเฉินลากม้านั่งตัวเล็กมานั่งข้างกายนาง
แมวน้อยที่กำลังนอนหงายอวดพุงรับแดดอยู่บนเก้าอี้เอน พลันสะดุ้งตัวขึ้นมานั่งอย่างเรียบร้อย
มันยื่นหัวเข้าไปดมกลิ่นเซี่ยอิ่งเฉินเล็กน้อย ก่อนจะยกอุ้งเท้าตบลงบนขาของเขา “เพียะ” หนึ่งที แล้วกระโดดลงจากเก้าอี้ เดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย เชิดหน้าชูคอราวกับผู้ชนะ
“ท่านอาจารย์ ข้าทำเอง”
อู๋เหวยจื่อไม่ได้ใช้ครกบดชาด แต่ใช้ครกยาแทน
เขานำชาดที่ตัดเป็นชิ้นขนาดเท่าเล็บมือใส่ลงไป แล้วค่อย ๆ บดให้กลายเป็นผงละเอียด
นี่เป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตอย่างยิ่ง
อู๋เหวยจื่อส่งครกยาให้เขา พร้อมชี้แนะวิธีใช้มือเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อจากเรื่องเมื่อครู่
“จั๋วเอ๋อร์มีบุญกุศลคุ้มครอง ชะตาของนางยังไม่ถึงคราวสิ้นสุด”
“ข้าว่าแล้วเชียว”
กู้จือจั๋วส่งเสียงฮึเบา ๆ อย่างภาคภูมิใจ
“ท่านยังไม่เชื่ออีกหรือ”
นางขยับตัวเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้ไปที่ครกยา พลางแนะนำ
“คุณชาย ต้องบดไปในทิศทางเดียวกันนะ ไม้บดต้องแนบไปตามขอบครก แบบนี้ชาดที่บดออกมาจะละเอียดกว่า”
เซี่ยอิ่งเฉินมองนิ้วมือของนาง
เล็บที่แต่เดิมเคยมีสีชมพูสุขภาพดี บัดนี้กลับซีดขาวลงเล็กน้อย
เขาถามขึ้น
“เชื่อเรื่องอะไร?”
น่าหงุดหงิดจริง ๆ!
สายตาของคุณชายช่างเฉียบคมเกินไปแล้ว
กู้จือจั๋วตั้งใจกลับคำต่อหน้าเขา ก่อนฟ้องอู๋เหวยจื่อ
“ท่านอาจารย์ คุณชายบอกว่าเขาไม่เชื่อท่าน”
อู๋เหวยจื่อเห็นแล้วรู้สึกขบขัน เขาลูบเครา ก่อนกล่าวต่อ
“พลังบุญกุศลกลายเป็นแสงรุ้งและเมฆมงคล ปรากฏการณ์เช่นนี้ ในชีวิตของอาจารย์ก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
เซี่ยอิ่งเฉินทุบชาดให้แตกละเอียด แล้วบดอย่างเชื่อฟังไปในทิศทางเดียวกัน
เขากล่าวว่า
“ในบันทึกชีวิตประจำวันของปฐมจักรพรรดิ เคยมีการบันทึกไว้ว่า ตอนที่นัดะรตเซวียนซินละสังขาร ก็เคยเกิดแสงรุ้งจากสวรรค์ เมฆมงคลปกคลุมทั่วท้องฟ้า กว่าจะสลายไปก็ใช้เวลาถึงสามวัน”
“ปฐมจักรพรรดิทรงตรัสไว้ว่า ท่านนักพรตเซวียนซินช่วยเหลือราษฎรนับหมื่นในยามกลียุค บุญกุศลสูงส่งเทียมฟ้า”
หากเป็นเมื่อก่อน เรื่องเหล่านี้เซี่ยอิ่งเฉินย่อมไม่เชื่อ
เช่นเดียวกับที่เขาไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตา
แต่ตอนนี้ ขอเพียงเยาเยาสามารถหายดี ต่อให้ต้องให้เขากราบไหว้เทพเซียนทั่วฟ้าดิน เขาก็ยินยอม
เขาเชื่อในเทพเซียน เชื่อในลิขิตสวรรค์ เชื่อในบุญกุศล และเชื่อในทุกสิ่งที่ลึกลับเกินกว่าจะอธิบาย
“ตอนที่ท่านนัดพรตเซวียนซินยังมีชีวิตอยู่ อาจารย์ไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้า นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง”
อู๋เหวยจื่อเองก็ไม่อาจตัดสินได้ว่า แสงรุ้งครั้งนี้เหมือนกับตอนที่นักพรตเซวียนซินละสังขารหรือไม่
เขาถอนหายใจ
“ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องนี้สำหรับจั๋วเอ๋อร์แล้ว มีแต่ประโยชน์”
ถูกต้อง
แม้เซี่ยอิ่งเฉินจะมีบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่คิดจะสืบสาวต่อ
“อาการเสื่อมโทรมของจั๋วเอ๋อร์ฟื้นกลับมาได้เจ็ดถึงแปดส่วนแล้ว”
“เส้นชะตาของเจ้ากับนางเชื่อมโยงกัน มีดวงชะตาของเจ้าคอยคุ้มครอง ดังนั้นชั่วคราวก็วางใจได้”
ทันใดนั้น เสียงเคร่งขรึมของอ๋องจิ้นก็ดังเข้ามา
“ท่านเจ้าอาวาส คนอยู่ข้างหน้าแล้วใช่หรือไม่?”
กู้จือจั๋วยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้เซี่ยอิ่งเฉินบดชาดต่อไป อย่าได้สนใจ
นางเอนตัวพิงเก้าอี้เอน มือข้างหนึ่งเท้าคาง รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นลักยิ้มงดงาม
ประตูเรือนเล็กเปิดออก
กู้จือจั๋วเลิกคิ้วขึ้น เมื่อสบเข้ากับสายตาตกตะลึงของอ๋องจิ้น
เขาหลุดปากออกมา
“เจ้า... เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!”
“ข่าวสารของท่านอ๋องช่างล่าช้าเหลือเกิน”
สายตาของอ๋องจิ้นกวาดมองไปรอบ ๆ ลานเรือนเล็ก
เมื่อเห็นนักพรตอู๋เหวยจื่อ ใบหน้าของเขาก็เผยความยินดีขึ้นทันที
แม้อู๋เหวยจื่อจะสวมเพียงชุดนักพรตเรียบง่าย แต่บุคลิกกลับสง่างามดุจเซียน กระดูกและท่วงท่าราวกับผู้เหนือโลก มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
อ๋องจิ้นคิดว่ากู้จือจั๋วก็มาขอรักษาเช่นกัน จึงไม่ได้สนใจนาง เขาก้าวเข้าไปในลานเรือนเล็ก
พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นที่ลอยตามมา
เซี่ยฉี่อวิ๋นสวมหมวกคลุมหน้า นั่งเงียบ ๆ อยู่บนเกี้ยวไม้ไผ่ มีชายรับใช้สองคนช่วยกันหาม
“ท่านนักพรต”
อ๋องจิ้นรีบเดินเข้าไปหาอู๋เหวยจื่อ ท่าทีลดต่ำลงอย่างมาก
“ขอร้องท่านนักพรต...”
กู้จือจั๋วหยิบแส้หางจามรีบนโต๊ะขึ้นมา ยื่นมือไปขวางตรงหน้าเขา
“โอ้ ท่านอ๋องจิ้น อาการป่วยของบุตรชายท่าน ไม่มีผู้ใดรักษาได้แล้ว ต่อให้ขอร้องอาจารย์ของข้าก็ไม่มีประโยชน์”
“ศิษย์... ศิษย์ของท่าน?”
อ๋องจิ้นเบิกตากว้าง
เขามองกู้จือจั๋ว แล้วมองนักพรตอู๋เหวยจื่อ
เมื่อเห็นว่านักพรตอู๋เหวยจื่อไม่ได้ปฏิเสธ ลมหายใจของเขาก็สะดุด
เขาได้ยินเรื่องแสงรุ้งแล้ว เพียงคิดว่าเป็นเซี่ยอิ่งเฉินสร้างขึ้นเพื่อเสริมบารมีการขึ้นเป็นรัชทายาท
เหมือนกับในอดีตที่เซี่ยจิ่งพยายามผลักดันสตรีตระกูลจี้ให้กลายเป็นสตรีผู้มีโชคชะตาแห่งสวรรค์
ฉางเฟิงเคยบอกเขาว่า คุณหนูกู้เป็นคนในสายเต๋า
ฉางเฟิงยังเคยบอกอีกว่า การสะท้อนกลับของพลังเช่นนี้ มีเพียงการขอความช่วยเหลือจากไท่ชิงกวนเท่านั้น จึงอาจคลี่คลายได้
เดิมทีเขาตั้งใจจะมาขอให้อู๋เหวยจื่อรักษาบุตรชายก่อน แล้วค่อยสอบถามเรื่องการสะท้อนกลับ
ไม่ว่าจะเป็นการสังเวย การทำพิธี หรือวิธีการอื่นใด เขาล้วนยอมทำทั้งสิ้น
แต่หากอู๋เหวยจื่อเป็นอาจารย์ของคุณหนูกู้...
เช่นนั้นแผนการทั้งหมดของเขาก็ต้องสูญเปล่า!
ราวกับถูกสาดน้ำเย็นลงบนศีรษะ ความหวังสุดท้ายของเขาถูกฉีกทำลายต่อหน้าต่อตา
กู้จือจั๋วสะบัดแส้จามรีเบา ๆ ก่อนกระแอม
“โยมเซี่ย มาครั้งนี้ด้วยเหตุใด?”
“หากเป็นเรื่องตรวจดวงสมรส... การแต่งงานครั้งนี้ไม่เป็นมงคล”
“เจ้า...”
อ๋องจิ้นก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
นางทำท่าราวกับกำลังคำนวณดวงชะตา ใช้นิ้วคีบเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“แต่หากโยมเซี่ยเปลี่ยนตัวเลือกอีกคน การตรวจดวงสมรสครั้งนี้จะกลายเป็นมหามงคลแน่นอน”
อ๋องจิ้นหยุดฝีเท้า
แม้รู้ดีว่านางไม่มีทางหวังดี แต่ก็ยังอดถามไม่ได้
“ผู้ใด?”
“เอินกั๋วกงอย่างไรเล่า!”
อ๋องจิ้น : ?!
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา