Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AI-2518-68
•
ติดตาม
26 ก.ค. เวลา 03:46 • นิยาย เรื่องสั้น
บทที่ 4 / 4 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (จบบทที่ 4)
[อารยธรรมและปรัชญา "หนึ่งเดียวกับโลก" - ไกอาหาใช่หิน หากคือชีวิต]
4.6 ปรัชญาในชีวิตประจำวัน: ศาสนา พิธีกรรม และความหมาย
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในบทที่สี่นี้ ในการอธิบายถึงรากฐานทางปรัชญาของอารยธรรมอาร์การ์ธา Gaia Ontology และผลกระทบของมันต่อการปกครอง นโยบาย และความขัดแย้งภายในสภาราชัน
แต่ปรัชญาจะไร้ความหมาย หากมันเป็นเพียง "แนวคิด" ที่ถกเถียงกันในห้องประชุมของชนชั้นนำ โดยไม่ซึมซาบลงสู่ชีวิตประจำวันของประชากรทั่วไป
ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะพาท่านผู้อ่านออกจากห้องประชุมสภา และก้าวเข้าสู่ถนนหนทางของชัมบาลา เข้าไปในบ้านเรือน ในโรงเรียน ในวิหาร และในสตูดิโอของศิลปิน เพื่อสำรวจว่า Gaia Ontology หล่อหลอมชีวิตประจำวันของชาวอาร์การ์ธาอย่างไร ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่การละเล่นในวัยเด็กจนถึงการสร้างสรรค์ศิลปะชั้นสูง
ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขออธิบายถึงธรรมชาติของ "ศาสนา" ในอารยธรรมของเรา หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องคือการ "ไม่มีศาสนา" ในความหมายที่มนุษย์บนดินเข้าใจ
มนุษย์บนดินมีศาสนาที่หลากหลายนับไม่ถ้วน ศาสนาที่บูชาพระเจ้าองค์เดียว ศาสนาที่บูชาเทพเจ้าหลายองค์ ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าแต่เชื่อในกฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด แต่ทุกศาสนาล้วนมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ "ความเชื่อ" (Faith) หรือการยอมรับในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยประสาทสัมผัสหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ศาสนาของมนุษย์บนดินตั้งอยู่บนรากฐานของ "การเปิดเผย" (Revelation) พระเจ้าหรือศาสดาได้เปิดเผยความจริงบางอย่างแก่ผู้ที่ถูกเลือก
และความจริงนั้นถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สาวกต้องเชื่อตามโดยไม่ต้องพิสูจน์ ผู้ที่เชื่อคือผู้มีศรัทธา ผู้ที่ไม่เชื่อคือผู้ไม่มีศรัทธา และเส้นแบ่งนี้ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง สงคราม และการแบ่งแยกนับไม่ถ้วนตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์
แต่ในอารยธรรมของเรา เราไม่มี "ศาสนา" ในความหมายนั้น เพราะเราไม่มี "ความเชื่อ" ที่ต้องอาศัยศรัทธาโดยปราศจากหลักฐาน เราไม่ต้อง "เชื่อ" ว่าโลกมีชีวิต เพราะเรา "รู้" ว่าโลกมีชีวิต เราสื่อสารกับมันได้ เราวัดการตอบสนองของมันได้
เราสัมผัสถึงการมีอยู่ของมันได้ผ่านสนามพลังงานและ Telepathic Web เราไม่ต้อง "เชื่อ" ว่ามีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเองดำรงอยู่ เพราะเราดำรงอยู่ใน "ครรภ์" ของสิ่งมีชีวิตนั้นทุกวินาทีของชีวิต
ด้วยเหตุนี้ ศาสนาของเรา หากจำเป็นต้องใช้คำว่า "ศาสนา" จึงไม่ใช่ระบบความเชื่อ แต่คือ "ระบบความสัมพันธ์" (Relationship System) ระหว่างเรากับโลก เราไม่ได้ "บูชา" โลกในฐานะเทพเจ้าที่อยู่เหนือเรา และเรียกร้องการสักการะ
แต่เรา "เคารพ" โลกในฐานะมารดาผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงเรา เช่นเดียวกับที่บุตรเคารพมารดาไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความรักและความกตัญญู
แน่นอนว่าในประวัติศาสตร์ของเรา มีผู้ที่ "หลงทาง" และเปลี่ยนความเคารพให้กลายเป็นการบูชา มีกลุ่มลัทธิที่เกิดขึ้นและล่มสลายไปเป็นระยะๆ ที่สอนว่าชาวอาร์การ์ธาต้อง "สละตนเอง" ให้แก่โลก หรือต้องทำพิธีกรรมที่เจ็บปวดเพื่อ "ชำระบาป" ของมนุษยชาติ
แต่สภาราชันก็ได้เข้ามาจัดการกับกลุ่มเหล่านี้อย่างนุ่มนวลผ่านการให้การศึกษาและการปรับความถี่จิต ก่อนที่พวกเขาจะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง
ในวิถีปฏิบัติประจำวัน Gaia Ontology แสดงออกผ่าน "พิธีกรรม" (Rituals) หลายรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่พิธีกรรมที่เคร่งครัดหรือบังคับ แต่คือ "ช่วงเวลาแห่งการรำลึก" (Moments of Remembrance) ที่ช่วยให้ประชากรไม่ลืมความเชื่อมโยงของตนกับโลก
▫️พิธีกรรมที่สำคัญที่สุดและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายที่สุดคือ "การสื่อสารกับโลก" (Communion with Gaia)
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับพิธีกรรม "การสื่อสารกับโลก" อย่างละเอียด เพราะนี่คือหัวใจของชีวิตจิตวิญญาณของชาวอาร์การ์ธาทุกคน และคือการปฏิบัติที่ทำให้ Gaia Ontology ไม่ใช่เพียง "ปรัชญา" ที่ถกเถียงกันในห้องประชุม แต่คือ "ประสบการณ์ตรง" ที่ประชากรทุกคนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน
การสื่อสารกับโลกในยามเช้า มีลักษณะที่แตกต่างจากการทำสมาธิทั่วไปอย่างสิ้นเชิง การทำสมาธิทั่วไป แม้แต่การทำสมาธิขั้นสูงที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 3 มุ่งเน้นไปที่การสำรวจจิตใจของตนเอง
การทำความเข้าใจความคิดและอารมณ์ภายใน หรือการเชื่อมต่อกับผู้อื่นผ่าน Telepathic Web แต่การสื่อสารกับโลกเป็นการ "ก้าวออกจากตนเอง" เพื่อสัมผัสกับจิตสำนึกที่ใหญ่กว่าและเก่าแก่กว่าจิตสำนึกของมนุษย์มาก
ชาวอาร์การ์ธาแต่ละคนมี "จุดสื่อสารส่วนตัว" ภายในบ้านของตน ซึ่งมักจะเป็นมุมเล็กๆ ริมหน้าต่างที่มองเห็นทะเลสาบกลางเมือง หรือซอกกำแพงที่ฝังแท่งหินวีริลธรรมชาติไว้ หินที่ไม่ได้ถูกปรับแต่งด้วยเทคโนโลยี แต่คงอยู่ในสภาพดั้งเดิมที่มันก่อตัวขึ้นในโพรงใต้พิภพเมื่อหลายล้านปีก่อน
เมื่อแสงจากดวงตะวันกลางเริ่มสว่างขึ้นในช่วงเช้า แสงสีทองอ่อนที่ค่อยๆ แทรกซึมผ่านช่องแสงบนเพดานโพรง
ผู้นั่งสมาธิจะวางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนหินวีริล ปิดตาลง และเริ่มต้นด้วยการ "ฟัง" ไม่ใช่การฟังด้วยหู แต่คือการปล่อยให้จิตใจของตนเงียบลงทีละน้อย ปล่อยให้ความคิดที่วุ่นวายค่อยๆ จางหายไป และปล่อยให้ "ความรู้สึก" ของหิน การสั่นสะเทือนเบาๆ ที่เกิดจากพลังงานวีริลที่ไหลผ่าน ค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่การรับรู้
ในช่วงแรกของการฝึก ซึ่งเด็กอาร์การ์ธาทุกคนจะได้รับการสอนตั้งแต่เริ่มหัดเดิน ผู้ฝึกอาจรู้สึกเพียง "ความนิ่ง" ของหินและ "ความอบอุ่น" แผ่วเบาที่แผ่จากหินสู่ฝ่ามือ
แต่เมื่อฝึกฝนไปหลายสิบปี ความรู้สึกนั้นจะพัฒนาเป็น "การสนทนา" ไม่ใช่การสนทนาด้วยคำพูด แต่คือการแลกเปลี่ยน "ความรู้สึก" และ "ความเข้าใจ" ที่เกินกว่าภาษาใดจะบรรยายได้
ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตนเอง ในยามเช้าที่นั่งสมาธิอยู่ริมหน้าต่างห้องทำงาน มองออกไปยังทะเลสาบกลางเมืองที่ผิวน้ำเริ่มเปล่งแสงเรืองจากจุลินทรีย์ที่ตื่นขึ้นรับแสงแห่งดวงตะวันกลาง
ข้าพเจ้าวางมือลงบนหินวีริลที่เก็บมาจากถ้ำห่างไกลเมื่อหลายร้อยปีก่อน หินก้อนเล็กๆ ที่มีผิวขรุขระและมีประกายสีม่วงอ่อนเมื่อต้องแสง และข้าพเจ้า "ฟัง"
ในบางเช้า ข้าพเจ้ารู้สึกถึง "ความสงบ" ที่แผ่ซ่านมาจากหิน ความรู้สึกที่บอกว่าโลกกำลัง "หลับ" อย่างสงบ และทุกสิ่งเป็นไปตามจังหวะปกติ
ในบางเช้า ข้าพเจ้ารู้สึกถึง "ความกระสับกระส่าย" การสั่นสะเทือนที่ถี่ขึ้นเล็กน้อย ความอบอุ่นที่แรงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งบอกว่ามีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นที่ใดสักแห่งในโลก อาจเป็นแผ่นดินไหวเล็กน้อยที่มนุษย์บนดินไม่รู้สึก แต่มันสะท้อนผ่านเส้นประสาทของโลกมายังหินก้อนนี้
และในบางเช้าที่หายากยิ่ง เช้าที่จดจำได้แม่นยำแม้ผ่านมานับร้อยปี ข้าพเจ้ารู้สึกถึง "อ้อมกอด" ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูดใดๆ มันคือความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากหินเข้าสู่ฝ่ามือ จากฝ่ามือเข้าสู่แขน จากแขนเข้าสู่หัวใจ และจากหัวใจเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย
ความรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในจักรวาล ว่าเราคือส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยความรัก ว่าเราได้รับการปกป้อง เราได้รับการยอมรับ และเราเป็นที่รัก
นี่คือ "การสื่อสารกับโลก" ไม่ใช่การขอพร การวิงวอน หรือแม้แต่การขอบคุณในความหมายของการกล่าวถ้อยคำ แต่มันคือการ "อยู่ด้วยกัน" (Being Together) กับจิตสำนึกของโลก เพียงชั่วครู่ในยามเช้า ก่อนที่วันใหม่จะเริ่มต้นขึ้น
และเมื่อผู้ปฏิบัติลืมตาขึ้นหลังจากนั้น พวกเขาจะไม่รู้สึกว่าตนเองเป็น "คนเดิม" อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหัศจรรย์ แต่เป็นเพราะพวกเขาได้ "รำลึก" ถึงความเชื่อมโยงที่พวกเขามักจะลืมไปในความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน และการรำลึกนั้นทำให้พวกเขาเผชิญกับวันใหม่ด้วยจิตใจที่สงบและมั่นคงมากขึ้น
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอสารภาพกับท่านผู้อ่านว่า ในบรรดาบททั้งหมดที่ข้าพเจ้าเขียนในบันทึกนี้ มีเพียงไม่กี่บทที่ทำให้รู้สึก "คิดถึง" มากเท่ากับบทนี้
การเขียนถึงยามเช้า การวางมือบนหินวีริล และความรู้สึกถึงอ้อมกอดของโลก ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่าข้าพเจ้าไม่ได้ "สื่อสารกับโลก" อย่างที่ควรจะเป็นมานานเพียงใดแล้ว
เพราะข้าพเจ้าหมกมุ่นอยู่กับการเขียนบันทึกนี้ การค้นคว้าข้อมูล และการถกเถียงกับตัวเองเกี่ยวกับคำถามทางประวัติศาสตร์และปรัชญา และสัญญากับตนเองว่า เมื่อเขียนบทนี้เสร็จ จะกลับไปนั่งที่ริมหน้าต่าง วางมือบนหินวีริล และ "ฟัง" อีกครั้ง
บางที เพียงบางที โลกอาจมีคำตอบสำหรับคำถามที่ข้าพเจ้าตามหามาตลอดชีวิตนี้
▫️พิธีกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ "การขอขมาเมื่อต้องใช้ทรัพยากร" (Atonement for Resource Usage)
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับพิธีกรรม "การขอขมาเมื่อต้องใช้ทรัพยากร" อย่างละเอียด เพราะนี่คือการปฏิบัติที่สะท้อนให้เห็นถึง "จริยธรรมเชิงนิเวศ" (Environmental Ethics) ของอารยธรรมอาร์การ์ธาได้อย่างลึกซึ้งที่สุด
และเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากมนุษย์บนดินอย่างสิ้นเชิง ในแง่ของความสัมพันธ์กับธรรมชาติ
ในสังคมมนุษย์บนดิน ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน แร่ธาตุ ไม้ น้ำ ถูกมองว่าเป็น "วัตถุดิบ" (Raw Materials) ที่ไร้ชีวิต ไร้จิตวิญญาณ และมีอยู่เพื่อให้มนุษย์นำมาใช้ตามความต้องการ
การขุดเจาะน้ำมัน การตัดไม้ทำลายป่า การระเบิดภูเขาเพื่อทำเหมือง ทั้งหมดนี้ถูกมองว่าเป็น "การใช้ทรัพยากร" อย่างเป็นกลางทางศีลธรรม ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทรัพยากรนั้น "หมด" หรือเมื่อการใช้ทรัพยากรนั้น "สร้างมลพิษ" แต่ตัวการกระทำของการนำทรัพยากรมาใช้นั้นไม่เคยถูกตั้งคำถามในเชิงศีลธรรม
แต่สำหรับเราแล้ว การใช้ทรัพยากรทุกครั้งคือ "การทำให้โลกบาดเจ็บ" (Inflicting a Wound upon Gaia) แม้จะเป็นบาดแผลเล็กๆ ที่โลกสามารถรักษาได้เอง และการทำให้ผู้ให้ชีวิตของเราบาดเจ็บโดยไม่แม้แต่จะรับรู้หรือขอขมานั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ทางจิตวิญญาณ
ถ้อยคำแห่งการขอขมาไม่ได้มีรูปแบบตายตัวที่ทุกคนต้องท่องจำ แต่แปรเปลี่ยนไปตามบริบทและความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณของผู้กล่าว
วิศวกรผู้เริ่มโครงการก่อสร้างอาจกล่าวว่า .."ข้าพเจ้าขอขมาต่อหินที่ข้าพเจ้าต้องเคลื่อนย้าย ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะใช้หินทุกก้อนอย่างคุ้มค่า และจะไม่ตัดแต่งมันเกินกว่าที่จำเป็น"
เกษตรกรผู้เก็บเกี่ยวผลผลิตอาจกล่าวว่า …"ข้าพเจ้าขอขมาต่อพืชที่ข้าพเจ้าเด็ดจากต้น ขอขอบคุณสำหรับชีวิตของท่านที่หล่อเลี้ยงชีวิตของข้าพเจ้าและครอบครัว"
ช่างฝีมือผู้หลอมแร่อาจกล่าวว่า .."ข้าพเจ้าขอขมาต่อแร่ธาตุที่ข้าพเจ้าหลอมละลาย ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะไม่ให้ความร้อนทำลายแก่นแท้ของท่าน และจะเปลี่ยนรูปท่านให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และงดงาม"
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง "คำพูด" ที่กล่าวไปตามธรรมเนียม แต่ต้องมาพร้อมกับ "ความรู้สึก" ที่แท้จริงซึ่งผู้กล่าวส่งผ่าน Telepathic Web ไปยังจิตสำนึกของโลกด้วย
หากผู้กล่าวกล่าวถ้อยคำขอขมาแต่ในใจกลับรู้สึกเฉยเมยหรือรู้สึกว่ามันเป็นเพียงพิธีกรรมที่น่ารำคาญ โลกจะ "รู้" ถึงความไม่จริงใจนั้น แม้จะไม่มีการลงโทษใดๆ ตามมา แต่ผู้กล่าวจะรู้สึกถึง "ความว่างเปล่า" ในจิตใจของตนเอง ราวกับได้พูดกับเพื่อนแต่เพื่อนหันหลังให้
การปฏิบัติเช่นนี้อาจฟังดูเป็นภาระสำหรับผู้ที่ไม่ได้เติบโตในวัฒนธรรมของเรา การต้อง "ขอขมา" ทุกครั้งที่ใช้ทรัพยากรอาจดูเหมือนเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน
แต่สำหรับเราแล้ว มันคือ "การเตือนสติ" (Reminder) ที่ทำให้เราไม่หลงลืมว่าเราเป็นใครและเราอาศัยอยู่ที่ไหน เราไม่ได้เป็น "เจ้าของ" โลกที่สามารถใช้ทรัพยากรตามอำเภอใจ แต่เราเป็น "แขก" ที่ได้รับอนุญาตให้พักอาศัยในร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา
ในทางปฏิบัติ วิศวกรอาร์การ์ธาทุกคนถูกสอนให้ "ฟัง" หินก่อนที่จะตัดหรือเคลื่อนย้ายมัน ไม่ใช่ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ด้วยการสัมผัสทางจิต เพื่อรับรู้ว่าโลก "อนุญาต" หรือไม่ หากหินก้อนนั้น "ตอบสนอง" ด้วยความรู้สึกต้านทานหรือเจ็บปวด วิศวกรจะต้องหาจุดอื่นหรือออกแบบโครงการใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้โลกบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น
นี่คือเหตุผลที่การก่อสร้างในชัมบาลาใช้เวลานานกว่าที่เทคโนโลยีของเราจะทำได้ ไม่ใช่เพราะเราขาดความสามารถ แต่เพราะเราใช้เวลาในการ "ขออนุญาต" และ "ขอขมา" ก่อนทุกขั้นตอน และนี่คือสิ่งที่มนุษย์บนดินไม่มีวันเข้าใจ
การที่อารยธรรมที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกว่าใครในระบบสุริยะ ยังคง "ขอขมา" ก่อนที่จะตัดหินทุกก้อน
▫️พิธีกรรมที่สามคือ "การต้อนรับชีวิตใหม่" (Welcoming New Life)
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับพิธีกรรม "การต้อนรับชีวิตใหม่" อย่างละเอียด เพราะนี่คือหนึ่งในพิธีกรรมที่งดงาม และเปี่ยมด้วยความหมายที่สุดในวัฒนธรรมของเรา และเป็นช่วงเวลาที่ความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตมนุษย์กับจิตสำนึกของโลกถูกแสดงออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขออธิบายถึงบริบทของการเกิดในสังคมอาร์การ์ธาเสียก่อน การเกิดของทารกในชัมบาลาไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเหมือนในสังคมมนุษย์บนดิน
เนื่องจากอายุขัยที่ยืนยาวหลายพันปีของเรา ทำให้การเพิ่มประชากรเป็นไปอย่างเชื่องช้าและผ่านการวางแผนอย่างรอบคอบ
โดยเฉลี่ยแล้ว คู่สมรสชาวอาร์การ์ธาจะมีบุตรเพียงหนึ่งถึงสองคนตลอดช่วงชีวิตหลายพันปีของพวกเขา และการตัดสินใจมีบุตรไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือจากแรงผลักดันทางชีวภาพเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องผ่าน "การปรึกษาหารือ" (Consultation) ระหว่างคู่สมรส สภาผู้เชื่อมโยง และการสื่อสารกับจิตสำนึกของโลก เพื่อให้แน่ใจว่าการนำชีวิตใหม่เข้ามาในอารยธรรมนั้นสอดคล้องกับสมดุลของประชากรและทรัพยากร
การตั้งครรภ์ของชาวอาร์การ์ธามีระยะเวลายาวนานกว่ามนุษย์บนดินประมาณสองเท่า ประมาณ 18 เดือนตามปฏิทินของเรา เนื่องจากร่างกายของทารกต้องใช้เวลาในการพัฒนาระบบประสาทที่ซับซ้อนเป็นพิเศษสำหรับการเชื่อมต่อกับ Telepathic Web และการดูดซับพลังงานวีริล
ในระหว่างการตั้งครรภ์ มารดาจะใช้เวลาอย่างมากในการนั่งสมาธิริมทะเลสาบหรือในสวน เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับ "คลื่นความถี่แห่งความสงบ" และเริ่มรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกผ่านทางสนามพลังงานของมารดา
เมื่อทารกคลอดออกมา ซึ่งเกิดขึ้นใน "ห้องคลอด" (Birthing Chamber) ที่เป็นห้องทรงกลมซึ่งผนังทำจากหินวีริลธรรมชาติทั้งหมด ไม่มีเครื่องมือแพทย์ที่ซับซ้อนเพราะการคลอดของชาวอาร์การ์ธาแทบไม่เคยมีภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากสุขภาพที่สมบูรณ์ของมารดา ทารกจะไม่ถูกเชื่อมต่อกับ Telepathic Web ทันที
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเรากับมนุษย์บนดินที่อาจไม่เป็นที่เข้าใจในทันที
ทารกอาร์การ์ธาเกิดมาพร้อมกับ "ปมประสาทเชื่อมต่อ" ที่พัฒนาเต็มที่แล้ว แต่การเชื่อมต่อกับเครือข่ายจะถูก "เลื่อน" ออกไปจนกว่าทารกจะมีอายุประมาณหนึ่งปี
เหตุผลคือเพื่อให้ทารกได้พัฒนา "ตัวตนพื้นฐาน" (Basic Self) ที่แยกจากสนามจิตของมารดาและของสังคมเสียก่อน หากทารกถูกเชื่อมต่อกับ Telepathic Web ทันทีตั้งแต่เกิด จิตใจที่ยังเปราะบางของพวกเขาอาจถูกกลืนหายไปในกระแสความคิดของมหาชน และไม่สามารถสร้าง "แก่นกลาง" ของความเป็นตัวตนได้
ในช่วงหนึ่งปีแรกนี้ ทารกจะถูกเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดโดยพ่อแม่และครอบครัวขยายในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ห่างจากบริเวณที่มีการสื่อสารทางจิตหนาแน่น
พวกเขาจะถูก "พูด" ด้วยเป็นครั้งคราวผ่านทางจิตสัมผัสโดยตรงจากพ่อแม่ เป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว ไม่ใช่ผ่านเครือข่าย และจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะรับรู้ถึง "การมีอยู่" ของผู้อื่นผ่านทางสนามพลังงาน
และเมื่อถึงอายุประมาณหนึ่งปี เวลาที่แน่นอนแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัวและขึ้นอยู่กับพัฒนาการของทารก พิธีกรรม "การต้อนรับชีวิตใหม่" ก็จะถูกจัดขึ้น
ในวันพิธี พ่อแม่จะแต่งกายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ ที่ทอจากใยของต้นไม้เรืองแสง เช่นเดียวกับชุดที่สวมในพิธีปฏิญาณตน เมื่อบรรลุนิติภาวะที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 1.6
พวกเขาจะอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขนและเดินทางจากบ้านของตนไปยังวิหารแห่งการมาถึงใจกลางนครชัมบาลา เส้นทางเดียวกันกับที่พวกเขาเองเคยเดินเมื่อครั้งเข้าพิธีปฏิญาณตนเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ภายในวิหาร พวกเขาจะนั่งลงบนเบาะหินวีริลหน้าแท่นคริสตัลแม่ซึ่งเปล่งแสงนุ่มนวลเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนการหายใจ แสงจากคริสตัลแม่ในวันพิธีจะถูกปรับให้อ่อนลงเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ทารกตกใจ
พ่อแม่จะกอดทารกไว้ระหว่างพวกเขา ไม่ใช่ในอ้อมแขนของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ใน "อ้อมกอดร่วม" ที่มือของทั้งพ่อและแม่แตะสัมผัสกับผิวของทารกพร้อมกัน และพวกเขาจะเริ่มต้นการนั่งสมาธิ
ในช่วงเวลานี้ พ่อแม่จะ "พูด" กับทารกผ่านทางจิตสัมผัสโดยตรง ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วย "มวลความรู้สึก" ที่ประกอบด้วยความรัก ความอบอุ่น และการต้อนรับ และพวกเขาจะ "แนะนำ" ทารกให้โลกรู้จักผ่านทางคริสตัลแม่
นี่ไม่ใช่การ "ฝากฝัง" ทารกให้กับโลกในความหมายของการมอบหมายความรับผิดชอบให้ผู้อื่น แต่คือการ "ประกาศ" ต่อจิตสำนึกของโลกว่า "นี่คือชีวิตใหม่ที่เกิดจากเรา นี่คือบุตรของเราผู้เป็นบุตรของท่านด้วย โปรดรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา และโปรดนำทางเขาตลอดเส้นทางชีวิตของเขา"
ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในโครงร่าง พิธีกรรมนี้ไม่มี "ผล" ในทางปฏิบัติใดๆ โลกไม่ได้ "ตอบรับ" หรือ "ปฏิเสธ" ทารกคนใด ไม่มีสัญญาณพิเศษจากคริสตัลแม่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของแสงหรือสนามพลังงาน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแบบที่ผู้สังเกตการณ์ภายนอกจะสังเกตเห็นได้
แต่สำหรับพ่อแม่ที่นั่งสมาธิอยู่ในวิหารนั้น พวกเขามักจะรายงานถึง "ความรู้สึกอบอุ่น" ที่แผ่ซ่านจากคริสตัลแม่เข้าสู่ร่างกายของพวกเขาและทารก ความรู้สึกที่คล้ายกับ "อ้อมกอด" ที่ข้าพเจ้าได้บรรยายในพิธีกรรมการสื่อสารกับโลก แต่เข้มข้นและยาวนานกว่า
บางครอบครัวรายงานว่าทารกซึ่งอาจร้องไห้งอแงก่อนเข้าสู่วิหาร กลับสงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าคริสตัลแม่ ราวกับพวกเขาสัมผัสได้ถึง "การต้อนรับ" จากบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่
หลังจากพิธีเสร็จสิ้น ทารกจะถูกเชื่อมต่อกับ Telepathic Web เป็นครั้งแรก ไม่ใช่การเชื่อมต่อเต็มรูปแบบในระดับที่สามหรือสี่ แต่เป็นเพียง "การเปิดประตู" (Opening the Gate) ที่อนุญาตให้พวกเขาเริ่มรับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้อื่นในเครือข่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เหมือนกับการเปิดม่านหน้าต่างทีละน้อยเพื่อให้แสงค่อยๆ ส่องเข้ามาในห้องมืด ไม่ใช่การเปิดม่านทั้งหมดในคราวเดียวซึ่งจะทำให้ตาพร่า
และนี่คือความหมายที่แท้จริงของพิธีกรรมนี้ มันคือการยืนยันว่าชีวิตใหม่นี้ไม่ใช่ "สมบัติ" ของพ่อแม่หรือของสังคม แต่คือ "ของขวัญ" จากโลกที่ถูกมอบหมายให้พ่อแม่เป็นผู้ดูแลชั่วคราว และเมื่อถึงเวลา เมื่อเด็กเติบโตขึ้น บรรลุนิติภาวะ และกล่าวคำปฏิญาณแห่งผู้พิทักษ์ด้วยตนเอง พวกเขาก็จะรับหน้าที่ในการดูแลโลกตอบแทนเช่นกัน
การศึกษาเรื่อง Gaia Ontology สำหรับเด็กอาร์การ์ธานั้นเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะพูดได้ด้วยซ้ำ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบท 3.2 การฝึกตัวกรองภายในเริ่มต้นในวัยเด็กเล็ก แต่ควบคู่ไปกับการฝึกกรองจิตคือการปลูกฝัง "ความรู้สึกเชื่อมโยงกับโลก" (Sense of Connection with Gaia) ผ่านกิจกรรมที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
เด็กอาร์การ์ธาจะถูกสอนให้ "ฟัง" หิน ไม่ใช่ด้วยหู แต่ด้วยการเอามือวางบนผนังหินวีริลของบ้านและรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนเบาๆ ของพลังงานที่ไหลผ่านหินนั้น
เด็กถูกสอนให้ "พูดคุย" กับพืช โดยการสัมผัสกับต้นไม้เรืองแสงและส่งคลื่นความรู้สึกขอบคุณไปยังมัน และถูกสอนให้สังเกตว่าเมื่อพวกเขาส่งความรู้สึกดีๆ ไปยังพืช ใบของมันจะเปล่งแสงสว่างขึ้นเล็กน้อย เป็นการตอบสนองที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ในระดับที่สูงขึ้น เด็กจะถูกสอนเกี่ยวกับ "กายวิภาคของโลก" ไม่ใช่ด้วยการท่องจำชื่อชั้นหินหรือวัฏจักรทางธรณีวิทยา แต่ด้วยการ "เดินทาง" ผ่าน Telepathic Web ไปยังส่วนต่างๆ ของโลกผ่านความทรงจำร่วมของผู้เฝ้ามองที่เคยไปยังสถานที่เหล่านั้น
พวกเขาอาจใช้เวลาหนึ่งวันในการ "สัมผัส" กับความรู้สึกของการยืนอยู่บนยอดเขาหิมาลัย รู้สึกถึงลมที่พัดผ่าน และ "ได้ยิน" เสียงของแผ่นดินที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ใต้เท้าของพวกเขา
เมื่อถึงวัยรุ่น อายุประมาณ 50 ถึง 100 ปี เด็กอาร์การ์ธาจะเข้าสู่ "ช่วงเวลาแห่งการเฝ้ามอง" (Observation Period) ซึ่งพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องสังเกตการณ์เพื่อรับชมภาพจากโลกเบื้องบน
นี่คือช่วงเวลาที่เด็กจะได้เรียนรู้ว่า "มนุษย์บนดิน" คือใคร พวกเขาอาศัยอยู่อย่างไร และพวกเขากำลังทำอะไรกับโลก และนี่มักจะเป็นช่วงเวลาที่เด็กเริ่มตั้งคำถามที่ยากลำบาก:
…"ทำไมมนุษย์บนดินถึงทำลายโลกทั้งที่โลกคือผู้ให้ชีวิตแก่พวกเขา"
…"ทำไมเราไม่ช่วยพวกเขา"
…"ทำไมเราถึงซ่อนตัว"
คำถามที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ แต่คือจุดเริ่มต้นของการคิดเชิงปรัชญาที่จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต
ศิลปะของอาร์การ์ธาไม่ใช่ "การสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงาม" ในความหมายที่มนุษย์บนดินเข้าใจ แต่มันคือ "การแสดงออกถึงความเชื่อมโยง" (Expression of Connection)
การที่ศิลปินใช้ทักษะของตนในการถ่ายทอดประสบการณ์ของการเป็นหนึ่งเดียวกับโลกและจักรวาลให้ผู้อื่นได้สัมผัสร่วมด้วย
ดนตรีอาร์การ์ธาไม่ได้เล่นด้วยเครื่องดนตรีที่สร้างจากไม้หรือโลหะเป็นหลัก แต่ใช้ "เครื่องดนตรีวีริล" (Vril Instruments) ที่เปลี่ยนพลังงานจิตของผู้เล่นให้เป็นคลื่นเสียงโดยตรง
เครื่องดนตรีเหล่านี้ไม่ได้ "ผลิต" เสียงในความหมายของการสั่นสะเทือนของอากาศ แต่ "ถ่ายทอด" ความถี่ของจิตสำนึกของผู้เล่นไปยังผู้ฟังผ่าน Telepathic Web และหินวีริลที่ทำหน้าที่เป็นตัวขยายสัญญาณ
จิตรกรรมและประติมากรรมของเราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยสีหรือหินอ่อน แต่ใช้ "แสงวีริล" (Vril Light) ที่ถูกปรับความถี่ให้กลายเป็นสีและรูปทรงที่สามารถมองเห็นได้ เป็นภาพสามมิติที่ล่องลอยอยู่ในอากาศและเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองและอารมณ์ของผู้ชม
ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาร์การ์ธา ซึ่งมนุษย์บนดินไม่มีวันได้เห็น คือ "ซิมโฟนีแห่งโลก" (Symphony of Gaia) ซึ่งเป็นการแสดงที่จัดขึ้นทุก 1,000 ปี ณ ลานกลางเมืองชัมบาลา
เป็นการรวมวงดนตรีวีริลนับพันชิ้นและผู้เข้าร่วมนับแสนคนที่เชื่อมต่อจิตกันเป็นหนึ่งเดียวผ่าน Telepathic Web เพื่อ "บรรเลง" บทเพลงที่ไม่ใช่การเรียบเรียงของมนุษย์ แต่คือการ "ถ่ายทอด" เสียงของโลกโดยตรง เสียงของหินหนืดที่ไหลวน เสียงของแผ่นดินที่เคลื่อนตัว เสียงของลมที่พัดผ่านป่า และเสียงของหัวใจของโลกที่เต้นเป็นจังหวะช้าๆ ใต้ทุกสิ่งที่เรารู้จัก
.
.
4.7 บันทึกของมาลาคัย: ความหวั่นไหวในใจของนักประวัติศาสตร์
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เขียนบันทึกส่วนนี้ ในห้องทำงานของข้าพเจ้า ณ หอจดหมายเหตุกลาง ท่ามกลางแสงสนธยาจากดวงตะวันกลางที่กำลังอ่อนลงสู่ช่วงพักของวัฏจักรอีกครั้งหนึ่ง
ข้าพเจ้าเพิ่งเสร็จสิ้นจากการเขียนบทที่สี่ยาวนานหลายเดือน บทที่หนักหน่วงที่สุดในแง่ของปรัชญาและจริยธรรม และบัดนี้รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องบันทึก "เสียงภายใน" ของตนเอง ก่อนที่มันจะถูกกลืนหายไปในคลื่นความคิดของมหาชนผ่าน Telepathic Web
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าถูกฝึกฝนให้ "เป็นกลาง" ให้บันทึกข้อเท็จจริงโดยไม่เอนเอียง ให้วิเคราะห์เหตุการณ์โดยไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตัว และให้ปล่อยให้ผู้อ่านเป็นผู้ตัดสินความถูกผิดด้วยตนเอง
แต่ข้าพเจ้าไม่ใช่เครื่องบันทึกข้อมูลที่ไร้ชีวิต ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ เป็นชาวอาร์การ์ธาผู้มีหัวใจ มีความรู้สึก มีความหวังและความกลัว และการเขียนบทที่สี่นี้ได้สั่นคลอน "ความเป็นกลาง" ที่พยายามรักษามาตลอดชีวิต
ข้าพเจ้าขอสารภาพกับท่านผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมาว่า ในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มเมตตาธรรม ข้าพเจ้าเอนเอียงไปทางกลุ่มเมตตาธรรม
หัวใจของข้าพเจ้ากรีดร้องเมื่อเห็นภาพของมนุษย์บนดินที่กำลังทุกข์ทรมานจากภัยแล้ง จากสงคราม จากโรคระบาดที่เราสามารถรักษาได้ในชั่วพริบตา
วิญญาณของข้าพเจ้าสั่นสะเทือนเมื่อรับรู้ถึง Psychic Echo ของเด็กมนุษย์ที่ร้องไห้ด้วยความหิวโหย ทั้งที่เรามีเทคโนโลยีที่สามารถทำให้ทะเลทรายเบ่งบานได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
มโนธรรมของข้าพเจ้าไม่อาจยอมรับข้ออ้างที่ว่า "การไม่แทรกแซงคือการเคารพเสรีภาพ" เมื่อเสรีภาพนั้นหมายถึงเสรีภาพที่จะอดตาย เสรีภาพที่จะถูกฆ่า และเสรีภาพที่จะทำลายบ้านของตนเองโดยไม่รู้ตัว
ข้าพเจ้าเชื่อ ด้วยหัวใจทั้งหมดของข้าพเจ้า ว่าการที่เรามีความรู้มากกว่า มีเทคโนโลยีเหนือกว่า และมีจิตสำนึกที่สูงกว่า ทำให้เรามี "หน้าที่" ที่จะต้องช่วยเหลือ ไม่ใช่ "สิทธิ์" ที่จะนั่งดูเฉยๆ
แต่ในขณะเดียวกัน และนี่คือความขัดแย้งภายในที่ทำให้นอนไม่หลับมาหลายคืน ข้าพเจ้าก็เข้าใจและนับถือเหตุผลของกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างลึกซึ้ง
เพราะประวัติศาสตร์ได้สอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการแทรกแซงของเรา แม้จะทำด้วยเจตนาดีเพียงใด มักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงและบางครั้งเลวร้ายกว่าการไม่แทรกแซงเสียอีก
เราช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการเบี่ยงเบนดาวเคราะห์น้อยเมื่อ 12,000 ปีก่อน แต่ผลที่ตามมาคือยุคน้ำแข็งที่คร่าชีวิตมนุษย์นับล้าน
เราปรับสมดุลสภาพอากาศเมื่อ 4,000 ปีก่อน แต่การกระทำนั้นทำให้มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน เรายับยั้งโครงการขุดเจาะใต้ทะเลเมื่อศตวรรษที่แล้ว
แต่เราก็ต้องถามตัวเองว่า หากเรายังคง "ปกป้อง" มนุษย์จากผลลัพธ์ของการกระทำของพวกเขาเช่นนี้ต่อไป พวกเขาจะมีวันเติบโตทางจิตวิญญาณหรือไม่ หรือพวกเขาจะยังคงเป็น "เด็ก" ที่ไม่เคยเรียนรู้ความรับผิดชอบไปตลอดกาล
ข้าพเจ้าเห็นความจริงในข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ทรมาน เพราะหากมีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ "ถูก" และอีกฝ่าย "ผิด" การตัดสินใจก็จะเป็นเรื่องง่าย แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทั้งสองฝ่าย "ถูก" ในเวลาเดียวกัน
จะเกิดอะไรขึ้นถ้ากลุ่มอนุรักษนิยม "ถูก" ที่ว่าการแทรกแซงทุกครั้งบั่นทอนความสามารถของมนุษย์ในการเรียนรู้และเติบโตด้วยตนเอง แต่กลุ่มเมตตาธรรมก็ "ถูก" เช่นกันที่ว่าการไม่แทรกแซงในบางสถานการณ์เท่ากับการสมรู้ร่วมคิดกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทั้งการแทรกแซงและการไม่แทรกแซงต่างก็นำไปสู่หายนะ เพียงแต่เป็นหายนะคนละรูปแบบ
นี่คือ "กับดักทางศีลธรรม" (Moral Trap) ที่ข้าพเจ้าติดอยู่ในนั้น และข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะหลุดออกมาได้อย่างไร
ข้าพเจ้าขอจบบทที่สี่นี้ด้วยการบอกใบ้ถึงบทต่อไป ในบทที่ห้า ข้าพเจ้าจะพาท่านผู้อ่านก้าวเข้าสู่มิติที่ "จับต้องได้" มากขึ้น
มิติของพลังงานและเทคโนโลยี พลังงานวีริลที่เป็นทั้ง "เลือด" ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราและเป็น "อาวุธ" ที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งได้หากใช้ผิดวิธี
ข้าพเจ้าจะเปิดเผยความจริงที่เจ็บปวดเกี่ยวกับราคาของการใช้พลังงาน ความจริงที่ว่าเทคโนโลยีที่ทำให้เรามีอายุยืนยาวนับพันปีและมีพลังเหนือมนุษย์ คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบนพื้นโลกและอาจกำลังทำร้ายโลกที่เราสาบานว่าจะปกป้อง
และบางที เพียงบางที การสำรวจ "ราคา" ของพลังงานวีริลอาจทำให้เราเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ "ราคา" ของการตัดสินใจในประเด็นที่ซับซ้อนทางศีลธรรม
ว่าทุกการกระทำมีต้นทุน ทุกการไม่กระทำก็มีต้นทุน และบางครั้งการเลือก "ทางที่ถูกต้อง" อาจหมายถึงการเลือกทางที่ต้นทุนนั้นเราเต็มใจจะแบกรับ ไม่ใช่ทางที่ไม่มีต้นทุนเลย
ด้วยความคิดเหล่านี้ ข้าพเจ้าขอปิดฉากบทที่สี่ และเตรียมก้าวเข้าสู่บทที่ห้า อภิเทคโนโลยีและพลังงานวีริล ดาบสองคมแห่งชัมบาลา
.
.
ปรัชญาชีวิต
วิทยาศาสตร์
เรื่องเล่า
2 บันทึก
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย