26 ก.ค. เวลา 08:31 • กีฬา
สนามกีฬาเมตไลฟ์

"สรุปทุกเรื่องราว บอลโลก 2026" Part 2 อินไซต์เพลง

เมื่อบอลโลกครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เพลงจาก Official
มีทั้งเพลงจากฟีฟ่า เพลงที่โซเชียลเลือก เพลงประจำทีม เพลงเก่า และเพลงแฟนเมดต่างๆ
1. GOALS เพลงบอลโลก ที่ไม่เหมือนบอลโลก
- แม้จะคว้าตัวศิลปินเบอร์ใหญ่ทั้ง LISA, Anitta และ Rema ที่เปรียบได้กับการดึงสามขั้วของป๊อปโลกยุคใหม่มาอยู่ในเพลงเดียวกัน “LISA” คือศิลปินไทยที่เติบโตจาก K-pop จนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับสากล มีทั้งพลังการเต้น ภาพลักษณ์ และฐานแฟนมหาศาลทั่วเอเชียและตะวันตก
“Anitta” เป็นตัวแทนของบราซิลและละตินป๊อป ผู้พาฟังก์คาริโอกาและจังหวะจากรีโอเดจาเนโรเข้าสู่กระแสหลัก ส่วน “Rema” คือหนึ่งในศิลปินรุ่นสำคัญของไนจีเรีย ผู้ช่วยพา Afrobeats และ Afropop เดินทางไกลกว่าทวีปแอฟริกา ด้วยน้ำเสียงและเมโลดี้ที่คนฟังทั่วโลกจำได้ทันที
บนกระดาษ นี่จึงเป็นการรวมตัวที่แทบสมบูรณ์แบบสำหรับฟุตบอลโลก: เอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกาอยู่ในเพลงเดียวกัน พร้อมศิลปินที่มีทั้งยอดนิยม พลังการแสดง และความร่วมสมัยครบถ้วน แต่เมื่อเพลง GOALS เดินเข้าสู่ท่อนฮุก คำถามกลับไม่ใช่ว่าทั้งสามเก่งพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเพลงสามารถเปลี่ยนความเก่งรายบุคคลให้กลายเป็นเสียงร้องร่วมของคนทั้งสนามได้หรือเปล่า และตรงนี้เองที่เสียงวิจารณ์เริ่มแตกออกเป็นสองฝั่ง
โดยส่วนใหญ่ (รวมถึงส่วนตัวผมเอง) มองว่าเพลงไม่ได้สื่อความเป็นบอลโลกออกมาได้ดีเท่ากับเพลยลิสต์ดังในอดีตแบบ "The Cup of Life” ของ Ricky Martin ที่ยังติดหูตรึงใจมาถึงวันนี้ Here we go! Ale, ale, ale! / “Wavin' Flag” ของ K'naan ที่แค่ขึ้นต้นโอ้โอ่โอโอ้โอ่ก็ติดหูละ / Waka Waka (This Time for Africa) - Shakira ที่คนไทยเอามาล้อทุกวันที่ 3 มีนา เอ๊ะเอ55+ ใดๆ ดีใจที่เห็นเธอกลับมาปรากฎตัวในบอลโลกครั้งนี้พร้อมลูกชายทั้ง 2 รวมถึงเพลงใหม่ Dai Dai (feat.Burna Boy)
กลับมาที่เพลง GOAL ฝั่งหนึ่งชื่นชมภาพลักษณ์ร่วมสมัย โปรดักชัน และพลังของศิลปิน ส่วนอีกฝั่งรู้สึกว่าเพลงไม่ติดหูในแบบที่ร้องพร้อมกันได้ทันที และหากตัดภาพฟุตบอลออก ก็อาจฟังเหมือนซิงเกิลป๊อประดับโลกทั่วไปมากกว่าเพลงประจำทัวร์นาเมนต์ ที่ไม่ได้ดูมีความ Fesive สร้างอารมณ์ร่วมใดๆ ได้ คือเพลงบอลโลกมันควรคงไว้ซึ่งความครื้นเครง มีจังหวะกลอง ร้องรำ เต้นตาม มีท่อนจำและฮุกที่ง่ายๆ แต่จำไปอีกนาน
2. World Cup (Champions) - นี่สิวะ เพลงบอลโลก!
- ต้องขอบคุณ “IShowSpeed” ที่ทำเพลงนี้มาตอบโจทย์ ตรงใจมากๆ เมื่อครีเอเตอร์ทำเพลงออกมาได้ถูกจริตแฟนบอลยิ่งกว่า official เพราะไม่ได้เริ่มจากความเนี้ยบหรือภาพแทนความเป็นสากล แต่เริ่มจากบุคลิกของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับฟุตบอลในโลกออนไลน์ เสียงตะโกน ความวุ่นวาย การเต้น และพลังแบบแฟนบอลข้างสนามทำให้เพลงเข้าถึงคนดูได้โดยไม่ต้องอธิบายมากเลย แค่เริ่มด้วยการไล่ชื่อประเทศชาติต่างๆ ในบอลโลกครั้งนี้ออกมาเท่ๆ ก็สร้างอารมณ์ร่วมให้แต่ละชาติได้ดีแล้ว
แก่นของเรื่องคือ ฟีฟ่าอาจมีอำนาจเลือกเพลงทางการ แต่โลกโซเชียลสามารถเลือกเพลงของตัวเองได้ และบางครั้งเพลงที่ผู้คนรู้สึกว่า “มาจากแฟนบอลจริงๆ” ก็เดินทางได้เร็วกว่าเพลงที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นทางการ และเขายังเป็นครีเอเตอร์คนแรกที่ได้แสดงในพิธีปิดบอลโลกด้วยนะ อย่างเฟี้ยวเลย!
3. การกลับมาของ “Shakira”
- เพลง “Dai Dai” ของ Shakira และ Burna Boy เป็นเพลงทางการที่ผสมจังหวะละตินเข้ากับ Afrobeats และภาษาดนตรีของศิลปินทั้งสอง โดยมีสารเรื่องชัยชนะ ความเป็นหนึ่งเดียว และฟุตบอลในฐานะพื้นที่เชื่อมผู้คนต่างวัฒนธรรม จุดสำคัญคือ Shakira แทบกลายเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับเพลงฟุตบอลโลกมากที่สุดคนหนึ่งไปแล้ว และเอาจริงๆ ผมก็ยังอยากเห็นเธอในทัวร์นาเมนต์ครั้งหน้าอีกนะ
4. Wonderwall เมื่ออังกฤษไม่ได้เลือกเพลงแห่งชัยชนะ
- เพลงของอังกฤษที่กลายเป็นภาพจำไม่ใช่เพลงที่แต่งมาเพื่อฟุตบอล แต่เป็น “Wonderwall” ของ Oasis เพลงอายุเกินสามทศวรรษที่เริ่มดังขึ้นหลังชัยชนะเหนือโครเอเชีย ก่อนนักเตะจะยืนร้องตอบโต้กับแฟนบอล และค่อยๆ กลายเป็นโมเมนต์หลังเกมของทีม
เดิมเพลงเคยถูกตีความว่าเป็นเพลงรักถึงคนคนหนึ่ง ก่อนที่ Noel Gallagher จะอธิบายในภายหลังว่า “Wonderwall” อาจหมายถึงเพื่อนในจินตนาการหรือใครบางคนที่จะมาช่วยเราจากตัวเราเอง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักเสมอไป แต่อาจเป็นคน ความฝัน หรือสิ่งยึดเหนี่ยวที่เราหวังว่าจะพาเราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้คนจำนวนมากสามารถใส่เรื่องราวของตัวเองลงไปในเพลงได้ โดยไม่ต้องเข้าใจความหมายตรงกันทั้งหมด
เมื่อถูกนำมาใช้กับทีมชาติอังกฤษ ความหมายของเพลงจึงกว้างกว่าการเชียร์ให้ชนะ นักเตะอาจเป็น Wonderwall ของแฟนบอล ขณะเดียวกันเสียงจากอัฒจันทร์ก็อาจเป็นสิ่งที่พยุงนักเตะเอาไว้ มันเป็นเพลงของการฝากความหวังไว้กับใครบางคน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเขาจะช่วยเราได้จริงหรือไม่ ซึ่งตรงกับอารมณ์ของการติดตามอังกฤษอย่างประหลาดมีทั้งความเชื่อ ความกังวล และประวัติศาสตร์ของความผิดหวังอยู่พร้อมกัน
การร้อง Wonderwall หลังเกมจึงไม่ได้ประกาศว่าอังกฤษจะเป็นแชมป์ แต่เหมือนการบอกกันว่า ตราบใดที่เส้นทางยังไม่จบ พวกเขายังเลือกจะเชื่อในทีมชุดนี้ และยังพร้อมอยู่ข้างกันต่อไป โดยมีอันดับ 3 เป็นรางวัลปลอบใจ come home แบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่นกัน อย่างน้อยในเกมชิงที่ 3 กับฝรั่งเศส พวกเขาก็ส่งเสียงคำรามลั่น เปิดเกมบุกไม่ยั้ง ไม่ได้จอดรถบัสสองชั้นเหมือนเกมกับอาร์เจนติน่าอีกแล้ว
5. “Country Roads” เสียงส่งทีมกลับบ้าน
- เพลง Take Me Home, Country Roads ของ John Denver ถูกใช้กับทีมชาติสหรัฐฯ และสร้างช่วงเวลาที่ผู้เล่นกับกองเชียร์ร้องพร้อมกันหลังเกม ความหมายเรื่องบ้าน การเป็นส่วนหนึ่ง และการเดินทางกลับไปยังสถานที่ที่เรารู้สึกว่าเป็นของตัวเอง ทำให้เพลงเก่าสุดคลาสสิกนี้ เชื่อมโยงผู้คนต่างวัยได้ง่ายและร่วมสมัยทีเดียว
แต่เพราะเพลงถูกเปิดบ่อยทั่วทัวร์นาเมนต์ โลกโซเชียลจึงสร้างความหมายอีกด้านขึ้นมา เมื่อทีมใดกำลังตามหลังหรือใกล้ตกรอบ การได้ยินคำว่า “Take me home” ฟังคล้ายเสียงเรียกขึ้นเครื่องกลับประเทศทันที เพลงเดียวกันจึงเป็นทั้งบทฉลองของผู้ชนะและบทส่งท้ายของผู้แพ้ สำหรับบางทีม Country Roads คือบ้าน สำหรับอีกทีม มันคือสนามบินที่ต้องเตรียมกลับบ้านไปซะงั้นเลย ฮ่าา
6. Haaland Norway Song
- ความสำคัญของเพลงไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจะกลายเป็นเพลงอมตะหรือไม่ แต่อยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมเพลงฟุตบอลไม่ได้ไหลลงมาจากองค์กรหรือค่ายเพลงเพียงทางเดียวอีกแล้ว แฟนบอลสามารถหยิบทำนองเดิมมาเขียนใหม่ ปล่อยขึ้นแพลตฟอร์ม และทำให้มันเดินทางไปพร้อมผลงานของทีมชาติได้ เมื่อเส้นทางของนอร์เวย์เปลี่ยน เนื้อหาและความหมายของเพลงก็เปลี่ยนตาม มันจึงต่างจากเพลงทางการที่ต้องเตรียมล่วงหน้าเป็นเดือน เพราะเพลงแฟนเมดสามารถตอบสนองต่ออารมณ์ของทัวร์นาเมนต์ได้แทบจะทันที
7. เมื่อ “Hey Jude” หวนคืน
- เดิมที Paul McCartney แห่งวง The Beatles เริ่มแต่งเพลงนี้ในชื่อ “Hey Jules” เพื่อปลอบ Julian Lennon ลูกชายของ John Lennon ในช่วงที่ครอบครัวกำลังแตกแยก ก่อนเปลี่ยนคำว่า Jules เป็น Jude เพราะร้องแล้วลื่นไหลกว่า แก่นของเพลงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความรัก แต่เป็นคำปลอบโยนถึงคนที่กำลังผ่านช่วงเวลาหนักหนา
ยอมรับความเจ็บปวด แต่อย่าปล่อยให้มันกำหนดอนาคต อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว และพยายาม “take a sad song and make it better” จากบทเพลงที่เริ่มต้นเพื่อเด็กคนหนึ่ง มันค่อย ๆ กลายเป็นเพลงที่คนทั้งสนามสามารถใช้ให้กำลังใจกันได้ โดยเฉพาะช่วงท้ายที่แทบไม่ต้องจำเนื้อร้อง ทุกคนก็ร่วมส่งเสียงไปพร้อมกันได้
ความหมายนี้เข้ากับเส้นทางของ J.Bellingham มากกว่าการเล่นคำจากชื่อเพียงอย่างเดียว หลังผ่านทั้งอาการบาดเจ็บ เสียงวิจารณ์ และความคาดหวังที่วางอยู่บนบ่าของนักเตะหมายเลข 10 เขากลับทำ 7 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ มากที่สุดที่นักเตะทีมชาติอังกฤษคนใดเคยทำได้ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่รายการเดียว แฟนบอลร้อง Hey Jude ให้เขาหลังเกมกับปานามา
และเพลงดังขึ้นอีกครั้งเมื่อสองประตูของเขาพาอังกฤษแซงนอร์เวย์เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ เมื่อเพจทางการของ The Beatles ร่วมกับทีมชาติอังกฤษโพสต์เพียงคำว่า “Hey” เหนือภาพของ Bellingham หลังเกมนั้น มันจึงเหมือนการรับรองอย่างเป็นทางการว่า เพลงอายุเกือบหกทศวรรษมี “Jude” คนใหม่แล้ว
สิ่งที่ทำให้เพลงนี้ทรงพลังในฟุตบอลคือ มันไม่ได้ฟังเหมือนเพลงบูชาฮีโร่ฝ่ายเดียว เสียงเรียก “Hey Jude” เริ่มจากแฟนบอลส่งไปหาเขา แต่เมื่อท่อนท้ายถูกคนทั้งสนามร้องพร้อมกัน ความหมายก็ย้อนกลับมาเป็นแรงพยุงทั้งทีม Bellingham จึงเป็นทั้งคนที่ถูกให้กำลังใจและคนที่ทำให้ความหวังของอังกฤษกลับมามีชีวิต เพลงนี้ไม่ได้สัญญาว่าความผิดหวังในอดีตจะหายไป เพียงบอกว่ายังมีโอกาสเปลี่ยนเรื่องเศร้าให้ดีขึ้น และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไม่มีใครทำให้ประโยคนั้นเห็นเป็นภาพได้ชัดเท่า Jude Bellingham
โฆษณา