เมื่อวาน เวลา 15:21 • หุ้น & เศรษฐกิจ

EP72 Free Visa: เครื่องมือทางเศรษฐกิจ หรือต้นทุนด้านความมั่นคง

ชาว Pamellian คิดเหมือนกันไหมครับว่า... ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรมอง "Free Visa" ในฐานะ "เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีต้นทุนด้านความมั่นคง" ไม่ใช่แค่นโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อปั๊มตัวเลขเหมือนอย่างที่ผ่านมา?
ย้อนกลับไปช่วงปี 2024 ไทยเราเคยเปิดประตูขยายสิทธิ์ยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวพำนักได้ยาวถึง 60 วัน ตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2024 แต่พอเข้าสู่ปี 2026 รัฐบาลกลับต้องถอยมาทบทวน และปรับลดกรอบเวลาลงเหลือ 30 วัน และ 15 วัน เพื่อลดการใช้ช่องทางผิดวัตถุประสงค์และการก่ออาชญากรรม
คำถามสำคัญที่ชวนให้ทุกคนสงสัยก็คือ: การถอยกลับมาลดวัน Free Visa จะช่วยลดปัญหาได้จริงไหม?
คำตอบสั้นๆ จากมุมมองเชิงนโยบายคือ: ช่วยได้บางส่วน แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด มันอาจลดโอกาสที่บางกลุ่มจะใช้ช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาทำธุรกิจเงา แต่มาตรการนี้ จะไม่สามารถลดอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างมีนัยสำคัญโดยลำพัง
หากเรามาดูภาพรวมทางเศรษฐกิจมหภาค:
  • ปี 2024: ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36.1 ล้านคน ตามการประเมินของ World Bank โดยครึ่งปีแรกกวาดไปได้ถึง 17.5 ล้านคน
  • ปี 2026: ผ่านมาครึ่งปีแรก ตัวเลขสะสมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ราว 16.21 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 782,569 ล้านบาท
ฟังดูเป็นตัวเลขที่ไม่เลวใช่ไหมครับ? แต่การที่ ททท. ต้องปรับลดเป้าหมายทั้งปีลงเหลือ 30–34 ล้านคน มันเป็นสัญญาณสะท้อนชัดเจนว่า การเติบโตเชิงปริมาณเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน งานวิจัยและบทวิเคราะห์ของไทยระบุตรงกันว่า Free Visa ไม่ได้เป็นต้นเหตุของอาชญากรรมโดยลำพัง สอดคล้องกับเอกสารวิชาการจากจุฬาฯ ที่ชี้ว่า ปัญหาหลักอยู่ที่ "ความไม่สอดคล้องของหน่วยงานรัฐและการขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน" ไม่ใช่ตัวนโยบายฟรีวีซ่าเอง
การประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ ต่อเศรษฐกิจ
ช่องโหว่จากการผ่อนคลายมาตรการตรวจลงตรา ได้สร้างบาดแผลเชิงโครงสร้างให้แก่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ผ่านปรากฏการณ์ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) ใน 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์:
1. อำเภอปาย: การเกิด ระบบเศรษฐกิจปิด (Enclave Economy)
ปายซึ่งเคยเป็นเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติที่เรียบง่าย ได้กลายเป็นศูนย์กลางการพำนักระยะยาวของกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะสัญชาติ โดยเฉพาะชาวอิสราเอลที่อยู่นานหลายเดือนผ่านวีซ่านักท่องเที่ยวและนักเรียน
กลุ่มทุนต่างชาติอาศัยช่องโหว่จับมือกับ "นอมินีท้องถิ่น" กว้านเช่าที่ดิน โฮสเทล และร้านค้า แล้วนำไปปล่อยเช่าต่อให้คนสัญชาติเดียวกันในราคาสูง เกิดเป็น ระบบเศรษฐกิจปิด หรือทัวร์ศูนย์เหรียญยุคใหม่ที่เม็ดเงินหมุนเวียนกันเองแค่ในกลุ่มต่างชาติ ส่งผลให้เกิด ปรากฏการณ์ผลักคนไทยออกจากระบบเศรษฐกิจ (Displacement Effect) ราคาที่พักและอสังหาฯ ในปายถูกปั่นสูงขึ้น 20% ถึง 50% จนคนท้องถิ่นสู้ราคาไม่ไหว และเกิดความตึงเครียดทางสังคม
2. บ่อวิน ศรีราชา: ผลกระทบต่อแรงงานไทย
ในพื้นที่หัวใจอุตสาหกรรม EEC อย่างบ่อวิน พบปัญหาบริษัททุนต่างชาติลักลอบนำแรงงานต่างด้าวหลากสัญชาติถือวีซ่านักท่องเที่ยวแอบแฝงเข้ามาทำงานในโรงงานและร้านค้าในชุมชน
แรงงานเหล่านี้เข้ามา แย่งอาชีพที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทยโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นช่างตัดผม พนักงานขายของ หมอนวดแผนไทย คนขับรถขนส่ง หรือช่างฝีมือ การลักลอบทำงานภายใต้วีซ่าท่องเที่ยวทำให้นายจ้างหลีกเลี่ยงภาษีและประกันสังคม เกิดการตัดราคาค่าแรง กดทับอัตราค่าจ้างของแรงงานไทยในภาวะที่ตลาดแรงงานตึงตัว
เศรษฐกิจนอกระบบ & กลไกการรั่วไหลของเงินทุน
ผลกระทบเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงที่สุดคือการขยายตัวของเศรษฐกิจนอกระบบ (Shadow Economy)
ฐานข้อมูลของ World Bank และรายงานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48.4% ถึง 48.7% ของ GDP คิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 8.7 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่เป็น อันดับที่ 15 ของโลก จาก 158 ประเทศ!
เมื่อนโยบาย Visa-Free เปิดช่องให้ทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจผ่านนอมินี รายได้ทั้งหมดจะไม่ถูกบันทึกในระบบ บัญชีประชาชาติ รัฐเก็บภาษี VAT หรือภาษีเงินได้ไม่ได้เลย แถมเม็ดเงินยังรั่วไหลออกนอกประเทศผ่าน 3 กลไกหลัก:
  • 1.
    ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านแบงก์ไทย: รับเงินผ่าน E-Wallet ต่างประเทศ หรือ QR Code ที่ผูกกับธนาคารต่างประเทศโดยตรง
  • 2.
    การตั้งราคาโอนผิดปกติ (Transfer Pricing): สำแดงรายรับในไทยให้ต่ำที่สุด แต่ไปเก็บเงินผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศแล้วโอนไปพักไว้ใน Tax Havens
  • 3.
    ระบบโพยก๊วนดิจิทัล (Digital Hawala): ใช้ สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto) ในการแลกเปลี่ยนเงินซื้อขายอสังหาฯ โดยตัดขั้นตอนของธนาคารกลาง
กรณีศึกษา Golden Visa ของโปรตุเกส
บทเรียนระดับโลกที่ไทยควรมองเป็นแบบอย่าง คือ การปฏิรูป Golden Visa ของโปรตุเกส ในช่วงปลายปี 2023
เดิมทีโปรตุเกสเปิดให้ต่างชาติได้รับสิทธิ์พำนักถาวรผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ จนเกิดวิกฤตราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น คนท้องถิ่นเดือดร้อน และกลายเป็นช่องทางฟอกเงินข้ามชาติ จนรัฐบาลโปรตุเกสต้อง ยกเลิกสิทธิ์พำนักจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยตรง แล้วเปลี่ยนให้เป็นการลงทุนผ่านกองทุนหรือภาคเศรษฐกิจจริงแทน
Pamellia Insight
ถึงเวลาแล้วครับที่เราต้องมองการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือเรื่องของโครงสร้างและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว 3 ประเด็นหลัก:
1
  • 1.
    ปรับเปลี่ยนตัววัดความสำเร็จของประเทศ (KPI Shift): เลิกยึดติดกับ "จำนวนหัวนักท่องเที่ยว" แต่หันมาให้ความสำคัญกับ รายได้สุทธิและการจัดเก็บภาษีที่ตกถึงมือรัฐ (Quality & Revenue Retention)
  • 2.
    เร่งบังคับใช้ ภาษีพำนักรายวัน (Daily Stay Tax) โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่านระบบบัตรขาเข้าดิจิทัล (TDAC)
  • 3.
    ปฏิรูป Thai Golden Visa: ยกเลิกการให้สิทธิ์ถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เปลี่ยนเป็นการลงทุนผ่าน กองทุนรวม REITs หรือดึงเม็ดเงินเข้าสู่ภาคการแพทย์ ประกันภัย และห่วงโซ่ค้าปลีกของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
แล้วชาว Pamellian ทุกท่าน คิดเห็นอย่างไรกับนโยบาย Free Visa และมาตรการจัดเก็บภาษีพำนักรายวัน?
โฆษณา