27 ก.ค. เวลา 08:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เกมลงทุนเปลี่ยน! เน้น "ซัพพลายเชน" มากกว่าต้นทุน ครึ่งปีแรก FDI โต 80%

โลกเปลี่ยน เกมลงทุนเปลี่ยน! BOI ชี้ นักลงทุนเลือก "ซัพพลายเชน" มากกว่าต้นทุน ครึ่งแรกปี69 FDI โต 80% วาง 6 อุตสาหกรรมใหม่ ดันไทยสู่ฐานลงทุนโลก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เปิดเผยว่า ภูมิทัศน์การลงทุนโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ส่งผลให้ภาคธุรกิจทั่วโลกปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และกระจายฐานการผลิตมากขึ้น
สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนใช้พิจารณาเลือกประเทศลงทุนจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ต้นทุนการผลิต แต่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
การกระจายความเสี่ยง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย นายนฤตม์ ระบุว่า จุดแข็งสำคัญอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์และคมนาคม ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน นิคมอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงฐานการผลิตและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และปิโตรเคมี ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้
นอกจากนี้ ไทยยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เปิดกว้างสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมาตรการสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจการลงทุน ขณะที่ปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยดึงดูดบุคลากรและผู้บริหารต่างชาติให้เข้ามาทำงานในประเทศ
ครึ่งปีแรกลงทุน 1.47 ล้านล้านบาท FDI โต 80%
นายนฤตม์ ให้ข้อมูลว่า การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนแนวโน้มการลงทุนที่ขยายตัว โดยมีจำนวนโครงการ 1,300 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI มีมูลค่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%
โดยการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ ที่มีทั้งอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมอากาศยาน และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่ง BOI มองว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างแหล่งเติบโตใหม่ในระยะยาว
BOI วาง 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
นายนฤตม์กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า BOI ให้ความสำคัญกับ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ Bio และ Green Industry , Semiconductor และ Advanced Electronics , ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงแบตเตอรี่ , AI และ Digital, Automation, Robotics และ Humanoid และศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
นายนฤตม์ กล่าวว่า การดึงดูดบริษัทข้ามชาติไม่ได้หวังแค่เม็ดเงินลงทุน แต่ยังต้องการให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และสร้างงานที่มีมูลค่าสูงให้กับแรงงานไทย โดยมองว่าการมีบุคลากรที่มีทักษะรองรับจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทต่างชาติขยายการลงทุนในไทยต่อเนื่อง
BOI จับมือ Citi รับการแข่งขันดึง FDI ทั่วโลก
นายนฤตม์ ระบุว่า ขณะนี้ BOI กำลังร่วมมือกับธนาคารซิตี้แบงก์ (ประเทศไทย) โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงเครือข่ายนักลงทุนต่างประเทศเข้ากับข้อมูลด้านการลงทุนและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย โดย BOI ดูแลด้านข้อมูลกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่ Citi มีเครือข่ายธุรกิจใน 95 ประเทศ และให้บริการลูกค้าใน 160 ตลาด
ด้านนางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติได้รับข้อมูลตั้งแต่กฎระเบียบ ใบอนุญาต และสิทธิประโยชน์ ไปจนถึงบริการทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการชำระเงินแบบครบวงจร ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจลงทุน
อย่างไรก็ตาม นางสาวนฤมล มองว่า การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในปัจจุบันรุนแรงขึ้น เนื่องจากหลายประเทศต่างเร่งดึง FDI เข้าประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงคราม เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และมาตรการภาษีการค้า โดยปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือ ความต่อเนื่องของนโยบาย
นอกจากนี้ในมุมมองของ Citi นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาพลังงานและวัตถุดิบมีความผันผวน ขณะที่ธุรกิจที่มีฐานการดำเนินงานหลายประเทศต้องบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุน และกระแสเงินสดพร้อมกัน ส่วนบริการทางการเงินที่นักลงทุนต้องการเพิ่มขึ้น ได้แก่ การบริหารสภาพคล่อง การชำระเงินแบบทันที และสินเชื่อดิจิทัล เพื่อให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเงินทุนและบริหารกระแสเงินสดได้รวดเร็วขึ้น
ชี้ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการเงิน แต่ต้องยกระดับความปลอดภัย!
นางสาวนฤมล กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน โดยเฉพาะระบบการชำระเงินแบบทันที ซึ่งสามารถรองรับธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบ PromptPay ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบชำระเงินไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กับความเร็วของธุรกรรมคือความปลอดภัย โดย Citi ระบุว่าได้พัฒนาระบบตรวจจับธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ เพื่อแจ้งเตือนเมื่อพบการโอนเงินที่แตกต่างจากพฤติกรรมปกติของลูกค้า และอยู่ระหว่างพัฒนาระบบตรวจจับความผิดปกติของบัญชีผู้รับเงิน
นอกจากนี้ Citi ยังระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่บริษัทเลือกเปิดตัว Citi Payment Express ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมาก โดยเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศ
วางเป้า "Automotive - Green - Tech - Healthcare"
สำหรับอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของความร่วมมือระหว่าง BOI และ Citi จะสอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของไทย โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน เทคโนโลยี อุตสาหกรรมสะอาดและสีเขียว รวมถึง Healthcare และ Pharma
ทั้งนี้ มองว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูด FDI ในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน บุคลากร นโยบายที่มีความต่อเนื่อง และระบบนิเวศทางธุรกิจโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไทยต้องเร่งพัฒนาเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางการแข่งขันจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/280326
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา