28 ก.ค. เวลา 08:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

"ฮาลาล" กำแพงการค้าใหม่! "อินโดนีเซีย" ยกระดับมาตรฐาน มีผล 17 ต.ค. 69

"ฮาลาล" กำแพงการค้าใหม่! อินโดนีเซียยกระดับมาตรฐานเต็มขั้น มีผล 17 ต.ค. 69 ครอบคลุมอาหาร-เครื่องดื่ม ก่อนขยายสู่ระบบโลจิสติกส์ในอนาคต
โลกการค้าในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่อง "ราคา" หรือ "คุณภาพ" อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ "มาตรฐาน" กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า สินค้าจะสามารถเข้าสู่ตลาดได้หรือไม่ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. บอกว่า ล่าสุด อินโดนีเซีย จะบังคับใช้กฎหมาย "Halal Product Assurance" อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2569 หลังผ่อนผันมา 2 ปี ส่งผลให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่จำหน่ายในประเทศต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะตัวสินค้า
แต่ครอบคลุมไปถึงกระบวนการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยดำเนินการภายใต้สำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานและรับรองผลิตภัณฑ์ของอินโดนีเซีย
สำหรับไทย เรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของสินค้าเกษตรและอาหารไทย ในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไปอินโดนีเซียคิดเป็นมูลค่ากว่า 46,867 ล้านบาท โดยเฉพาะน้ำตาล ผลไม้ ข้าว อาหารสำเร็จรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องดื่ม การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนเอกสารที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงต้นทุนในการปรับระบบการผลิต การบริหารวัตถุดิบ การจัดเก็บ และโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ อินโดนีเซียไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับรองสินค้า แต่ยังเดินหน้าพัฒนา "มาตรฐานด้านโลจิสติกส์" เพื่อป้องกันการปะปนของสินค้าในระหว่างการขนส่งและจัดเก็บ สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในอนาคตจะวัดกันทั้ง "มาตรฐานของห่วงโซ่อุปทาน" ไม่ใช่แค่คุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว
มุมหนึ่ง แม้ข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นแรงผลักดันให้ผู้ส่งออกไทยยกระดับมาตรฐานการผลิตและระบบบริหารจัดการให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว หากสามารถปรับตัวได้เร็ว
โลกการค้ากำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า "กำแพงการค้า" ยุคใหม่ ไม่ได้อยู่ที่การขึ้นภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการยกระดับมาตรฐานที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม ผู้ที่เตรียมพร้อมก่อน ย่อมมีโอกาสรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ได้มากกว่า ขณะที่ผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน อาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือสูญเสียโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/280376
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา