30 ก.ค. เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ย้อนรอยเส้นทาง MSCI บริษัทเจ้าของดัชนีหุ้น ที่ทั้งโลกนี้ขาดไม่ได้

ในคืนวันที่ 20 มิถุนายน 2017 นักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก ต่างต้องยอมอดตาหลับขับตานอน นั่งเฝ้าหน้าจอรอข่าวจากอีกซีกโลกหนึ่ง
พวกเขาไม่ได้รอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา และก็ไม่ได้รอฟังนโยบายอะไรจากรัฐบาลที่ปักกิ่ง
สิ่งที่พวกเขารอ คือประกาศเพียงฉบับเดียวจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก ว่าจะยอมรับให้หุ้นจีน เข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งในดัชนีหุ้นโลกของบริษัทหรือไม่
ที่ต้องลุ้นกันขนาดนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้ จีนเคยยื่นขอมาแล้ว และถูกปฏิเสธติดต่อกันมาถึง 3 ครั้ง..
บริษัทที่ว่าก็คือ MSCI เจ้าของดัชนีหุ้นชื่อดังก้องโลกมากมาย ที่มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อภาพลักษณ์ของตลาดหุ้นในแต่ละประเทศ ในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก
เพราะถ้าหากตลาดหุ้นจีนเข้าไปอยู่ในดัชนีของทาง MSCI ได้ ก็หมายถึงเงินทุนมากมายจากทั่วโลก ที่จะหลั่งไหลเข้ามาในตลาดแห่งนี้นั่นเอง
หากสงสัยว่า แล้ว MSCI มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมบริษัทจึงกลายมาเป็นผู้กำหนดดัชนีบรรทัดฐานสำคัญของโลกการลงทุนได้แบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไป ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 หรือเมื่อประมาณเกือบ 60 ปีก่อน
ตอนนั้น การลงทุนข้ามประเทศยังไม่ได้สะดวกสบายเท่ากับทุกวันนี้
แถมยังไม่มีเครื่องมือระดับมาตรฐาน สำหรับใช้เปรียบเทียบตลาดหุ้นของแต่ละประเทศ ว่าทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่ากันแค่ไหน
เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ทาง Capital International บริษัทบริหารเงินลงทุนจากสหรัฐอเมริกา จึงได้เริ่มสร้างดัชนีหุ้นระดับโลกขึ้นมาเอง
โดยหนึ่งในผลงานยุคแรกคือ EAFE Index ซึ่งเริ่มใช้งานในปี 1969 โดยได้รวบรวมตลาดหุ้นในยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกไกล เอาไว้ด้วยกัน
ไอเดียนี้ฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องเรียบง่าย ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร แต่สำหรับในเวลานั้น ถือว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมโลกการลงทุน มากเลยทีเดียว
เพราะก่อนหน้านั้น การเปรียบเทียบฝีมือผู้จัดการกองทุนทั่วโลก ก็ยังไม่ต่างอะไรกับการจัดแข่งวิ่ง โดยที่นักวิ่งแต่ละคน ใช้สนามคนละแบบ และจับเวลากันด้วยนาฬิกาคนละเรือน
ทำให้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ใครเก่งจริง หรือใครแค่บังเอิญไปยืนอยู่ในตลาดที่กำลังรุ่ง แบบพอดิบพอดีกันแน่
ความสำคัญของดัชนีเกิดใหม่อีกหลายตัวที่บริษัทสร้างขึ้นมานี้ จึงไม่ได้เป็นแค่เพียงตัวเลขลอย ๆ ไม่มีความหมาย
แต่ถือว่าเป็นเกณฑ์วัดมาตรฐาน ที่ทำให้นักลงทุน, ผู้จัดการกองทุน ไปจนถึงนักวิเคราะห์ คุยกันรู้เรื่องเหมือนใช้ภาษาเดียวกันทันที..
และแล้วในปี 1986 จุดเปลี่ยนแรกก็มาถึง เมื่อ Morgan Stanley ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรก ๆ ของธุรกิจนี้ ตัดสินใจเข้าซื้อสิทธิ์ดัชนีทั้งหมด แล้วเอาชื่อของตัวเอง ไปแปะไว้ข้างหน้าเสียเลย
จนกลายมาเป็น Morgan Stanley Capital International หรือชื่อย่อที่เราคงจะคุ้นเคยกันดีในทุกวันนี้ว่า “MSCI” นั่นเอง
จากนั้นในปี 1998 ธุรกิจนี้ก็ได้ถูกแยกออกมาตั้งเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 ราย คือ Morgan Stanley และฝั่ง Capital Group
ซึ่งภายในปีเดียวกันนั้น พระเอกสำคัญของเรื่องนี้ ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็น CEO และเปลี่ยนทิศทางของบริษัทไปตลอดกาล..
เขาคือคุณ Henry Fernandez ลูกหม้อของบริษัท Morgan Stanley ที่ผ่านงานมาแทบทุกสนาม ตั้งแต่ในส่วนตลาดเกิดใหม่, ตราสารอนุพันธ์, การควบรวมกิจการ และวาณิชธนกิจ
ประสบการณ์อันโชกโชนเหล่านี้ ทำให้เขาไม่ได้มอง MSCI เป็นแค่แผนกคำนวณตัวเลขภายในบริษัทแม่ แต่มองเห็นภาพที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก
นั่นคือหากบริษัทสามารถเปลี่ยนสถานะของตัวเอง ให้เข้าไปสอดแทรกอยู่ในทุกขั้นตอนของกระบวนการลงทุน ตั้งแต่การเลือกสินทรัพย์, สร้างพอร์ต, วัดผล และการควบคุมความเสี่ยงได้
ทำให้บริษัทนี้ กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าเลิกใช้ไปไม่ได้ โดยปริยาย..
กลยุทธ์หลักที่เขาใช้ จึงเป็นการเน้นมองหาโอกาสทำดีลซื้อกิจการ เพื่อเสริมสร้างให้บริษัทมีเครื่องมือครบครัน ไว้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
พอมาถึงปี 2007 คุณ Henry ก็ได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุด ด้วยการพา MSCI แยกตัวเป็นอิสระเพื่อเข้าตลาดหุ้น
และนับจากปี 2009 เป็นต้นมา หลัง Morgan Stanley ได้ขายหุ้นออกไปจนหมด MSCI ก็มีอำนาจในการกำหนดทิศทางธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มที่
ถึงแม้ว่า MSCI จะไม่มีบริษัทแม่เป็นที่พักพิงอิงแอบ ก็ไม่ได้ทำให้เส้นทางการเติบโตของบริษัทมีปัญหาแต่อย่างใดเลย
เพราะบริษัทสามารถทำธุรกิจได้คล่องตัวยิ่งกว่าเดิม จนสะท้อนออกมาให้เห็น ผ่านการทำดีลซื้อกิจการต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก เช่น
- ปี 2010 ซื้อ RiskMetrics เพื่อเสริมระบบบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีผลพลอยได้ติดมาด้วยคือ ข้อมูลด้านบรรษัทภิบาล และ ESG
- ปี 2012 ซื้อ IPD ได้ฐานข้อมูลผลตอบแทนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก
- ปี 2019 ซื้อ Carbon Delta ได้โมเดลใช้ประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
- ปี 2021 ซื้อ Real Capital Analytics ได้ข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก
- และในปี 2023 ซื้อ Burgiss ได้ข้อมูลสินทรัพย์นอกตลาดเข้ามา
หากมองดูแบบเผิน ๆ ดีลเหล่านี้อาจจะดูกระจัดกระจาย ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลย
แต่ความจริงแล้ว หากเรามองให้ลึกซึ้งถึงแก่น ก็จะเห็นว่า ทุกดีลนั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด และคอยผลักดันให้ธุรกิจของ MSCI ก้าวเดินไปข้างหน้า
ผ่านการดึงลูกค้าจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นขาฝั่งตลาดหุ้น หรือหุ้นกู้, ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการลงทุนด้าน ESG ที่โด่งดังในยุคนี้
ก็ล้วนจะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ ต้องเข้ามาใช้บริการของบริษัทนี้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง..
ปัจจุบันนี้ MSCI มีวิธีในการหาเงิน ซึ่งส่วนใหญ่คือรายได้แบบประจำ จาก 2 ขาหลัก ประกอบด้วย
- ขายเครื่องมือและข้อมูลสำคัญแบบสมัครสมาชิก เช่น ดัชนี และโปรแกรมสำหรับใช้วิเคราะห์ ซึ่งลูกค้าจะต้องคอยต่ออายุกันไปเรื่อย ๆ
- อีกขาหนึ่งคือ ค่าธรรมเนียมที่ผูกอยู่กับขนาดสินทรัพย์ของกองทุน ETF ทั่วโลก และรวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนต่าง ๆ ที่นำดัชนีของ MSCI ไปใช้อ้างอิง
หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ หน่อยก็คือ MSCI ไม่ใช่คนที่จะต้องลงมือไปบริหารกองทุนเอง
แต่เปรียบเสมือนคนขายลิขสิทธิ์ทางปัญญา ให้คนอื่นเอาไปหาเงินต่อ และ MSCI ก็จะได้รับส่วนแบ่งบางส่วนจากเงินเหล่านั้น
ซึ่งด้วยการมีโมเดลธุรกิจแบบนี้ ที่แค่พยายามคิดค้นตัวดัชนีที่น่าเชื่อถือขึ้นมาบ่อย ๆ แล้วปล่อยให้คนอื่นนำไปใช้ออกเป็นผลิตภัณฑ์กองทุนกันต่อ
หากยิ่งมีเงินลงทุนไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนเหล่านั้น มากขึ้นเท่าไร
ผลตอบแทนที่บริษัทจะได้รับกลับมา ก็จะมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย โดยที่ค่าใช้จ่ายของบริษัท แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย
และส่งผลให้เกิดเป็นวงจรแห่งความรุ่งเรือง ที่ยากจะทำลายลงได้ เพราะยิ่งเมื่อมีกองทุนหันมาใช้ดัชนีของ MSCI มากขึ้น
นักลงทุนสถาบันที่ต้องแข่งขันกันเองในตลาด ก็ยิ่งจะต้องใช้ดัชนีตัวสำคัญของบริษัทนี้ มาไว้เปรียบเทียบผลงานการลงทุนของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
จนสุดท้าย สิ่งประดิษฐ์ที่เคยถูกคิดค้นมาเป็นเพียงเครื่องมือใช้เปรียบเทียบผลงาน ก็กลับกลายมาเป็นมาตรฐานของทั้งอุตสาหกรรม จนขาดไปไม่ได้นั่นเอง..
ผลลัพธ์จากเรื่องนี้ สะท้อนออกมาให้เห็นในปัจจุบัน คือบริษัทมีลูกค้าถึง 6,800 ราย ในกว่า 100 ประเทศ กำลังอ้างอิงดัชนีอย่างน้อยสักตัวหนึ่งของ MSCI อยู่
โดยคิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมกันทั้งหมด สูงถึง 706,000,000 ล้านบาท หรือมากกว่า GDP ของประเทศไทยถึง 35 เท่า..
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจถึงเส้นทางตลอดเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา ของบริษัทที่ชื่อ MSCI กันดีขึ้นแล้ว
เรื่องราวนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาที่แสนจะธรรมดา คือมีคนกลุ่มเล็ก ๆ รู้สึกรำคาญใจว่า ทำไมเราถึงไม่มีวิธีวัดผลงานของตลาดหุ้นแต่ละประเทศ ได้เป็นมาตรฐานตรงกันเสียที
ซึ่งในตอนที่พยายามคิดค้นวิธีแก้ปัญหา ก็ไม่ได้มีความคิดใหญ่โต จะไปเปลี่ยนโลก และก็ไม่ได้ล่วงรู้ว่า มันจะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญต่อโลกการลงทุนได้แบบทุกวันนี้
นั่นก็เพราะ พวกเขาแค่เลือกลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อแก้ปัญหาตรงหน้าให้มันคลี่คลาย
แต่ผลกลับกลายเป็นว่า เมื่อสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้น ดันมีประโยชน์มากพอต่อคนหมู่มาก จนเกิดเป็นการบอกต่อ ๆ กันไป
ภาพที่เราได้เห็นในวันนี้ จึงกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญอย่างหนึ่งในโลกการลงทุน ที่มีดัชนีของ MSCI อยู่เบื้องหลัง อย่างขาดไปไม่ได้อีกแล้ว
บางทีบทเรียนจากเรื่องนี้เอง ก็อาจจะสะท้อนความมหัศจรรย์ของโชคชะตา ที่ส่งผลต่อความสำเร็จ อยู่ไม่มากก็น้อย
ในแง่ที่ว่า สิ่งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ในโลกธุรกิจ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมาจากฝันอันยิ่งใหญ่ พร้อมกับการวาดแผนการให้เลิศหรูอยู่บนกระดาษก่อนเสมอไปก็ได้
แต่อาจจะเริ่มต้นจากคนธรรมดา ๆ ตัวเล็ก ๆ ที่หัดตั้งคำถามต่อปัญหาตรงหน้า โดยไม่เลือกจะปล่อยผ่านไป
จากนั้นก็พยายามทำให้ดีขึ้นทีละนิด ๆ แบบไม่หยุดยั้ง จนวันหนึ่ง สิ่งที่ทำออกมาก็กลายมาเป็นเรื่องสำคัญต่อโลกนี้ไปเอง ก็เป็นได้..
#WealthCreation
#ธุรกิจต่างประเทศ
#MSCI
โฆษณา