29 ก.ค. เวลา 05:09 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] Trying Times - James Blake >>> เวลาบ่มเพาะ

-อัลบั้มชุดแรกในการประกาศอิสรภาพจากค่ายเพลง Polydor Records ที่อยู่มานานกว่า 12 ปีของ James Blake ศิลปินและโปรดิวซ์เซอร์ระดับเทพจากเกาะอังกฤษผู้ซึ่งมีน้ำเสียงความหลอนสไตล์โกธิคอันเป็นเอกลักษณ์ แนวทาง elctronica ที่มีลายเซ็นต์เฉพาะตัว คุยกับคนเฉพาะกลุ่มอย่างส่วนตัวสุดๆ แต่เขาดันถูกรู้จักในนามของคนเบื้องหลังและได้ร่วมแจมกับศิลปินระดับ A-List มากมายซะมากกว่า โดยเฉพาะใครที่เป็นสาวกฮิปฮอป น่าจะคุ้นชื่อพี่แกอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดี ฝีมือชั้นเชิงและภาษีของเขายังคงเป็นที่น่าจับตามองอยู่ร่ำไป
-ในด้านกิตติศัพท์ของพี่เจมส์ นักฟังเพลงคงไม่มีข้อกังขาในแง่ของคุณภาพที่ไว้ใจได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเทสต์ส่วนตัวแล้วว่า เมนูที่พี่แกเสิร์ฟจะฟังง่ายหรือยาก คุยกับคนฟังมากน้อยเพียงใด จาก track record ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ผลงานส่วนใหญ่ของพี่แกแทบจะเป็นยาขมพอสมควร
-ยกเว้น Friends That Break Your Heart ในปี 2021 เริ่มฟังง่ายและมีความเปี่ยมหวังมากขึ้น และ Playing Robots into Heaven เริ่มสนุกในแง่ความคิดสร้างสรรค์ที่พรั่งพรู กลับไปสู่รากเหง้า electronica ห่อหุ้มด้วยตีมไซไฟผจญภัยที่เน้นตีความได้ตามสะดวก ไม่ดิ่งแบบหลายอัลบั้มที่แล้วมา
-การกลับมาด้วย Trying Times ในฐานะศิลปินอิสระเต็มตัว มันจึงไม่ใช่แค่การเฝ้าดูว่า เมนูที่แกรังสรรค์มันจะมาด้วยรสสัมผัสแบบใด แต่เป็นการเอาใจช่วยตัวศิลปินเป็นการส่วนตัวว่า เค้าจะยืนหยัดต่อสู้ทั้งภายในจิตใจของตัวแกเองและสังคมภายนอกอย่างไรต่างหาก อัลบั้มแห่งการผ่านพ้น “ช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก” นี้เองก็ทำให้เราได้เห็นมุมมองของพี่เจมส์ที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ
-ตั้งแต่แทร็คเปิดอัลบั้ม Walk Out Music ที่ฉายแววสว่างอย่างเฟรนด์ลี่ บ่งบอกถึงสถานะการเป็นศิลปินอิสระที่พร้อมจะโบยบิน เดินจากไปโดยไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งพี่ James แกได้แรงบันดาลใจจากท่าเดินเปิดตัวบนเวทีคอนเสิร์ตของ Lil Yacthy ที่โยกเยกไปมา แกเลยออกแบบท่วงท่าของเพลงนี้ให้ upbeat คลี่คลายกันตั้งแต่เนิ่นๆเลย
-ในด้านของภาคดนตรีที่เน้นดนตรีสด มากกว่า beat machine ยิ่งยกระดับการบิ้วด์อารมณ์ cinematic ให้หนักแน่นและแกรนด์ขึ้นไปอีก ไตเติ้ลแทร็ค Trying Times นี่คือเพลงที่ผมชอบมากที่สุด เพราะเป็นตัวแทน represent องก์รวมของอัลบั้มนี้ได้ดีที่สุด space-rock เสียงเอคโค่สุดละลอยล่อง ไม่ได้ใส่อารมณ์ emotional หนักข้อจนเกินไป จนสามารถซึบซับความงดงามทางสุนทรีย์ได้เต็มที่ อีกทั้งยังสะท้อนถึง mindset ที่เปลี่ยนไปจากเจ้าพ่อเพลงเศร้าสร้อยได้กลายมาเป็นคนถ่ายทอดคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ได้อย่างซาบซึ้ง
-ในด้านของภาคดนตรีที่เน้นดนตรีสด มากกว่า beat machine ยิ่งยกระดับการบิ้วด์อารมณ์ cinematic ให้หนักแน่นแกรนด์ขึ้นไปอีก อีกทั้งการใช้ autotune น้อยลงก็น่าจะทำให้คนที่ไฝ่หาความเป็นมนุษย์ในผลงานเพลงรู้สึกสบายใจได้เยอะเลยครับ
-ไตเติ้ลแทร็ค Trying Times นี่คือเพลงที่ผมชอบมากที่สุด เพราะเป็นตัวแทน represent องก์รวมของอัลบั้มนี้ได้ดีที่สุด space-rock เสียงเอคโค่สุดละลอยล่อง ไม่ได้ใส่อารมณ์ emotional หนักข้อจนเกินไป จนสามารถซึบซับความงดงามทางสุนทรีย์ได้เต็มที่ อีกทั้งยังสะท้อนถึง mindset ที่เปลี่ยนไปจากเจ้าพ่อเพลงเศร้าสร้อยได้กลายมาเป็นคนถ่ายทอดคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ได้อย่างซาบซึ้ง
-ลูกเล่นการแซมเปิ้ลก็ยังคงเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเสริมตัดแปะคอลลาจเสียงในหัวศิลปินที่ไม่ได้ยึดติดแค่ตัวเขาเป็นศูนย์กลาง แต่ยังมีเพลงของคนอื่นมาเป็นซาวนด์แทร็คสอดแทรกเรื่องราวเจ้าของอัลบั้มด้วยไม่ใช่แค่ Death of Love ยังมีเพลง I Had a Dream She Took My Hand ดรีมป็อปที่เจอด้วยแซมเปิ้ล It Was Only A Dream ของ Thee Sinseers ที่หยอกล้อกับความรักสุดเพ้อฝันและเซอร์เรียล จากเคลิ้บเคลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นฝันสลายดุจดั่งเรือไททานิคที่ล่มจมในมหาสมุทรที่สุด
-ทั้งนี้ก็ยังไม่ลืมที่จะ tribute ให้กับ Jameela Jamil นักแสดงที่เป็นทั้งแฟนสาวและควบตำแหน่งผู้ช่วยโปรดิวซ์เซอร์ส่วนตัว ถือเป็นบุคคลสำคัญในชีวิตที่เติมเชื้อไฟให้งานเพลงชุดนี้ Didn't Come To Argue เป็นความพยายามเข้าอกเข้าใจมากกว่ายึดอีโก้เพื่อเอาชนะ ลวดลายออเคลสตร้าเครื่องสายที่งดงาม และเสียงร้องโหยหวนของพี่ James ที่ช่วย lift up คนฟังให้ฟีลกู๊ดยิ่งยวด Days Go By ที่ขยี้แซมเปิ้ลเพลง I Luv U ของ Dizzee Rascal ให้ออกมาขี้เล่น กลายเป็นแทร็คป็อปที่น่ารักที่สุดในอัลบั้ม
-Doesn’t Just Happen ที่ได้ Dave มาร่วมแจม ถือเป็นการตอกย้ำเซนส์การทำเพลง Hip-Hop ยังคงเท่ห์อยู่ไม่จาง Make Something Up คอเพลงอัลเทอเนทีฟที่เน้นดนตรีสดน่าจะชอบในความดุ่มๆของคอร์ดกีตาร์ไฟฟ้า แต่ถ้าใครโหยหาการร้องแบบ divo พี่เค้าก็จัดให้ในเพลง Through The High Wire ที่นำเพลงที่ทำเล่นๆร่วมกับ Kanye West ที่แพลนจะทำคอลแลปอัลบั้ม WAR ตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นซักที Rest Of Your Life ก็เช่นกัน เอามาต่อยอดสอดรับกับตีมอัลบั้ม เป็นการตั้งคำถามซ้ำไปซ้ำมาว่า คุณจะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับอะไร
-Feel It Again ที่มาสั้นๆดุจเพลง interlude แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมแห่งการซึมซับทุกๆความรู้สึกทั้งทุกข์และสุขในตอนที่ยังมีชีวิต อย่าได้ประมาทเพราะชีวิตมันสั้นกว่าที่คิด และการปิดท้ายด้วย Just A Little Higher ที่ชวนให้คนฟังเลือกที่จะเชื่อด้วยสายตา ภายใต้สังคมที่อุดมด้วยข่าวสารที่เอ่อล้น จงมีวิจารณญาณในการเสพข่าว และอย่าลืมความจริงเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ยังคงอยู่บนโลกใบนี้เสมอ ซึ่งนั่นอาจหมายรวมถึงอุตสาหกรรมดนตรีที่พี่ James เคยออกมาส่งเสียงเกี่ยวกับส่วนแบ่งรายได้ที่ไม่เป็นธรรมอยู่บ่อยครั้ง
-ต่อให้ความล้ำและความขมจะลดน้อยลง แต่แลกมากับ mindset ของพี่เจมส์ที่เริ่มฟื้นตัวได้ดีขึ้น ผมก็ดีใจสุดๆแล้วครับ การทำอัลบั้มมันไม่ใช่แค่การเน้นโชว์พัฒนาการทางฝีมือการประพันธ์อย่างเดียว แต่มันคือการลับคมทางความคิดผ่านไดอารี่อัพเดทชีวิตในช่วงที่หายไปด้วย นี่คือเสน่ห์ของการเสพเพลงเป็นอัลบั้มที่ต้องอาศัยความคงเส้นคงวาด้วย ซึ่งพี่ James ยังคงทำให้คนฟังเชื่อมั่นและเติบโตไปพร้อมๆกับแกได้จริง
แค่นี้ก็เพียงพอต่อการผ่านช่วงยากลำบากนี้ไปได้
Top Tracks: Walk Out Music, Death of Love, I Had a Dream She Took My Hand, ***Trying Times, Make Something Up, Didn’t Come To Argue, Days Go By, Doesn’t Just Happen, Through The High Wire, Feel It Again
Give 7.5/10
Thanks 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา