28 ก.ค. เวลา 06:34 • ศิลปะ & ออกแบบ

เดินชมโบสถ์ที่เนเปิล (ต่อ)

เดินไปบนถนนในเมืองระหว่างเจอโบสถ์ ก็จะเจอซอยที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ตอนนี้ต้องมองหาอะไรบางอย่าง ซึ่งนั่นก็คือ ของกิน ซึ่งที่นี่มันมีอะไรน่ากินมาก ๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมืองนี้มีร้านอาหารซึ่งดูตรงหน้าร้านก็อยากจะซื้ออะไรตั้งหลายอย่างมาลอง แต่ละร้านดูมีอะไรแบบโทนสีแดง ๆ เยอะ เลยเดินเขาไปซื้ออะไรบางอย่างที่ร้านนึง ซึ่งน่ากิลมากๆ ได้พิซซ่าขนาดเล็ก แล้วก็ลูกอะไรกลม ๆ มาลองดู
ไม่มีโต๊ะให้นั่งไม่เป็นไร ฉันเดินไปหาที่ว่างตรงฟุตบาทข้างทาง ลองกินลูกกลม ๆนั่นดู สิ่งที่รับรู้คือมันคืออร่อยมาก ๆ เป็นความอร่อยอย่างรุนแรง ตอนแรกไม่รู้มันคืออะไร ไปรู้ทีหลังว่ามันคือข้าวรีซอตโต้ที่เอามาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ
ส่วนพิซซ่าอีกอันที่ดูเห็นตามรูป ก็อร่อยเช่นกัน นี่มาถึงเมืองหลวงแห่งพิซซ่าก็ต้องกินพิซซ่าสิ (เดี๋ยวเราจะไปกินมื้อใหญ่อีกที) พิซซ่านาโปลีนี่ติดอันดับอาหารที่ต้องกินในโลกก่อนตายเชียวนะ อันที่เรากินชิ้นเล็กๆ เค้าเรียกกันว่าพิซซ่ากระเป๋า คงดูรูปร่างเหมือนกระเป๋าตังมั้ง น่ารักและอร่อยดี
ที่สำคัญก็คือ ชื่อร้านที่อยู่บนถุง (Di Matteo) ขอบอกว่าร้านนี้ไป search ดูก็พบว่า มันเป็นร้านดังนะ เป็นร้านที่บิล คลินตัน ก็เคยมากินด้วย
มิน่าเวลาเดินผ่านร้านนี้เหมือนมีแรงดึงดูด พระเจ้าคงเลือกร้านให้ฉัน ขอบพระคุณอย่างสูง
เดินไปก็พบว่า โบสถ์ ดูโอโม (Naple Cathedral) โบสถ์นี้ถือว่าเป็นโบสถ์ประจำเมืองเนเปิล
ขอให้ความรู้นิดนึงว่า ถ้าไปเจอชื่อดูโอโมที่เมืองไหน แสดงว่าเป็นโบสถ์ประจำเมืองนั้น จงอย่าพลาดในการไปเยี่ยมชม (คล้ายๆกับวัดมหาธาตุของเรา ซึ่งมีอยู่หลายเมือง และชื่อเดียวกัน) ที่เราเห็นอยู่เป็นของใหม่ที่บูรณะในปลายศตวรรษที่ 19 ถึง ศตวรรษที่ 20 หลังจากแผ่นดินไหว เป็นสไตล์นีโอโกธิค (ของเดิมเป็นโกธิค) โบสถ์นี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า Cathedral di Santa Maria Assunta นี่เอง และแน่นอนว่าข้างในต้องดูหรูหราอลังการ เพราะมันเป็นดูโอโม วิหารประจำเมืองน่ะสิ
พูดถึงโบสถ์นี้ ขอเล่าอะไรเพิ่มอีกหน่อย ว่าถ้าใครไปเจอภาพของโบสถ์ตามที่เห็นด้านล่างนี้ ก็ถือว่าโชคดี เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการติดตั้งงานศิลปะร่วมสมัยที่นี่ ศิลปินเป็นกลุ่ม street art และช่างภาพฝรั่งเศส ชอบทำภาพถ่ายขาวดำขนาดใหญ่ไปแปะตามที่ต่างๆ และตอนนี้เขาก็ได้เลือกโบสถ์นี้ เป็นพื้นที่แสดงงานของเขา แต่มันผ่านพ้นไปแล้วนะ เก็บภาพตอนที่งานกำลังแสดงอยู่มาให้ดูกัน
ชื่อผลงาน: "Chi Sei, Napoli?" (คุณคือใคร, เนเปิลส์?) หรือเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์มหากาพย์ระดับโลก JR (เจอาร์) ศิลปินแนวสตรีทอาร์ตและช่างภาพชื่อดังชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากการทำภาพพอร์ตเทรตสีขาวดำขนาดใหญ่ไปแปะตามสถานที่สาธารณะและสถาปัตยกรรมสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก
ตัวงานเป็นของภาพของชาวเมืองเนเปิลเป็นร้อยๆคนหลายตัวตน แสดงมวลหมู่มหาชนบนหน้าผนังประตูหน้าต่างด้านหน้าอาคาร ชาวเมืองบางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ บอกว่าเอาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม อันนี้แล้วแต่มุมมอง แต่เราชอบนะ
ที่นี้ก็มาถึงอีกโบสถ์ที่มีชื่อว่า Church of the Jesus ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ข้าพเจ้าเดินหาอยู่ตั้งนาน วนไป ๆ มา ๆ หลายครั้ง แต่แล้วก็พบว่าเดินผ่านไปหลายรอบแล้วแต่ไม่เห็น เพราะตัวสถาปัตยกรรมเป็นผนังมีประตูอยู่นิดหน่อย เวลาเดินเลียบไปก็เลยไม่รู้ว่าข้าง ๆ เป็นโบสถ์ ต้องไปเดินฝั่งตรงข้ามจึงได้เห็น
ขอบอกเลยว่าโบสถ์นี้แหละโดดเด่นสุดแล้วในเนเปิล เพราะมันดูโมเดิร์นมาก เป็นผนังเรียบ ๆ แต่ทำ texture เป็นปุ่มรูปปิรามิดอยู่ แถมด้านบนทำ façade มี curve งดงาม ดูแล้วเหมือนโบสถ์สมัยใหม่ ส่วนตรงซุ้มประตูด้านหน้าเป็นแบบบารอก ตัดกันกับผนังได้สวยงาม
ซุ้มประตูแบบบาโร้ค บนผนังแบบเรเนอซองท์ สวยงามดี  (ส่วนฝรั่งทหารกับหญิงชายคู่กันบังเอิญถ่ายติดมา ดูสวยและหล่อกันทุกคน)
ตามประวัติเขาบอกว่าเดิมที่นี่เป็นวังเก่า แต่ขายให้คณะเยซูอิตไป ผนังแบบนี้เป็นยุคเรเนซองตอนปลายของอิตาลีนะ เพราะด้านบนมันเริ่มจะมีโค้งอ่อนช้อยขึ้นมากกว่าช่วงต้น และถ้าสังเกตดี ๆ บนปิรามิดเหล่านั้นจะมีตัวสัญลักษณ์แปลก ๆ ติดไว้ เราก็งงว่าคืออะไรนึกว่าเป็นคาถา แต่จริง ๆ เขาบอกว่านี่คือโน้ตดนตรีโบราณ สามารถเอามาใช้บรรเลงเป็นบทเพลงทางศาสนาได้
เข้าไปข้างในก็เจอกับศิลปะบาโร้คเข้าให้ แต่ไม่ชอบเท่าไร
มีเกร็ดอีกนิดว่าตอนที่เรามองหา Church of the Jesus เดินวนไปมาหลายรอบนั้น ไปเจอสถานที่หนึ่งสวยงามมาก แต่ไม่ปรากฏในโพยที่พกมาเลย คงไม่ใช่สถานที่สำคัญละมั้ง แต่ช่างเถอะ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ดูมันเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ที่มีความสมัยใหม่ เรียบงานลงไป เลยคิดว่าอาจเป็นของสร้างใหม่ แต่ใช้ไอเดียยุคกลางมาสร้าง
ตอนหลังมาค้นเจอว่านี่คือ โบสถ์ซานตา เคียรา (Basilica di Santa Chiara) อาคารหินทรายสีเหลืองนวลขนาดใหญ่ที่เห็นในภาพคือผนังด้านข้างของตัวมหาวิหารหลัก ซึ่งมีความโดดเด่นและสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเนเปิลส์อย่างมาก
โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดยกษัตริย์โรเบิร์ตแห่งอานชู (Robert of Anjou) และพระมเหสี โครงสร้างภายนอกจึงเน้นความเรียบง่าย แข็งแกร่ง ผนังสูงตระหง่านพร้อมช่องหน้าต่างทรงโค้งแหลมเรียวยาวตามสไตล์โกธิกของฝรั่งเศส เคยถูกตกแต่งภายในใหม่จนกลายเป็นสไตล์บารอกที่หรูหรา แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารได้ถูกระเบิดทำลายจนเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ภายหลังจึงได้มีการบูรณะครั้งใหญ่เพื่อนำโครงสร้างและหน้าตาแบบโกธิกดั้งเดิมที่เรียบง่ายในศตวรรษที่ 14 กลับคืนมา
ตรงนี้สองโบสถ์ที่กล่าวถึงไปแล้ว มาเผชิญหน้ากัน
มิน่าเล่าถึงได้ดูสวยแต่เรียบง่าย นี่เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยนะ ที่มีเจอโบสถ์นี้โดยบังเอิญ สงสัยจังว่าหลุดโผโบสถ์น่าชมแห่งเนเปิลไปได้ยังไง สวยขนาดนี้
พอไปชมโบสถ์เสร็จ เราก็เดินเรื่อยเปื่อย ชมร้านขายของที่ระลึกบ้าง ชมราวตากผ้าบ้าง แล้วก็มาถึงสถานที่เรียกว่า จัตุรัส Piazza Dante ซึ่งอยู่ในแผนที่ว่าเป็นหนึ่งในจัตุรัสทางประวัติศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของเมืองเนเปิลส์
ที่นี่มีซุ้มประตูซึ่งมีผังเป็นสถาปัตยกรรมครึ่งวงกลม เรียกว่า Convitto Nazionale Vittorio Emanuele II โอบรับตัวจัตุรัส เป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิกชื่อดัง ลุยจิ วานวิเตลลี (Luigi Vanvitelli) มีหอนาฬิกาและซุ้มประตูใหญ่ เป็นทางเข้าสู่วิทยาลัยและยังเป็นทางเดินเชื่อมต่อไปยังย่านที่พักอาศัยด้านหลัง
ส่วนราวระเบียงด้านบนสุดของแนวอาคารโค้ง จะมีรูปหินอ่อนแกะสลักตั้งเรียงรายอยู่ทั้งหมด 26 องค์ ซึ่งแต่ละองค์เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของคุณธรรมและความดีงามต่างๆ ขององค์จักรพรรดิ
จัตุรัสที่สุดแสนจะผิดหวัง
ดูแล้วผิดหวังจัง ทำไมจตุรัสดังประจำเมืองมีสภาพแบบนี้ ดูไม่แกรนด์ ดูเก่า ไม่มีใครมาสนใจถ่ายรูปเลย และก็มีอะไรรกๆตาอยู่แถวนั้น ที่นั่งรอเมล์ก็บดบังทัศนียภาพ แถมมีมือดีมาพ่นสีอีก ด้านหลังก็มีตึกอะไรไม่รู้สีเหลืองมาตั้งอยู่ ไม่เข้ากันเลย เดินมาดูแล้วนึกว่ามาผิดที่
นี่แหละหนอคือเนเปิล
วันนี้ขอจบการชมโบสถ์แต่เพียงเท่านี้ งานต่อไปคือไปหาของกิน
เย็นนี้ไปกินอะไรแถวใกล้สถานีรถไฟกันเถอะ ดูแล้วมีของมาโชว์หน้าร้านแบบน่ากินมาก ๆ เราเลือกร้านที่ดูน่ากินที่สุด และคนขายหล่อที่สุด
พิซซ่านาโปลีอร่อยจริง เราสั่งมากาเรตต้า ซึ่งถ้ากินในไทยอาจเจอรสชาติใกล้เคียงหากไปถูกร้าน (แต่ส่วนใหญ่มักไม่ใช่) อันที่จริงมันเป็นพิซซ่าที่เรียบง่ายมาก แต่ส่วนผสมอาจจะมีอะไรพิเศษจนมันติดอันดับอาหารที่ดีที่สุด 10 อันดับแรก (ใครจัดอันดับลืมไปแล้ว) และต้องมากินที่เนเปิลด้วยนะ ถึงจะใช่
คนขายชื่อ อเล็กชง เป็นลูกครึ่งบราซิล-อิตาเลียน คุยเก่งและดูชื่นชมเราเป็นพิเศษ บอกว่าถ้าเราไปเวนิเซีย (เวนิส) จะพบว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในอิตาลี ว่าแล้วก็เลี้ยงเหล้าเรา 1 ช็อต รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกันจัง
กลับมาพักที่โฮสเทลตามเดิม วันนี้ค่ำ ๆ มองลงมาด้านล่าง พบว่าตรงเสาไฟฟ้ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นผู้หญิง (ที่มิใช่หญิงแท้) ใส่ชุดดำกระโปรงสั้น ๆ มาโพสท์ท่ายั่วยวน ประทับใจเธอตรงที่หุ่นเธออวบมากจนเกินคำว่าอวบ ใส่วิกผมบลอนด์
และที่น่าสนใจคือ มีผู้ชายสองคนเดินเข้ามาคุยกับเจ้าหล่อน คุยอะไรก็ไม่รู้อยู่ตั้งนาน และผู้ชายนั้นก็สูงวัย น่าจะประมาณอายุ 70กว่า ๆ เราเองมองไป อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป แต่พวกเขาคุยกันนานมากจนฉันเลิกสนใจไปเอง กลับมาเมาท์กับสาวห้องข้าง ๆ ที่อยากจะมาเที่ยวเมืองไทยดีกว่า

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา